Thursday, January 19, 2012

พิธี ขึ้นบ้านใหม่ / เข้าบ้านใหม่

บ้านเป็นจุดศูนย์รวมของครอบครัว พิธีการ ขึ้นบ้านใหม่ จึงถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยกำหนด ฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่ ตามหลักวิชาและสะดวกกับเจ้าบ้าน

ก่อนการขึ้นบ้านใหม่

1. บริเวณบ้านที่จะไปอาศัยอยู่  หากมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ใกล้ๆ
ให้ไปไหว้แสดงความเคารพ และขอพรให้ท่านคุ้มครองดูแลให้มีความสุขความเจริญ และให้ทำบุญสังฆทาน และอุทิศบุญกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรของครอบครัว เจ้าที่และวิญญาณที่อาศัยอยู่ในสถานนั้น

 

2. ในกรณีที่เป็น บ้านใหม่ หรือบ้านนั้นยังไม่เคยเข้าไปอยู่อาศัย
ก่อนย้ายเข้า เราสามารถปรับสภาพกระแสภายในบ้านให้ปราศจากสิ่งไม่ดีทั้งหลาย โดยการทำ พิธีล้างปรับสภาพ

 

3. การทำพิธี ขึ้นบ้านใหม่ ต้องใช้ฤกษ์ยามที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ
จึงจะเกิดความร่มเย็นเป็นสุข ท่านสามารถ หาฤกษ์ ขึ้นบ้านใหม่ ผ่านหน้า บริการหาฤกษ์

 

ก่อนได้ ฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่

1. ให้ดับไฟในบ้าน

2. ให้ทุกคนออกนอกบ้าน รวมตัวกันที่หน้าบ้าน

เมื่อได้ฤกษ์ ขึ้นบ้านใหม่

1. ให้เดิน เข้าบ้านใหม่ จัดตั้งองค์พระ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ อื่นๆ เพื่อให้ท่านช่วยคุ้มครองปกปักรักษา ให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข
ในทางปฏิบัติ เราควรกำหนดจุดตั้ง และเตรียมอุปกรณที่จำเป็นไว้ล่วงหน้า เพื่อสะดวกในวันทำพิธี และจะได้ตั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้เสร็จทันในฤกษ์

2. หากต้องการนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้ามาก่อน ให้ใส่กล่องทึบและวางไว้โต๊ะกลางบ้าน เพื่อจะได้ไม่เกี่ยวข้องกับทิศทาง และหากอัญเชิญมาจากที่บ้านเก่าต้องดูฤกษ์อัญเชิญลง จัดของไหว้ถวาย (ตามแต่ประเพณีและความนิยมของบุคคล) ดีที่สุด ควรเป็นผลไม้ห้าอย่าง (ครบห้าธาตุ  - ดิน ทอง น้ำ ไม้ ไฟ) ไม่ควรเป็นเนื้อสัตว์ เพราะเท่ากับเบียดเบียนชีวิตอื่น

3. วันแรกให้จุดธูปจริง เทียนจริง เพื่อให้เกิดควัน (ควันเป็นสื่อถึงแสดงออก ให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราเชิญได้รับรู้) และขอพร (อย่าขอหลายอย่าง ให้ขอเท่าที่สำคัญและจำเป็น)

4. ก่อเตาหุงต้ม (จุดเตาแก๊ส  คือการเริ่มต้นอยู่กิน และหมายถึงมีกินมีใช้ (ในสมัยโบราณจะใช้วิธีการถือ เตาถ่าน เข้าบ้าน แต่ปัจจุบันสามารถใช้วิธีนี้แทน) แนะนำให้ต้มขนมอี๋เพื่อเป็นสิริมงคล

5. ตั้งเตียงและนอนค้างคืน หมายถึงมีที่นอน อยู่เย็นเป็นสุข (ในความเป็นจริงส่วนใหญ่จะตั้งเตียงอยู่แล้ว เราเพียงแต่ดันขยับอีกเล็กน้อยพอเป็นพิธี) (การปูเตียง ก็เพียงยกหมอนขึ้นแล้ววางลง ตบฟูกแบาๆ)

6. บุคคลที่ถูกปะทะใน ฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่ ให้เดินตามหลัง (อย่าเป็นผู้เดินนำหน้าหรือเป็นผู้ประกอบพิธี)

7. หากที่บ้านทิ้งช่วงทำบุญมามากกว่า 1 ปี ควรดูฤกษ์ แต่หากทำต่อเนื่องทุกปีไม่ต้องดูฤกษ์ (วิธีที่ง่ายกว่าคือ : ไปทำบุญสังฆทานที่วัด แล้วอุทิศให้เจ้าที่ และวิญญาณทั้งหลายที่อาศัยในบ้านหลังนี้ ขอให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข)

 

ขอขอบคุณ > > http://www.fengshuitown.com/fengshui/fengshui-tip-ceremony-new-home.htm

 

 

สิ่งของที่ต้องเตรียมเข้าบ้านใหม่ครั้งแรก

1. พระพุทธรูป

2. เครื่องบูชาพระ เช่น   ธูป เทียน กระถางธูป แจกันดอกไม้

3. ดอกไม้มงคลที่นำมาไว้โปรยรอบๆบ้าน
    -  เหรียญ  จะเป็นเหรียญ บาท หรือสิบบาทก็ได้ค่ะ = เงินทองเต็มบ้าน
    -  ดอกดาวเรือง = ความรุ่งเรือง เจริญรุ่งโรจน์
    -  ดอกกุหลาบ = เส้นทางข้างหน้าต่อไปจะได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
    -  ดอกรัก = ความรัก ความเอื้ออาทรกัน
    -  ข้าวตอก ถั่ว งา = ความเจริญงอกงามยิ่งๆขึ้นไป

4. ถังน้ำ ถังข้าวสาร (ใส่เต็มถัง) = ความอุดมสมบูรณ์

5. หอมแดง กระเทียม พริกแห้ง กะปิ น้ำปลา น้ำตาลทราย เกลือ = ข้าวปลาอาหารมีกินมีใช้ไม่ขาดแคลน

6. เงินแบงค์  900 บาท เงินเหรียญอีก 99 บาท เป็น 999 = มีแต่ความเจริญก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไป

7. กล่องใส่ทอง เพชร หรือเครื่องประดับ อัญมณีมีค่า = ความร่ำรวย มั่งมีเงินทอง

8. ของไหว้เจ้าที่เจ้าทางมีผลไม้ 5 ชนิด
        1. กล้วย  =   กล้วยคือผลไม้มงคล ที่เชื่อว่าเป็นตัวแทนแห่งการขยายสาขา กิจการ การมีบุตรสืบสกุล มีบริวารมาก
        2. มะพร้าว  =  ความบริสุทธิ์
        3. สาลี่  =  การรักษาคุณงามความดีเอาไว้อย่างมั่นคง หรือรักษาซึ่งโชคลาภเงินทองมิให้เสื่อมถอย
        4. ทับทิม  =  คุ้มครองกันภัย
        5. ส้ม  =  ความโชคดี ประสพแต่สิ่งดีๆเป็นสิริมงคล

9. ขนมมงคลไทย 5 อย่าง เช่น   ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง เม็ดขนุน และขนมถ้วยฟู

10. หมากพลู

11. พวงมาลัยดาวเรือง

12. น้ำเปล่า

สำหรับพิธีการ

1. เมื่อไปถึงบ้านก่อนฤกษ์ให้เตรียมสิ่งของที่จะนำเข้าบ้านให้พร้อม ใครเข้าบ้านก่อนถึงฤกษ์ก็เลยต้องเตรียมอุปกรณ์กันที่นอกบ้าน

2. ก่อนเข้าประตูหน้าบ้าน (เจ้าของบ้าน) หยิบหินขึ้นมา 1 ก้อนกำไว้ในมือแล้วกลั้นหายใจอธิษฐานขอให้จิตใจหนักแน่น และแข็งแกร่งเหมือนหิน มีแต่สิ่งดีๆเกิดขึ้นนับแต่นี้ไป สิ่งร้ายๆอย่าได้แพ้วพาล แล้ววางหินลงหน้าบ้าน จากนั้นให้คุณพ่อเป็นคนเดินนำอุ้มพระพุทธรูปเข้าบ้านเพื่อเป็นสิริมงคล ให้คุณป้า(ที่รวยที่สุด) ถือพานเงิน, ทอง ตามเข้าบ้าน  คุณแม่ถือข้าวสารอาหารแห้ง และคนอื่นๆก็ช่วยกันถือของอื่นๆ ตามเข้ามา

3. นำพระพุทธรูปวางที่ห้องพระที่เราจัดเตรียมไว้ จุดธูปเทียนอธิษฐานจิตให้ท่านคุ้มครอง และอวยพรให้เราประสพพบเจอแต่สิ่งดีๆ ของเรา วันดีเรานำพระเข้าบ้าน และไหว้เจ้าที่ด้วย ซึ่งที่บ้านใหม่ไม่ได้ตั้งศาลเจ้าที่ เราก็ดำเนินการโดยจัดเป็น 2 ที่ (โต๊ะเล็กๆ ก็ได้)

1 คือวางพระพุทธรูปที่เราต้องการจะนำไปบูชาในบ้าน วางไว้ที่ห้องที่เราต้องการจะเป็นห้องพระ จะกี่องค์ก็ตามใจ ของเราใช้ 3 องค์ พอดีเป็นพระที่เราชอบทั้ง 3 องค์ คือ 1.องค์ที่เราต้องการให้เป็นพระประธาน , พระพุทธรูปปางประจำวันเกิด, และพระพุทธรูปองค์อื่น จัดผลไม้ 5 อย่าง 1 ที่, น้ำสะอาด 1 แก้ว, ดอกไม้ , ธูป, เทียน จุดธูปอธิษฐานตามที่ใจเราปรารถนา

2. จัดอีก 1 ที่ ไหว้เจ้าที่ประจำบ้านของเรา จัดอาหารคาวหวาน (เป็นปิ่นโตก็ได้), ผลไม้ 5 อย่าง, น้ำสะอาด ดอกไม้ ธูป เทียน จุดธูปบอกกล่าวเจ้าที่แจ้งให้ท่านทราบว่าเราจะมาอยู่ ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข, อยู่แล้วร่ำรวย, อธิษฐานตามใจปรารถนา ให้เปิดหลอดไฟให้สว่างทุกดวง (ไม่จำเป็นว่าแสงเข้าบ้านแล้ว จะไม่เปิด ขอให้เปิด) หากมีโทรทัศน์ หรือวิทยุ ก็ขอให้เปิดให้มีเสียง

ส่วนเพิ่มจะทำหรือไม่ทำก็ได้อันนี้ทำเนื่องจากผู้ใหญ่สอนมา จัดข้าวสารอาหารแห้ง (เช่น ข้าวสาร 1 ถุง, พริก , หอม กระเทียม, น้ำปลา , กะปิ ฯลฯ เป็นต้น) น้ำสะอาดสำหรับดื่ม (เป็นแพ๊ค หรือขวดใหญ่ก็ได้) , เงินทอง (ของเรานับเหรียญ 10 ซึ่งมีทั้งสีเงินและสีทอง 9 เหรียญ , หากมีทรัพย์สินที่เป็นทองคำหรือแหวนเพชรธนบัตรต่าง ๆ ก็ได้ ในส่วนเพิ่มที่กล่าวมานี้ ให้วางไว้กลางบ้าน ตั้งแต่แรกก่อนที่จะจุดธูปไหว้พระ, ไหว้เจ้าที่ รอจนกระทั่งธูปดับ แล้วค่อยเก็บ เป็นเคล็ดให้บ้านนี้อยู่แล้วมีกินมีใช้ , มีเงินมีทองตลอดไปค่ะ

 

การตั้งโต๊ะหมู่บูชา, หิ้งบูชาพระ ให้ถูกทิศ

เพื่อเสริมสิริมงคลให้กับผู้อยู่อาศัยภายในบ้าน ตามบ้านเรือน จึงมักมีหิ้งพระหรือโต๊ะหมู่บูชาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ใหญ่บ้างเล็กบ้าง ตามกำลังศรัทธา และขนาดพื้นที่ของบ้าน

เมื่อคิดจะตั้งหิ้งพระ อย่าละเลยที่จะศึกษาตำราฮวงจุ้ยเสียก่อน ซึ่งโดยปกติแล้วทิศที่นิยม ในการตั้งพระได้แก่ทิศเหนือ และทิศตะวันออก จะเป็นทิศที่ดี ที่จะเสริมดวงชะตา และนำมาโชคลาภ มาสู่ผู้อยู่อาศัย ตามหลักต่างๆ ต่อไปนี้ (ตามรูป)


การจัดตั้งหิ้งพระหรือหิ้งเทพ ควรหันหน้าพระประธานไปทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (ทิศอิสาน เรียกว่า "ทิศเศรษฐี") หรือ ทิศตะวันออก หรือ ทิศเหนือ เป็นที่นิยมมาก เมื่อเราหันหน้าไปหาพระประธาน ด้านซ้ายมือของเราหรือเท่ากับด้านขวามือของพระพุทธรูปที่เป็นพระประธานควรจัดตั้งด้วยองค์พระสงฆ์ เช่น รูปปั้นของหลวงปู่แหวน รูปหลวงพ่อคูณ ส่วนทางด้านซ้ายขององค์พระประธานหรือขวามือของเรา ควรจะเป็นการตั้งรูปแบบของ องค์เทพต่างๆ ที่เราเคารพสักการะบูชา เช่น รูปของ องค์พระศิวะ องค์พระนารายณ์ องค์จตุคามรามเทพ และ องค์พระพรหมรูปพ่อแก่ฤาษี เป็นต้น

ควรตั้งให้องค์พระประธานดูสูงกว่ารูปขององค์เทพต่างๆ ถ้าหากว่าองค์พระประธานมีขนาดเล็กกว่าองค์เทพ ก็ควรจัดหาโต๊ะที่ตั้งแล้วมองดูสูงกว่าฐานที่ตั้งเทพ บ้านเรือนหลังนั้นก็จะเจริญรุ่งเรืองอยู่เย็นเป็นสุข

ไม่ควรหันหน้าพระประธานตรงกับแสงพระอาทิตย์ที่ส่องเข้ามา (ทิศตะวันออก) ไม่ให้หันหน้าสู่ตะวันตก ถ้าหากมีตำราพระธรรมให้ตั้งทางขวาของพระพุทธหรือพระประธาน

การอัญเชิญพระเข้าบ้าน

นิยมหาฤกษ์ดี วันพุธ วันพฤหัส หรือก็วันศุกร์ ฤกษ์ดี มักเป็นเวลา 9:09, 9:19 หรือ 9:29 หรือบางคนจะเริ่มเช้าตรู่เลยก็ได้ หรือก็หาฤกษ์สะดวกแล้วแต่ แต่ห้ามเชิญพระหลังเพลเด็ดขาด เมื่อได้ฤกษ์ ให้เจ้าบ้านอุ้มอัญเชิญพระประธานเข้าประตูบ้านแล้วตั้งไว้บนหิ้งพระที่เตรียมไว้ นำเครื่องบูชา ขันห้า มาถวายหน้าพระประธานแล้วจุดธูป บูชาพระและขอพรให้ท่านปกป้องคุ้มครองให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุขแคล้วคราดปลอดภัย

ขันห้าถวายพระ

เทียน ห้าเล่ม
ธูป ห้าดอก
เหรียญบาท ห้าเหรียญ
ดอกไม้ห้าดอก
ผลไม้ห้าอย่าง รวมในหนึ่งจานเล็ก จะอย่างละลูกก็ได้ หรือจะใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ห้าชนิดก็ได้ จะได้มีแต่ความงอกงาม ถ้าเป็นคู่รักก็ใช้น้ำตาล ชีวิตคู่จะได้หวานชื่น

วางขันห้าไว้หน้าพระพุทธแล้วจุดธูปบูชาต่างหากสามดอกอย่าใช้ธูปในขันห้านั้น เท่านี้ก็เสร็จพิธี ตั้งทิ้งไว้ทั้งวัน บางคนก็ทิ้งไว้ สามหรือเจ็ดวันก็ได้


การจัดหิ้งบูชานำความสิริมงคล

ทุกบ้านต้องมีหิ้งพระ จะเล็กหรือใหญ่ ก็แล้วแต่ตามอัตตภาพแต่ละคน นอกจากนั้นแล้วยังมีหิ้งเทพ หิ้งรูปบรรพบุรษ หิ้งบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ก็ตามที่จะต้องจัดตั้งไว้ในบ้านนั้น ทุกท่านต้องการรู้ว่าจะจัดตำแหน่งอย่างไรให้ถูกกับดวงชะตา และจะต้องดูแลพิเศษอย่างไร หากดูแลไม่ดีแล้วสิ่งที่เป็นสิริมงคลของบ้านก็ย่อมกลายเป็นอัปมงคลไปในที่สุด

๑. หิ้งบูชาต้องสะอาด หมั่นดูแลมิให้มีฝุ่นจับองค์พระหรือรูปเทพต้องสะอาด หากปล่อยให้หิ้งบูชาสกปรก คนในบ้านจะเจ็บป่วยและทำมาค้าไม่ขึ้นและ ควรหมั่นเปลี่ยนน้ำเปล่า และดอกไม้สดที่บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนหิ้งเป็นประจำ อย่าปล่อยให้ดอกไม้แห้งเฉาคาทิ้งไว้ เพราะจะทำให้คนในบ้านมีชีวิตขึ้นๆลงๆไม่ค่อยมั่นคงเท่าไหร่

๒. หิ้งพระต้องตั้งอยู่ในมุมสงบ อย่าตั้งไว้ในมุมที่พลุกพล่านของบ้าน อย่าตั้งหิ้งพระเหนือประตูซึ่งเป็นช่องทางเดินเข้า-ออก ถ้าจัดตั้งหิ้งพระในมุมที่พลุกพล่าน คนในบ้านจะมีแต่ความวุ่นวายไม่สงบสุข

๓. หิ้งบูชาพระหรือเทพไม่ควรติดตั้งบนผนังเดียวกันกับผนังของห้องน้ำและห้องครัว อีกทั้งยังไม่ควรหันองค์พระหรือหน้าหิ้งบูชาไปตรงกับประตูห้องน้ำหรือห้องครัวอีกด้วย มิเช่นนั้นคนในบ้านจะเจ็บป่วย มีแต่เรื่องขัดแย้ง เงินทองรั่วไหล

๔. ถ้าพักอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์หรือคอนโด ก็ควรจัดตั้งหิ้งพระให้เหมาะสม หากวางบนหลังตู้ก็ต้องดูขนาดความสูงด้วย หิ้งพระควรตั้งสูงกว่าศีรษะของคนเราไม่ควรต่ำกว่านั้น หากตั้งหิ้งพระต่ำกว่าศีรษะคนเรา จะทำให้คนในบ้านจะไม่มีโอกาสเจริญก้าวหน้า อาชีพการงานเติบโตช้า จะถูกลดตำแหน่งลดบทบาทสายงาน

๕. ถ้าทำห้องพระในบ้าน ห้องพระควรสะอาด สงบ ไม่ควรนำข้าวของอื่นๆไปเก็บไว้ในห้องพระ และห้องพระไม่ควรอยู่ติดกับห้องน้ำ หรือมีประตูตรงกับประตูห้องน้ำพอดี เพราะถือเป็นลักษณะอัปมงคล

๖. ไม่ควรจัดหิ้งบูชาไว้ปลายเตียงนอน ถือว่าไม่เป็นมงคลอย่างยิ่งและถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็ไม่ควรตั้งหิ้งบูชาไว้ในห้องนอน เพราะคนเรามีกิจกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อหน้าหิ้งพระ เช่น การผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า หรือการร่วมหลับนอนของคู่สมรส เป็นต้น ควรจัดหิ้งพระไว้ในมุมที่ไกลจากเตียง ถ้าพักอยู่ในห้องเดี่ยว หันองค์พระหรือเทพไปทางอื่นอย่าหันหน้าหิ้งมายังทิศทางที่เตียงตั้งอยู่

๗. หิ้งบูชาไม่ควรอยู่ในห้องรับแขก เพราะถือว่าเป็นบริเวณที่ค่อนข้างพลุกพล่าน ถ้าจำเป็นจริงๆก็อย่าตั้งหิ้งใกล้มุมที่ตั้งชุดเก้าอี้รับแขก และอย่าหันหน้าหิ้งบูชาเล็งใส่มุมตั้งชุดเก้าอี้รับแขกเพราะไม่ใช่ลักษณะที่เหมาะที่ควร หิ้งบูชาที่อยู่ใกล้เก้าอี้รับแขกจะมิใช่หิ้งประทับของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมื่อความศักดิ์สิทธิ์หายไปก็ย่อมปราศจากพลังที่ดีมาปกปักรักษาหรือปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายในบ้าน

๘. หากตั้งหิ้งบูชาขนาดใหญ่ จำนวนองค์พระหรือองค์เทพบนหิ้งควรมีจำนวนเป็นเลขคี่ เช่น ๑,๓,๕,๗ และ ๙ องค์ ทั้งหลักฮวงจุ้ยและความเชื่อของไทยก็ล้วนระบุว่าไม่นิยมให้เป็นจำนวนเลขคู่

๙. ไม่ตั้งหิ้งบูชาไว้ใต้คาน มิเช่นนั้นดวงชะตาคนในบ้านก็คล้ายถูกกดทับ ยากเจริญรุ่งเรือง และมักจะมีเรื่องให้ปวดศีรษะอยู่เสมอ เมื่อยืนอยู่นอกบ้าน หากมองเข้าไปในบ้านแล้วไม่ควรมองเห็นหิ้งบูชาได้ถนัดชัดเจน ถ้ามองเห็นถือว่าไม่ดีควรจัดตั้งหิ้งบูชาไว้ในมุมสงบ และเป็นสัดเป็นส่วน มิใช่อยู่นอกบ้านก็สามารถมองเห็นได้ แต่ถ้าเป็นร้านค้าขายถือว่าไม่เป็นไร


ทิศต้องห้ามของคนเกิดในแต่ละปี กับการตั้งหิ้งพระ

คนเกิดปีชวด

ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศเหนือเด็ดขาด เพราะจะส่งผลให้เจ้าบ้าน เกิดอันตรายอย่างใหญ่หลวง จนถึงขั้นเสียชีวิต

คนเกิดปีฉลู

ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเด็ดขาด จะส่งผลให้เจ้าบ้าน เกิดการเจ็บป่วยอย่างกะทันหัน

คนเกิดปีขาล

ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเด็ดขาด จะส่งผลให้ผู้หญิง และสมาชิกในครอบครัว เกิดอันตรายได้

คนเกิดปีเถาะ

ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาไปทางทิศตะวันออกเด็ดขาด จะส่งผลให้เกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง คนในบ้านจะเสียชีวิต

คนเกิดปีมะโรง

ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเด็ดขาด จะส่งผลให้คนในบ้านเกิดการเสียหาย ทั้งชายและหญิง

คนเกิดปีมะเส็ง

ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้เด็ดขาด เพราะจะส่งผลให้คนในครอบครัว มีความยุ่งยากที่สุด จนหาความสงบสุขไม่ได้

คนเกิดปีมะเมีย

ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศใต้ จะส่งผลให้เกิดเรื่องราวอัปมงคลขึ้นภายในบ้าน

คนเกิดปีมะแม

ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เพราะจะส่งผลให้ครอบครัว เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นอย่างไม่คาดฝันได้

คนเกิดปีวอก

ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เพราะจะส่งผลให้เกิดเรื่องร้าย ๆ กับสมาชิกเพศชายในครอบครัว

คนเกิดปีระกา

ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเพราะ จะผลให้ทุกข์โศกมาเยือน ครอบครัวจนต้องร้องให้อยู่เสมอ

คนเกิดปีจอ

ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเด็ดขาด จะส่งผลร้าย ให้สมาชิกในครอบครัวอย่างมาก ถึงขั้นเสียชีวิตได้

คนเกิดปีกุน

ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จะส่งผลให้เกิดเรื่องร้าย ๆ ในครอบครัวอยู่ตลอด เสียเงินเสียทองขึ้นโรงขึ้นศาล

 

 

 

เรื่องของการวางเทพบูชา กับหิ้งพระบูชา ไม่ควรวางรวมกัน

 

เรื่องของการวางเทพบูชา กับหิ้งพระบูชา ไม่ควรวางรวมกัน

เมื่อวานนี้ 09-02-53 ผมได้รับเชิญให้ไปดูฮวงจุ้ยที่โฮมออฟฟิคของเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่ง แถวสุขสวัสดิ์ ซึ่งความจริง มีไปดูมาหลายที่ แต่ไม่ค่อยได้นำมาโพสเล่าให้ฟัง แต่เมื่อวานรู้สึกมีเรื่องที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆหลายคน เลยจะนำมาเล่าให้ฟังกันครับ

1. แรกเมื่อไปถึงเลย ยังไม่ทันได้เข้าไปในอาคาร ผมก็รู้สึกถึงพลังที่ทั้งดีและไม่ดีบางอย่าง สะท้อนมา จึงได้เดินไปดูในจุดที่มีปัญหา ก็พอดีกับเพื่อนสมาชิกที่เป็นเจ้าของอาคารเดินออกมาทักพอดี จึงเดินไปดูในจุดที่ผมสงสัย ซึ่งพบว่าเป็นมุมท้ายสุดของอาคาร ที่บังเอิญไปเยื้องกับสุเหร่าพอดี อีกทั้งมุมสามเหลี่ยมช่วงนั้น เป็นจุดที่มีพลังของวิญญาณื้ทั้งดีและไม่ดีวนเวียนอยู่ จึงได้แนะให้เพื่อนสมาชิกแขวนสัญญลักษณ์บางอย่าง และในแต่ละอาทิตย์อาจนำอาหารมาเซ่นให้วิญญาณเหล่านี้ รวมถึงแผ่เมตตาให้เขา เพื่อให้เขาได้รับบุญที่ดี ที่สามารถอาจทำให้เขาได้ไปเกิดใหมด้วย ซึ่งย่อมส่งผลดีแก่ตัวเรา และอาคารเรา ซึ่งย่อมแน่นอนว่า ถ้าบริเวณห้องนอนของใครบังเอิญมาตรงกับตำแหน่งนี้ อาจจะนอนหลับไม่ค่อยสนิท และหรือมีลักษณะเหมือนโดนผีอำได้

ภายหลังเพื่อนเจ้าของอาคารได้พาเดินไปที่ห้องพักของคนงานในบริเวณดังกล่าว ผมได้ถามไปที่พนักงานท่านนั้นว่า เคยรู้สึกไม่ค่อยดีอะไรหรือไม่ ได้รับคำตอบว่าไม่ จึงได้ทักไปว่า มีของดีสิท่า เมื่อเข้าไปในห้องพักจึงพบว่า มีหิ้งบูชาอยู่สองหิ้ง เป็นหิ้งพระหิ้งหนึ่ง และหิ้งของเทพทางฮินดูอีกหิ้งหนึ่ง ซึ่งตรงนี้สำคัญมาก เพราะผมมักพบว่า การนำเทพต่างๆมาบูชา ส่วนมากมักจะวางรวมกันไว้กับหิ้งพระ ซึ่งไม่ถูกต้องมากนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าแม่กวนอิม หรือพระพิฆเณศ หรือเทพองค์อื่น ห้ามนำมารวมไว้กับหิ้งพระนะครับ ให้แยกต่างหาก และมีกระถางธูปพร้อมของบูชาถวายแยกต่างหากกันนะครับ อันนี้รวมถึงภาพเคารพต่างๆ หรือภาพเคารพของอดีตกษัตริย์ ก็ควรวางแยกกับหิ้งพระไว้ด้วยครับ

หลายท่านอาจสงสัยว่า เทพแต่ละองค์เปี่ยมไปด้วยพระเมตตา และทรงช่วยเหลือมนุษย์อยู่แล้ว คงจะไม่เป็นไร แต่ไม่ว่ารูปเหมือน หรือวัตถุมงคลต่าง โดยเฉพาะถ้าผ่านพิธีที่ถูกต้อง จะมีพลังนุภาพในเทพแต่ละองค์นั้นๆ ซึ่งพลังนุภาพเหล่านี้อาจรบกวนกัน อีกอย่างเทพแต่ละองค์ก็โปรดของบูชาไม่เหมือนกัน เช่นเจ้าแม่กวนอิม ท่านทรงโปรดอาหารแจและน้ำชา แต่ถ้าเทพอย่างพระพิฆเณศนั้น ทรงอาหารทิพย์อยู่แล้ว จึงโปรดแต่น้ำหวาน หรือของหวานต่างๆ จะเห็นว่าขัดกันนะครับ จึงควรแยกหิ้งให้ถูกต้องจะดีกว่า และผมค่อนข้างแปลกใจที่พนักงานท่านนั้น กลับเป็นผู้รู้จริงมากกว่า คนระดับเจ้าของอาคารอื่นๆที่ผมพบหลายคน บางคนวางรวมกันแล้วยังวางลำดับต่างๆผิดหมด และเมื่อมีปัญหาต่างๆ เวลามาอธิษฐานขอให้เทพแต่ละองค์ช่วย ก้มักจะไม่ได้รับการช่วยเหลือ เพราะเหตุนี้นะครับ ดีไม่ดี อาจเกิดผลเสียอีกด้วย

2. เรื่องของลำดับชั้น ของเทพแต่ละองค์ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก และต้องศึกษาจริงๆ ถ้านำมาไว้ที่โต๊ะหมู่บูชาบ้านเรา ที่มีลักษณะเป็นชั้นๆ ถ้าเราวางตำแหน่งไม่ถูกต้องเทพองค์ไหนควรอยู่บนหรืออยู่ล่าง จะมีปัญหาแน่นอน ดังนั้น แม้เราจะเคารพ แต่ก็ควรต้องศึกษา ก่อนนำมาขึ้นหิ้ง ควรหาความรู้ไว้ หรืออย่างน้อยซักถามจากแหล่งที่มา หรือที่ไปเช่ามา จะได้ปฎิบัติให้ถูกต้องนะครับ

แม้แต่รูป ฮก ลก ซิ่ว วางเรียงไม่ถูกก็ยังมีปัญหาเช่นกัน ที่ห้องโถงของเจ้าของอาคาร มีภาพ ฮก ลก ซิ่ว แขวนไว้ เจ้าของเองเล่าว่า เมื่อก่อนทีบ้าน คนในบ้านมีปากเสียงกันบ่อยๆ จนครั้งหนึ่งมีคนมาทักว่า วางตำแหน่งหรือเรียงผิด จึงได้จัดวางใหม่ให้ถูก ภายหลังก็พบว่าปัญหาต่างๆเหล่านี้ ค่อยๆแก้ไขได้ ซึ่งเมื่อพบได้ดูก็แจ้งให้ทราบว่า วางตามนี้ถูกต้องแล้ว (ตามรูปประกอบนะครับ) และไม่ต้องนำไปไว้ที่หิ้งพระนะครับ ในทางศาสตร์ฮวงจุ้ยนั้น กล่าวไว้ว่า ที่ที่เหมาะสมที่จะวาง ฮก ลก ซิ่ว (Fuk Luk Sau) ในบ้านนั้น ควรวางไว้ข้างๆ โต๊ะรับประทานอาหาร หรือ ห้องนั่งเล่นของครอบครัว โดยควรวางไว้บนโต๊ะที่สูงที่สุดในบริเวณห้องดังกล่าว ไม่ควรวางไว้บนโต๊ะที่ต่ำกว่าโต๊ะตัวใดตัวหนึ่งบริเวณนั้น เพื่อแสดงความเคารพแก่ท่าน หรือ บางครั้งอาจมีการนำไปไว้ข้างหลังเก้าอี้ทำงานก็ได้ เพราะ จะแสดงถึงพลังของ ฮก ลก ซิ่ว ที่คอยช่วยเหลือ ค่ำชู ผู้ที่นั่งบนเก้าอี้ตัวนั้น
วิธีการจัดวาง ฮก ลก ซิ่ว ถ้าเราหันหน้าเข้าหาท่าน ทางซ้ายมือของเราจะต้องวาง เทพลก ส่วนตรงกลางเป็น เทพฮก และทางขวามือสุดของเราวาง เทพซิ่ว การวางต้องตั้ง เทพฮกไว้ตรงกลาง เพราะถือว่าเมื่อมี เทพลก และ เทพซิ่ว แล้วจึงมี เทพฮก คือ อายุยืน และ มั่งมีก่อน จึงจะมีอำนาจวาสนา

หลังจากนั้น การจดวางภายในอาคารก็ได้แนะนำให้เจ้าของอาคารทราบและปรับปรุง ซึ่งบางจุดผมก็ได้ทักก่อนว่า ไม่ดี อย่างห้องนอน เอาเตียงมาไว้ตรงนี้หรือนอนตรงนี้ไม่ดี ตัวเจ้าของเองก็บอกว่า จริง เพราะมานอนตำแหน่งนี้ทีไร รู้สึกนอนหลับไม่สนิท ตื่นมาก้ปวดเมื่อยไปหมด จนบางครั้งก็เหมือนถูกผีอำ ซึ่งผมก็ได้แนะนำตำแหน่งที่ดีที่ควรนอนให้ทราบ การปรับเปลี่ยนนั้น ผมจะพยายามเน้นให้มีแค่การย้ายตำแหน่ง การนำบางอย่างมาวาง หรือกั้นปิด โดยให้การทุบริ้อนั้น เป็นสิ่งสุดท้ายที่จะแนะนำ ควรทราบว่า ตำแหน่งทั้งแปดทิศภายในอาคาร จะต้องผ่านการคำนวนจากวันเดือนปีเกิดของเจ้าของอาคารเป็นหลัก ดังนั้นแต่ละท่านจะมีตำแหน่งที่ดี และไม่ดี ทั้งแปดทิศไม่เหมือนกัน การอ่านจากหนังสือว่าทิศนั้นดี ทิศนี้ไม่ดี ก็เหมือนคำแนะนำที่เป็นกลาง เหมือนการทำนายว่าคนเกิดวันจันทร์ ดีหรือไม่ดี ไม่ใช่การนำวันเดือนปีเกิดของคนนั้นเองเลยมาทำนาย ซึ่งย่อมจะได้คำทำนายที่ตรงมากกว่า ซึ่งก็เช่นกันที่ตำแหน่งที่อ่านมาว่าดี แต่ถ้าเป็นเฉพาะของเจ้าของอาคารแล้ว อาจเป็นทิศที่แย่ หรือเสียก็ได้ตำแหน่งทั้งแปดทิศของฮวงจุ้ย จะมีทิศที่ดีสี่ทิศ และไม่ดีสี่ทิศเช่นกัน ดังนั้นตำแหน่งทิศที่ดี จึงควรเป็นตำแหน่งห้องที่เราใช้ประจำ เช่นห้องนอน(เพื่อให้นอนแล้วสุขภาพดี), ห้องทำงาน(เพื่อให้นั่งทำงานแล้ว การงานราบรื่นไม่ติดขัด), ห้องนั่งเล่น(เพื่อสร้างความสามัคคีของคนในบ้าน)

ส่วนทิศที่ไม่ดี ก็อาจเป็นตำแหน่งของห้องที่เราไม่ค่อยได้ใช้ หรือไปอยู่ที่นั้นนานๆ เช่นห้องเก็บของ, ห้องน้ำ, ห้องครัว เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งก็แน่นอนว่า เมื่อมีการปรับเปลี่ยนและโยกย้าย รวมถึงคำชี้แนะว่าอะไรเหมาะ และไม่เหมาะไปแล้ว ผุ้อยู่อาศัยก็จะมีความสบายใจ หลายสิ่งหลายอย่างจากการที่ผมไปดูมาหลายที่ มักพบว่า จุดหรือตำแหน่งที่เป็นปัญหานั้น ส่งผลเสียจริงๆ และตัวเจ้าของอาคารเองก็รู้สึกว่ามีปัญหาจริงๆ หรือตำแหน่งไหนดีอยู่แล้ว ตัวเจ้าของก้รู้สึกว่าดีเช่นกัน แม้จะไม่ต้องปรึกษาผู้รู้ทางด้านฮวงจุ้ยเลยก็ตาม


ไว้คราวหน้าถ้าผมไปดูฮวงจุ้ยที่บ้านใดแล้ว มีอะไรที่ดูจะมีประโยชน์จะมาเล่าให้ฟังบ่อยๆนะครับ

อ.ณัฐวรรธน์ ปภาเทพ www.modonut.net Tel 084-122-6913

 

 

การจัดฮวงจุ้ยหิ้งพระ และการจัดฮวงจุ้ยห้องพระที่เป็นมงคลอันรุ่งเรืองดีงามต่อผู้ที่อยู่อาศัย

1. เราไม่ควรที่จะเลือกตั้งวางหิ้งพระ หรือตั้งวางสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไว้ตำแหน่งที่เป็นพื้นที่ภายในของห้องครัว (ห้องครัวเหม็น คือ…ห้องครัวที่ใช้ประกอบอาหาร) เพราะถือว่าไม่เป็นมงคลต่อผู้ที่อยู่อาศัยภายในบ้านหลังนั้นๆ เป็นอย่างยิ่ง

2. เราไม่ควรที่จะเลือกตั้งวางตำแหน่งของห้องพระ หรือหิ้งพระ โดยที่มีด้านหลังของผนังห้องพระ หรือหิ้งพระติดแขวนไว้กับผนังของห้องน้ำ ห้องส้วม เพราะถือว่าไม่เป็นมงคลอย่างยิ่ง ด้วยความที่ห้องพระถือว่า เป็นธาตุไฟ จึงไม่สมควรที่จะตั้งอยู่ชิดติดกับห้องน้ำ ห้องส้วมที่ถือว่า เป็นธาตุน้ำ และยังเป็นอัปมงคลอีกด้วยครับ

3. ตำแหน่งของห้องพระ และหิ้งพระที่ดี เราไม่สมควรที่จะตั้งวางห้องพระ หรือหิ้งพระ ตรงกับตำแหน่งของประตูทางเข้าห้องน้ำ ห้องส้วม แต่ถ้าเราได้สร้าง หรือได้ตั้งวางไปแล้วนั้น เราก็สามารถที่จะทำการแก้ไขด้วยวิธีอย่างง่ายๆ ก็ได้ครับ โดยการตั้งฉากกั้นบังไม่ให้เห็นประตูห้องน้ำ ห้องส้วมเป็นพอครับ

4. ตำแหน่งของห้องพระที่ดี ไม่ควรที่จะมีห้องน้ำ ห้องส้วม และห้องครัว ตั้งอยู่ในตำแหน่งด้านหลังของห้องพระครับ เพราะจะถือกันว่าไม่เป็นมงคลที่ดีนัก ในทางฮวงจุ้ยจะถือว่า ห้องน้ำ และห้องครัว เป็นห้องที่มีความเป็นอัปมงคลของบ้าน จึงไม่สมควรที่จะไปตั้งชิดติดกับห้องเหล่านี้ครับ

5. ตำแหน่งของห้องพระที่ดี ไม่ควรที่จะมีห้องนอน ของคู่หนุ่มสาวตั้งอยู่ในตำแหน่งด้านหลังของห้องพระนะครับ เพราะจะถือกันว่าไม่เป็นมงคลที่ดีนัก ในทางฮวงจุ้ยจะถือว่า ห้องนอนเป็นที่ประกอบกามกิจที่เป็นกิเลสตัณหา จึงไม่สมควรที่จะไปตั้งชิดติดกับห้องพระครับ

6. ตำแหน่งของหิ้งพระที่ดี ไม่ควรที่จะตั้งวางหิ้งพระไว้ภายในห้องรับแขก เพราะว่าตำแหน่งที่ตั้งของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดี ควรที่จะเป็นตำแหน่งที่สงบนิ่ง ไม่วุ่นวายครับ

7. ตำแหน่งของห้องพระ หรือหิ้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดี ไม่ควรตั้งประจันตรงกับประตูของห้องนอน เพราะว่า ในทางฮวงจุ้ยจะถือเป็นพลังของปราณหยางพิฆาตที่รุนแรง จะไหลผ่านเข้าประตูห้องนอน ซึ่งถือว่าไม่เป็นมงคลยิ่ง แต่เราสามารถที่จะทำการแก้ไขด้วยวิธีการง่ายๆ โดยการตั้งฉากกั้นบังเอาไว้เท่านั้นครับ

8. โต๊ะหมู่บูชา หรือหิ้งบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรที่จะทำมาจากไม้เก่า หรือจากอุปกรณ์ที่ได้เคยผ่านการใช้งานอื่นมาแล้วนะครับ เพราะในทางฮวงจุ้ย ถือว่าเป็นความไม่บริสุทธิ์ในด้านพลังที่เป็นมงคลครับ

9. เราไม่ควรที่จะตั้งวางพระพุทธรูป หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสมนะครับ เช่น ตั้งวางในตู้โชว์เหล้า หรือในตำแหน่งที่ไม่สะอาด (ข้อควรจำ คือในทุกตำแหน่งที่เกี่ยวกับศีล 5 เช่น ที่ฆ่าสัตว์ ที่ไม่บริสุทธิ์ ที่เป็นอบายมุข และกิเลส)

10. ตำแหน่งของหิ้งพระที่ดี ไม่ควรที่จะตั้งวางเอาไว้ภายในห้องนอน หรือภายในห้องเก็บของ เพราะถือว่าไม่เหมาะสมครับ ยิ่งในสมัยนี้หลายคนใช้ห้องพระเป็นห้องเก็บของกันเลยก็มีนะครับ

11. ตำแหน่งของห้องพระ หรือหิ้งพระที่ดี ต้องไม่ตั้งอยู่ตรงพลังที่เป็นอัปมงคลพิฆาตทางฮวงจุ้ย เช่น ผนังพิฆาต เสาพิฆาต คานพิฆาต และเหลี่ยมมุมหลังคาพิฆาต

12. ตำแหน่งของหิ้งพระที่ดี จะต้องไม่ตั้งอยู่ในตำแหน่งใต้บันได หรือในตำแหน่งที่ด้านหลังของหิ้งพระเป็นบันได จะถือว่าไม่มีความเป็นมงคลที่ดีเลย เพราะในทางฮวงจุ้ยจะถือว่าบันไดเป็นที่ขึ้นลง เคลื่อนไหวซึ่งไม่มีความสงบ และยังหมายถึงการเหยียบย่ำลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกด้วยครับ

13. ตำแหน่งของหิ้งพระที่ดี จะต้องไม่ตั้งอยู่สูงกว่าระดับความสูงของคานด้านหน้าประตูใหญ่ จะถือกันว่าไม่เป็นมงคลที่ดีนัก เพราะถือว่าเป็นตำแหน่งที่เกินเอื้อม และสูงเกินไปสำหรับพลังที่เป็นมงคลภายในบ้าน

14. พื้นที่ด้านหน้าโต๊ะหมู่บูชา หรือพื้นที่หน้าหิ้งพระควรที่จะมีพื้นที่โล่ง และมากพอที่จะมีความสะดวก ในการเข้ามาทำการสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์นะครับ เพราะว่า การที่เราสามารถที่จะยืน หรือนั่งได้อย่างสะดวกในการกราบไหว้ ย่อมที่จะทำให้เรามีสมาธิที่ดี และก่อเกิดมงคลนั้นเองครับ

15. ตำแหน่งของหิ้งพระที่ดี จะต้องไม่ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ใต้ขื่อใต้คานอย่างเด็ดขาด จะถือว่าไม่มีความเป็นมงคลที่ดีเลยครับ เพราะในทางฮวงจุ้ยจะถือว่าเป็นตำแหน่งกดทับ ที่ทำให้คนในบ้านไม่มีความเจริญนะครับ

16. ตำแหน่งของห้องพระ หรือหิ้งพระที่ดี ต้องไม่ติดหลอดไฟส่องตรงไปที่หิ้งพระที่มีความสว่างมากเกินไปนะครับ ถือกันว่าไม่เป็นมงคล เพราะพระ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในทางฮวงจุ้ย ถือว่าเป็นธาตุไฟ ยิ่งมีแสงไฟส่องไปมากเท่าไร ก็จะยิ่งเติมพลังให้ธาตุไฟรุนแรงมากเกินไป เดี๋ยวจะกลายเป็นพลังไฟเผาไหม้แทนครับ

17. ตำแหน่งของห้องพระ หรือหิ้งพระที่ดี จะต้องตั้งอยู่ในตำแหน่งที่เงียบสงบไ ม่ใกล้ชิดติดกับทางเดินเข้าออกที่วุ่นวายเกินไปนัก และจะต้องมีความสะอาดที่ดีอีกด้วยครับ จึงจะถือว่าได้ตำแหน่งที่เป็นมงคลที่ดีครับ เพราะว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์เราจะต้องให้ความเคารพบูชานะครับ

18. ตำแหน่งของหิ้งพระ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดี ไม่ควรที่จะตั้งอยู่สูงเกินไป หรือต่ำไปนัก เพราะถ้าตั้งอยู่สูงเกินไป จะทำให้คนในครอบครัวเป็นโรคเกี่ยวกับปอด หัวใจ สมอง สายตา และอวัยวะที่อยู่สูงขึ้นไปได้ง่าย แต่ถ้าตั้งอยู่ต่ำเกินไปจะเป็นโรคเกี่ยวกับช่องท้อง และช่วงล่างได้ (ข้อควรจำอย่างง่ายๆ คือ…สูงสุดไม่ควรที่จะตั้งอยู่สูงเหนือจมูก ต่ำสุดก็ไม่ควรที่จะต่ำกว่าสะดือ ดีที่สุดไม่ตั้งอยู่สูงเกินเอื้อมของแม่บ้านนะครับ)

19. โต๊ะหมู่บูชา หรือหิ้งพระที่ใช้สำหรับตั้งบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ควรที่จะมีขาที่แข็งแรงมั่นคง เพราะในทางฮวงจุ้ย จะถือเป็นนัยยะที่มั่นคงต่อผู้ที่อยู่อาศัยอีกด้วยนะครับ

20. ใต้โต๊ะหมู่บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดี ไม่ควรที่จะตั้งวางโทรทัศน์ วิทยุ หรือตู้เลี้ยงปลาอย่างเด็ดขาดนะครับ

http://www.7tua.com/2011072601-7tua/fengshui-house2/

เว็บ 7tua.com เป็นทีมที่ปรึกษาทางเลือก ที่มีความเชี่ยวชาญด้าน ดวงชะตา ฮวงจุ้ย และการวางแผนงานด้านการตลาด
และยังเป็น ทีมที่ปรึกษาทางเลือก ที่ครบเครื่องถึงคำว่า…
ดูดวงชะตาชีวิต (ฟ้า) (Heaven)
ดูฮวงจุ้ยชัยภูมิ (ดิน) (Earth)
ดูกรรม…การบริหารการจัดการมนุษย์ (คน) (Human)อย่างครบวงจร
จึงเป็นทีมที่ปรึกษาทางเลือก สามประสาน ฟ้า ดิน คน

Sunday, January 15, 2012

Time To Say Goodbye – Who's Got Talent

ขอพูดถึงเพลงที่นำมาเป็นชื่อบล็อกก่อนค่ะ ชื่อเพลงคือ Time To Say Goodbye ถ้าอิชั้นจะจัดให้เข้าหมวดหมู่เองก็น่าจะเป็น Classical song แต่จริงๆ แล้วเพลงแบบนี้จัดเป็น "Operatic Pop" คือยังมี operatic ผสมอยู่มากนั่นเอง แต่ๆๆๆๆ แต่ ใครนะ ใครหนอ แต่งเพลงนี้ แล้วใครหนอร้องเพลงนี้เป็น the original artist เลยไปค้นคว้ามาได้ความดังนี้ค่ะ

เพลงนี้ประพันธ์โดย นักแต่งเพลงชาวอิตาเลี่ยน 2 ท่าน Francesco Sartori และ Lucio Quarantotto ไม่มีใครค่อยพูดถึงคนแต่งเพลง แต่คนที่โด่งดังกลับเป็นขับร้องเพลงนี้ึ่ะ ครั้งแรกเป็นการนำมาบันทึกโดยขับร้องแบบ duet ของ Sarah Brightman กับพี่บอด Andrea Bocelli และทั้งคู่ก็ได้บันทึกเสียงแบบโซโล่ ออกมาทั้งเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษและอิตาเลี่ยน

สาเหตุที่อิชั้นค้นคว้ามาแบ่งกันอ่านนั้น ก็มีอยู่หลายเหตุผลค่ะ เพลงเพราะได้ยินมมานานแล้ว (นานๆ ที) พอwfhดู Jackie Evancho ร้องเพลงนี้ ในรอบเซไมไฟน่อล America's Got Talent 2011 ก็แหม…เด็กอาไร๊… ร้องเพราะจริง ช่างเลือกเพลงร้องยากนิ จากนั้นไม่นานก็ได้ดูเด็กไทนร้องเพลงนี้ออกรายการเดียวกันแต่เป็นเวอร์ชั้นประเทศไทย อ้าว เว้ย เฮ้ย คิดได้ไง เค้าเพิ่ง ตัดสินกันไปปีที่แล้ว 2010 (แจ๊คกี้ได้แค่รองชนะเลิศนะคะ Michael Grimm คอ.ปอ.ดอ. ค่ะ 5555 อิชั้นลุ้นแจ๊คกี้และตอนนั้นคิดเหมือนกันว่าน่าจะได้แค่รองเพราะทิศทางของเพลงที่ถนัด…มันไม่ค่อย commercial) เสื้อ ผ้า ลีลา ก๊อปเค้ามาทั้งกะบิ ดูถูกคนไทยไปหน่อย โลกเดี๋ยวนี้ใบเล็กนิดเดียว อินเตอร์เน็ต “คลิกๆๆๆ” ดู รู้ เห็นทันกันหมด กรรมการก็ไม่ทำการบ้าน หน้าอาย เยอะค่ะถ้าให้พูด ลองฟังต้นฉบับดูนะคะ

Sarah Brightman & Andrea Bocelli - Time to Say Goodbye

อันนี้เป็นเวอร์ชั่นที่ซาร่าร้องเดี่ยว

Sarah Brightman - Live from Las Vegas - Time To Say Goodbye

อันนี้เป็นหนูแจ๊คกี้วัย 10 ขวบ ร้องในรอบเซไมไฟน่อล ปี 2010 โปรดสังเกตเสื้อผ้าหน้าผม รอบนี้ผู้จัดช่วยแต่งเนื้อแต่งตัวให้แล้ว ลองกลับไปดูรอบคัดเลือกก่อนหน้านี้ น่ารักมากๆ เหมือนวิ่งเล่นอยู่ที่โรงเรียนแล้วมาขึ้นเวทีประกวดเลย ใส่ๆ เด็กๆ ดูได้ที่นี่ค่ะ http://youtu.be/3d_XTvLalJk พอขึ้นเวทีด้วยเสียงคึสูงปี๊ด soprano กรรมการและผู้ชมอึ้ง ปากห้อยไปตามๆ กัน อย่างนี้เค้าถึงเรียกว่า Talent จริงๆ คือ ตอนวันเกิด 8 ขวบ แม่ซื้อ DVD the musical เรื่อง The Phantom of the Opera ให้ จากนั้นก็รู้สึกชอบเพลงแนวนั้น ร้องโหยหวนอยู่ในบ้านเป็นประจำ พ่อแม่พี่น้องก็ตะลึงเห็นว่าร้องเพราะวุ๊ย มีอยู่วันนึงพาไปประกวดเวทีท้องถิ่น แจ๊คกี้ได้รองชนะเลิศมา คราวนี้เลยทำจริงจังประกวดไปทั่ว ล่าสุดไปโพสต์ไว้ที่ YouTube กรรมการก๊อตทาเล้นต์เห็นเข้าเลยเอาเข้ามาประกวด ตอนนี้กลายเป็น multi-platinum selling artist ไปแล้ว

Jackie Evancho ~ America's Got Talent 2nd Semi-finals

คราวนี้มาดูหนูแจ๊คกี้ ดูเอ็ต กับ ซาร่า เป็นการแสดงคั่นเวลาในรอบตัดสินชิงชนะเลิศ (FINALE) ของ America's Got Talent 2011 ค่ะ

Jackie Evancho & Sarah Brightman "Time to Say Goodbye"

คราวนี้มารู้จักรายการ America's Got Talent กันค่ะ รายการนี้มีต้นตำรับมาจากฝั่งอังกฤษโน่นค่ะ คือรายการ Britain's Got Talent ที่มี Susan Boyle ร้องเพลง 'I Dreamed A Dream' เป็นผู้ชนะเมื่อซีซั่นที่ 3 จำกันได้ไหมคะ ตานี้ Simon Cowell กับ Piers Morgan ผู้จัดหรือเจ้าของรายการโชว์ดังๆ หลายโชว์ รวมทั้งไอ้ก๊อตทาเล้นต์นี่ด้วย เริ่มเลยไซม่อน คาวว์ ได้นำโชว์ประกวดร้องเพลง “ไอโด้ล” เข้ามาก่อน เรียกว่า America’s Idol ต่อมาก็อีกหลายโชว์ จนมาถึง America's Got Talent ซึ่งผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัล 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และสัญญาให้แสดงคอนเสิร์ตยิ่งใหญ่ในลาสเวกัสอีก 1 ปี ใครที่ได้รางวัลนี้ เหอะๆๆ ชีวิตเปี๋ยนไป๋ อย่างแน่นอน สัญญา 1 ปี นั่นแร๊งงง…. ระหว่างที่ยังครองตำแหน่งอยู่ (ยังไม่มีประกวดใหม่ ผู้ชนะใหม่) เค้าก็จะมีคอนเสิร์ตให้ผู้ชนะและรอง (หลายๆ คน หลายๆ ทีม) ตะเวนแสดงทั่วประเทศ ออกรายการโทรทัศน์ไม่ได้หยุดหย่อน แมวมามอง หมามาจ้อง ดังกันเละเทะ แจ๊คกี้ อีแวนโค่ เองก็มีซีดี ทั้งซิงเกิ้ล ทั้งเต็มอัลบั้มออกมาขายทำเงิน ติดอันดับ the best ก็หลายเพลง หลายหน

ไซม่อน คาวว์ รวยไม่พอ แตกกระจายขยายสาขาโชว์ Got Talent ออกไปอีกหลายประเทศ เอาคลิปข้างล่างมาให้ดูเป็นของออสเตรเลีย แม่นางคาร่าก็ดั๊น…..ร้องเพลงเดียวกับแจ๊คกี้ ในรอบ Semi Final อีก เริ่มต้นเลย พอได้ดู ได้ฟัง ร้องได้ดีทีเดียว (ดีกว่าน้องข้างล่างเยอะ 555) แต่ก็ไม่ชนะ กรรมการก็ชื่มแบบล้อเลียน ล้อเล่น ยังไงไม่รู้ เหมือนตายแล้วได้ขึ้นสวรรค์ไปเจอจีซีส 555 เพราะหมอกควัน ชุดราตรีสีขาวๆ ฯลฯ ดูกรรมการเค้าแล้วก็นึกถึงกรรมการของเรา “อวย” จนผิดเรื่อง แต่นิสัยและวัฒนธรรมของไทยด้วยค่ะ ที่ต้องชมไว้ก่อน ติ หรือ พูดตรงๆ ก็จะรับไม่ได้กัน กรรมการของเค้าคนนึงก็บอกว่าเลือกเพลงผิด เลือกเพลงยาก เหมือนจะแย้มนิดๆ ว่าไม่ original และมีข้อเปรียบเทียบมังคะ เชิญชมค่ะ

Australia's Got Talent 2011 - Clara Helms (Time To Say Goodbye)

ส่วนคลิปต่อไป อืมมมม…..เค้าวิจารณ์กันเจ็บๆ ว่า…เป็นทาเล้นต์ที่ซื้อได้ พ่อแม่มีตังค์ส่งเรียนกับ top voice coach มีชื่อในเมืองไทย แต่ทำไมโค้ชชื่อดังไม่สตั๊ดดี้ดีๆ เลือกเพลงอื่น ทำไม ทำไม … ทำให้เด็กออกมาแบบไม่ original สงสารเด็กเหมือนกัน จากวินาทีที่เป็นแช้มป์ กลายเป็น อะไรก็ไม่รู้ อิชั้นเองพอได้ดู ได้ฟัง ครั้งแรก ก็ อึ้ง….ตัดสินในใจว่าน่าจะได้รอง พอติดตามชมมาเรื่อยๆ จนถึงรอบไตัดสินก็อึ้งเข้าไปใหญ่ จริงๆ โทษกรรมการก็ไม่ได้ เพราะเป็นผลจากการโหวต แต่ แต่ๆๆๆๆๆ การโหวตนับคะแนน มีเบื้องหน้า เบื้องหลัง เบื้องลึก หรือปล่าวเราก็ไม่รู้ ไม่ได้โกรธ เกลียด หรืออตคติใดๆ เด็กคนนี้เลย เล่าตามเนื้อผ้าของผู้ชมคนนึงเท่านั้น

ไมร่า มณีภัสสร TGT11 Time to Say Goodbye Thailand's Got Talent FINAL

ผู้หญิงคนนี้ชื่อ Sophia Bella ร้องเพลงเดียวกันอยู่ที่ข้างถนนในแคลิฟฯ เจ้าของคลิปโพสต์ไว้ว่า….Well, she is a singer that I saw her on the Third Street Promenade/Santa Monica and I think her voice is wonderful! and that inspired me to make this MV to promote her...I hope that somebody will see this MV and want to give her for a big opportunity to be the famous singer!! so if you like it, please share it to your friends or the people, Thank you. ไม่อยากจะพูดว่า incomparable แม้แต่กับศิลปินข้างถนน แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ซอรี่นะหนูนะ (MV นี้ผลิตโดยคนไทยนะคะ)

ลิ้งค์นี้คุณๆ ต้องคลิกนะคะ http://youtu.be/LnL4F_vJV2o เด็กคนนี้ก็เก่งมากๆ เป็นรายการทำนองเดียวกันจากฝรั่งเศส ตอนจบได้รองชนะเลิศเหมือนกัน แต่โด่งดังกว่าคนที่ชนะ หนูน้อยแคโรไลน์ ร้องเพลงสไตล์ป๊อปได้เยี่ยมมากๆ ทั้งพลังเสียงและลีลาการร้อง…เกินอายุ มากๆ ก๊อปเอาไบโอมาให้อ่าน จะเห็นว่าเป็นพรสวรรค์และใจรักอย่างแท้จริง

Cliquez pour agrandir l'image

Caroline was born on May 9, 1996 in Moissac, France.

She grew up in the town of Casterlsarrasin, surrounded by her mom Laurence, her dad Joachim and her big sister Lucie.

At her early years, she was touched by a great passion for music and begun to sing. She entered a school of music to take singing lessons, and appeared on stage for the fist time at age 6 in a gala organized by an association for organ donation, where she performed the song “Aimer”. Caroline also participated in the pre-selection of the Junior Eurovision Song Contest.

She was soon invited to join the Big Bang Jazz Orchestra with which she performed on several occasions.She also participated in several singing contests and, most of the time, she won.

Several artists invited Caroline to open their shows: Patxi, Patrick Fiori, Michal, Hoda, Anne-Laure Sibon, etc.

Caroline was chosen to join the group “Pop System” on a casting organised by the TV show IAPIAP on the French channel Canal J. Her promoter was none other than French singer M. Pokora. The group performed on different stages as well as different TV shows on the channel.

A private voice teacher has been giving lessons to Caroline for the last year and a half.

After several singing lessons and successful performances, Caroline participated inIncroyable Talent, a talent contest broadcasted on French TV channel M6 on Thursdays. Caroline finished 2nd out of over 3.000 contestants.

For Caroline, to sing means many things: to find happiness and to blossom through her passion. Her musical references are Christina Aguilera, Alicia Keys and Celine Dion.
Her dream is not to become a “Star”, but to be a shining star on everybody’s eyes. She is happy to be living in this “fairy world”, as she says, the world of music.

Thanks to her melodious voice, she has acquired some recognition in the artistic world. She has been seen in Internet by the thousands of visitors of her MySpace, and on national TV shows in France.

Her family has encouraged and supported her since she decided to become a singer.

http://www.caroline-costa.net/en/biography.html

ก่อนจะจบบล็อกนี้ ฝากรูปหนูน้อยแจ๊คกี้มาให้ชมค่ะ

Sunday, January 1, 2012

สวัสดีปีใหม่ 2555 ค่ะ

ชอบมาก 2555 ท่าทางจะ ฮ่าๆๆ กันทั้งปี ขอให้เป็นเช่นนั้นเถิ๊ดดด…. สนุกสนาน รื่นเริง บันเทิงใจ กันตลอดไป ปีที่ผ่านมาช่างสาหัสไปทุกๆ ด้าน จริงๆ แล้ว “วันขึ้นปีใหม่” ก็เป็นแค่วันวันนึง ไม่ทำให้ใครทุกข์ขื้นหรือสุขขึ้นหรอกค่ะ อิชั้นก็ยังทุกข์เหมือนเดิม สุขก็พอมีบ้าง หาได้ตามอัตภาพ เอาเป็นว่าใครมีปัญหา เรื่องทุกข์ร้อนใจอะไร ทนได้ก็ทนไป ทนไม่ได้ก็หาทางแก้ไขเพื่อหาทางออกซะ แก้ปัญหานั้นๆ ให้หมดสิ้นไป ให้กำลังใจซึ่งกันและกันค่ะเพราะไม่รู้จะอวยพรอะไรดี และที่สำคัญที่สุดคือดูแลตัวเองและครอบครัวอันเป็นที่รักให้ดีค่ะ ง่ายที่สุดคือการแสดงความรักที่มีต่อกัน ..รัก กอด หอม …ฟรี ไม่เสียตังค์ค่ะ ทำได้บ่อยๆ ครอบครัวเราทำบ่อยจนรำคาญกันเลยค่ะ 5555

page-788

New year resolution ของอิชั้นปีนี้จะลองเปลี่ยนมุมมองต่างๆ ดูบ้าง จะพยายามมองสิ่งต่างๆ ในแง่ดี คิดบวก (ยากว่ะ) เปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิต การกิน การอยู่ เผื่ออะไรๆจะดีขึ้นบ้าง ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และการเงิน พยายามลด ละ เลิก ความอ้วนและความขี้เกียจ 555 ดูคลิปข้างล่าง เผื่อเวิ๊ก เลิกอ้วน นี่ยากมาก แต่จะพยายามค่ะ ส่วนเลิกขี้เกียจนี่ยากโคตรๆ 555

เอาหน้าอ้วนๆ ของอิชั้นมาอวด 555 ส.ค.ส. ใบนี้น่ากลัว 555 รูปแม่ๆ ลูกๆ ดูปกติดี นานๆ จะมีโอกาสถ่ายรูปกับพ่อบ้าน ไหง..ออกมาน่าเกลี๊ยดดดด… 555 ตอนนี้ปากแดงกำลังฮิต ปากนู๊ดเก็บเข้าตู้เย็นไปเลยค่ะ

page-787

สุดท้าย ท้ายสุด ปีสองฮ่าฮ่าฮ่าก็ขอให้ทุกๆ คนมีแต่ความสุขกาย สุขใจ ไม่เจ็บ ไม่จน นะคะ

Wednesday, December 28, 2011

Catching Up with the INGLEs – December 2011

เล่นง่ายๆ ก็คือ เอารูปมาแปะแล้วเล่าเรื่อง 5555 รูปแรก ก็กรรมเวรของหนูดีที่เกิดมาเป็นลูกคนโต พออายุครบ 13 ขวบก็เลยต้องตัดหญ้า พอหน้าหนาวหญ้างอกช้าแต่ก็ดันมีใบไม้ร่วงหล่นมาให้กวาด ขี้เกียจกวาดหลายหนก็เลยทำพิธีฟาด ฟาด ฟาด ให้มันร่วงลงมาซะให้หมดๆ แต่มันไม่หมดหรอกค่ะ พอมันร่วงลงมาจนพอใจ ลูกก็กวาดๆ ไปกองรวมไว้ gutter (ท้องร่อง) รอให้ซิตี้เอารถมากวาดและดูดไปทิ้งค่ะ เมื่อปีที่แล้วฝนตกหนักตลอดหลายวันติดต่อกัน ไอ้ใบไม้ก็เปียกแฉะ สุดท้ายก็เน่าเหม็นไปทั่วทั้งเมือง รถ “กวาด-ดูด” ก็ทำงานไม่ได้ สุดท้ายเห็นเอาบูโดเซ่อร์ กับโหลดเด้อร์ คันเล็กๆ มาไถแล้วโกยใส่รถขยะ นี่ก็รออยู่หลายวันแล้วซิตี้ก็ไม่มาเก็บใบไม้ไปเสียที ถ้าเป็นเมืองไทยโกยใบไม้ขยะไปถมท้องร่องแบบนี้ตำรวจคงจับ 5555 รูปที่เห็นขาวๆ บนกองใบไม้คือน้ำแข็งค่ะ

page-779

รูปนี้ถ่ายตอนเข้าไปสต้าร์ทรถอุ่นเครื่องตอนเช้าๆ ก่อนไปส่งลูกที่โรงเรียน เปิดฮีทเต้อร์ให้รถอุ่นๆ ก่อนลูกขึ้นรถค่ะ น้ำแข็งจะเกาะบางๆ ท่วมรถเลยค่ะ ขวดน้ำที่ทิ้งไว้ในรถกลายเป็นน้ำแข็งทั้งขวด แล้วก็พยายามถ่ายรูปแพทเทิร์นของน้ำแข็งมาให้ดูค่ะ สวยดี กล้องป๋องแป๋งที่มีอยู่ทำได้แค่นี้จริงๆ 555 แต่มันก็สวยแปลกตาดีนะคะ ส่วนรูปแถวทางขวามือเป็นรูปต้นไม้หน้าบ้านที่ใบกลายเป็นสีเหลืองทั้งต้นก่อนที่จะร่วงให้หนูดีกวาด 5555 ส่วนต้นใบส้มๆ ซูมถ่ายจากบ้านที่อยู่อีกฟากถนนค่ะ

page-777

เหมือนจะได้แปะรูปนี้ไปแล้ว หรือยังไม่แปะ แต่ช่างเหอะ ลูกช้านนนน…. กับแมว 555 ก๊อตตี้กับช๊อคโกแลตที่แพ๊คเกจน่ารัก ทำเป็นออนาเม้นต์ ถ้าตั้งต้นคริสต์มาสจะเอาแขวนให้ท่วมต้นเลย แต่ไม่ได้ตั้ง…เสร็จก๊อตตี้ไป 555

page-776

รูปชุดนี้ถ่ายโดยก๊อตตี้ ถ่ายแม่ ถ่ายคอมพ์ ถ่ายโน่นนี่ ฯลฯ ชัดบ้างไม่ชัดบ้าง ส่วนหนูดี ถ่ายรูปตัวเองก่อนไปโรงเรียนทุกวัน หลานชายที่เมืองไทยชมมาว่าน้องเหมือนสก๊อย รอมมี่ก็ถามว่า skoii คืออะไร ใครตอบได้ช่วยตอบที ….ไปเจออันนี้มา ลองอ่านกันค่ะ 555

สก๊อย จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

สก๊อย หรือ เลดี้แซป คือวัยรุ่นหญิงที่มักนั่งท้ายมอเตอร์ไซค์ของเด็กแว้น มักใส่เสื้อยืดรัดติ้ว หรือไม่ก็สายเดี่ยว เสื้อกล้าม เกาะอก ชอบใส่กางเกงขาสั้นเอวต่ำ มักผัดหน้าให้ขาววอก และจะผูกผมเป็น 2 ข้าง ส่วนริมฝีปากจะแดงระเรื่อ เครื่องประดับชิ้นสำคัญ คือ หวี และการใช้โทรศัพท์มือถือและน้ำยาอุทัยทิพย์ที่ใช้ทาปากให้แดงอยู่เสมอ ส่วนใหญ่บริเวณน่องขาของสก๊อยมักมีรอยท่อไอเสียดาด และรอยแผลเป็นประปรายตามแข้งขาเนื่องจากอุบัติเหตุ

คำว่าสก๊อย นั้นมีที่มาจาก "สก๊อยจัง" (Skoichun) ซึ่งเป็นตัวละครที่ออกแบบขึ้นเพื่อฉลองครบรอบ 7 ปีของมอนสเตอร์คลับ เพื่อไว้คู่กับแซ๊บคุง ซึ่งทั้ง สก๊อยจัง และ แซปคุง ต่างเป็นเนื้อคู่ตุนาหงันกัน (โดยคนเขียนเรื่อง Sea-cret Agent Joe)

ลองไปอ่านอันนี้ด้วย ฮามาก 5555 http://goo.gl/fg8jC

page-778

รูปก้อนนี้…ฮรี้วววว…. ท้องอีกแล้ว 555 ปล่าวๆๆๆๆ ตัวเสื้อทั้งมันวาว ทั้งพองบาน พุงไม่ได้โล ใหญ่โตขนาดนั้น แต่ก็ไม่น้อย 5555 คืออ้วนมาก..แล้วต้องไปงานเลี้ยงคิดสะมาดที่บริษัทของพ่อบ้าน หาเสื้อผ้าใส่ไม่ได้ จะไปซื้อก็ไม่อยากลงทุน เงินทองก็ไม่ค่อยมี จะใส่ชุดนอนไปก็ ก็ ก็ ….สบายเกิ๊นนน… 555 เลยไปรื้อเอาเสื้อที่ใส่สมัยท้องไอ้ตี้มาใส่ ตอนที่ท้องตัวเล็กกว่าตอนนี้อีกค่ะ ตรงต้นแขนกับรอบอกคับติ้ว แต่ก็ใส่ๆ ไป เพราะใส่แจ๊คเก็ตทับ…หนาวโคตรๆ คลุมๆ ปิดๆ ไป ก็ไม่อุจาดเท่าไหร่  หัวหางก็ขี้เกียจทำ สวยได้เท่านี้แหละค่ะ พออ้วนแล้วทำอะไรไม่ได้มากหรอกค่ะ น้อยใจโชคชะตาเหลือเกิน ส่วนพ่อบ้านอิชั้นตั้งแต่ป่วยไข้ไม่สบายมาก็ไม่โกนหนวดโกนเครา เห็นบอกว่าผิวหนังมัน sensitive หน้าตาเลยดูประหลาดๆ จริงๆ ก็ชินหน่อยๆ แล้วค่ะ เพราะหนวดเครารุงรังมาหลายเดือนแล้ว ก่อนไปงานพ่อแม่พากันเต๊ะท่าให้ลูกถ่ายรูปให้ ตลกดี 555 วันนั้นพ่อบ้านจับฉลากของขวัญได้บัตรทานอาหารที่เอามาเล่าให้ฟังที่บล็อกก่อนหน้าโน้นน่ะค่ะ ลืมบอกไปว่าเค้าจัดงานปีนี้ไม่ได้จัดที่โรงแรมเหมือนปีก่อนๆ ย้ายไปจัดที่แบงเคว๊ตใหญ่แห่งนึง หะ-รู-หะ-รา ไม่แพ้โรงแรม 4 ดาวที่ผูกขาดกันมาหลายสิบปี แต่อาหารและบริการ เริ่ดมากๆ ไม่เคยกินเยอะแบบนี้ที่งานเลี้ยงที่ไหนมาก่อน อาหารเค้าดีมากๆ เห็นเค้ามีร้านอาหารและบาร์ด้านหน้าด้วย ถ้ามีโอกาส date night จะชวนพ่อบ้านกลับไปเจ๊าะแจ๊ะที่นั่นอีกค่ะ

page-780

กลับมาจากงานเลี้ยง (ให้อีว่ามาเบบี้ซิตค่ะ) แม่เมาๆ ดื่มเยอะไปหน่อย ..แถมหลายขนานอีก พอถึงบ้านถ่ายรูปเล่นกับลูกสนุกสนาน ใครๆ ที่ชอบทวงว่าไม่ค่อยเห็นรูปอิชั้น บล็อกนี้เยอะมาก 555 น่ากลัวชิมิ 555 ดูกันซะให้เข็ด

page-781

สนุกสนานกันจนโดนพ่อบ้านดุว่าดึกแล้วเสียงดัง ข้างบ้านจะเรียกตำรวจ 555 รูปชุดนี้ลากแว่นออกมาใส่อีกด้วย 5555

page-782

วันสุดท้ายก่อนโรงเรียนปิด Christmas Break ก๊อตตี้มีคริสต์มาสโปรแกรมที่โรงเรียน อิชั้นกับพ่อบ้านไปดูลูกเสียหน่อย เด็กๆ ขึ้นไปร้องเพลงคริสต์มาส 4 เพลงบนเวที เด็กเยอะมากแน่นเอี๊ยดเต็มเวที แต่ไม่รู้ด้วยเหตุใดลุกชายของอิชั้นได้ไปนั่งติดกับต้นคริสต์มาส คุณท่านก็วุ่นวายจัด รื้อ ดึง แขวน ยักย้ายที่ ของประดับไม่ได้หยุด ยุกยิก หยุกหยิก ใครจะร้องร้องไป ข้าไม่สน..วุ่นอยู่กับไอ้ต้นนั่น ซักพักครูประจำชั้นมาจับให้ไปยืนข้างหลังเพื่อนก็เลยถ่ายรูปลูกไม่ได้ ที่ถ่ายมาก็ซูมสุดชีวิต อิชั้นกับพ่อบ้านไปกันเป็นคนแรกๆ กะว่าจะได้นั่งแถวหน้า เกลียดอีครูที่จัดแถวมาก ห้ามๆๆๆๆ ห้ามนั่งแถวแรก แต่พอผู้คนแน่นใครอยากเดินไปนั่งตรงไหนก็นั่ง ยืนขวางถ่ายรูปถ่ายวิดีโอไหนก็ได้ตามสะดวก พวกที่ไปพร้อมๆ กับอิชั้นมองหน้ากันอย่างไม่พอใจ ลุ้นอยากให้มีคนว๊ากจังเลยค่ะ จะผสมโรง แต่ไม่ขอเป็นคนเริ่มต้น 55555 สุดท้ายก็ไม่มี ผิดหวัง…ที่อด..ว๊าก…

page-784

จากนั้นก็พาลูกไป IHOP กินแพนเค้กกัน ถ่ายรูปกับลูกในร้านกัน 2 คน พ่อบ้านทำหน้าเบื่อหน่าย 5555 มีคนเดินมาทัก 2 คน ว่ามงกุฏที่ใส่น่ารักจัง ซื้อที่ไหน 555 พอจะเดินออกจากร้านมีผู้หญิงวันต้นๆ 40 เดินมาคว้าแขน ตกใจมาก หน้ามันไม่เป็นมิตรด้วยนะคะ บึ้งตึงใส่ แล้วถามแบบไม่มีมารยาทว่าซื้อมงกุฏที่ไหน อิชั้นก็ทำหน้างอเป็นส้น teen ตอบไปว่า แซนต้าให้มา แล้วก็เดินหนีไป 55555 คนเชี่ยไรไม่มีมารยาท อิชั้นซื้อมาจาก "WalMart ค่ะ อันละ $1.99 เอง 2 คนที่ถามตอนแรกก็บอกเค้าไปดีๆ แล้วเค้าก็บอกขอบคุณกัน คนนึงบอกว่าจะรีบไปซื้อให้ลูกสาวเลย กลัวหมด อย่างนี้ค่อยน่ารักหน่อยเน๊าะ

page-785

วันว่างๆ อยู่พร้อมหน้า ไม่มีอะไรแปลกใหม่ ไม่ต้องหรูหราแฟนซี เราพาลูกๆ ไปกินไอติมที่ DQ ค่ะ แค่นี้พวกเราก็สุขีสโมสร เป็นสุขที่พอจะซื้อหาได้ ราคาไม่แพง ลูกๆ แฮ้ปปี้ พ่อแม่ก็อิ่มใจ ส่วนรูปหนูดี ทาแป้งหน้าขาวแต่งตัวแต่งหน้าก่อนไปโรงเรียน บางวันก็น่ารักดี บางวันก็ดูขำดี เชิญชมค่ะ

page-786

รูปรวมมิตรเมื่อวันที่ไปดินเน่อร์บ้านพี่เขย “บักสตี๊ฟ” อิชั้นเมาเหม่ง 5555 น้องสะใภ้บอกอิชั้นดวดขวดเขียวๆ ไป 6-7 ขวด จำไม่แม่น อิชั้นไม่ว่างนับหรอกค่ะ เพราะบีซี่พูดมาก 5555 พอขากลับบ้าน อุตส่าห์บอกให้ลูกๆ ไปขึ้นรถพ่อ ไหงแจ้นมาเต็มรถแม่ อิแม่ก็ออกรถไม่เปิดไฟหน้า บึ่งกลับบ้าน ทั้งพ่อบ้านและน้องเขยบึ่งรถตาม กระพริบไฟสูงใส่กันใหญ่ อิชั้นก็ “ห่าไร” กันวะ 555 เพราะกลัวว่าอิชั้นจะได้ไปนอนตะรางเนื่องจากเมาแล้วขับ แถมมีเด็กในรถอีกกระทงนึง Endangers Children in Drunk Driving 5555 โชคดีไม่โดนตำรวจเรียก คุณตำรวจคงหนีไปปาร์ตี้กันหมด 555 สาธุ รูปชุดนี้ถ่ายโดยก๊อตตี้ค่ะ

page-791

เมื่อวันจันทร์ (26) ครอบครัวเราพากันไปงานปีใหม่ของชาวม้ง ซึ่งถือว่าเป็นงานใหญ่ออกหน้าออกตาของชาวม้งทั่วโลกเลย เค้าจะมากันจากหลายๆ รัฐ หลายๆ ประเทศ แต่วันที่ไปเป็นวันแรก และก็จวนจะค่ำแล้ว พวกเราเดินสวนชาวม้งที่ทะยอยเดินออกจากงานกันเป็นทิวแถว กล้องของอิชั้นก็มีไฟแดงแว๊บๆ เตือนว่าแบตจะะหมด เลยถ่ายรูปมาได้แค่นี้ เค้าออกร้านรวงขายเสื้อผ้าเครื่องประดับเยอะมาก ดูแฟนซีดีค่ะ ไม่เหมือนกับม้งแม้วที่เราเห็นตามยอดดอยที่เมืองไทย

page-788

ชาวม้งแม้วส่วนใหญ่ที่นี่ถือว่าเป็นเจเนอเรชั่นใหม่แล้ว ไม่รู้ ไม่เห็นความเป็นอยู่และที่มาของบรรพบุรุษที่แท้จริงของพวกเขา เพราะเกิดและโตที่อเมริกา แต่พอมีงานแบบนี้เค้าแต่งชุดประจำเผ่ากันพรึ่บเลยนะคะ ตอนที่เดินสวนกับพวกนี้เห็นที่เค้าแต่ตัวเต็มยศดูสวยงามก็ไม่กล้าขอเค้าถ่ายรูปเพราะคนเยอะมาก และพวกเราเดินสวนทางกับฝูงชน มันช่างไม่สะดวกเอาเลยค่ะ เลยถ่ายรูปหุ่นมาให้ดูแทน 555 แต่หุ่นจะยาวๆ เรียวๆ สูงๆ 5555 (เอาอีกแระกรู 555 ไม่เข็ด) พ่อบ้านก็คอยหยอดถามว่า…รู้สึกดีมั๊ยที่มาเดินท่ามกลาง จุดๆๆ รู้สึก “ซูพีเหรี่ย” มั๊ยแก อิอิ 555

page-789

ไปเจอที่เค้าขายลูกเทนนิสอยู่หลายร้าย ลูกกับพ่อบ้านก็ถามเค้าขายทำไม เพื่ออะไร ไม่เห็นมีคอร์ทเทนนิสแถวนี้ ลูกตั้งเหรียญนึง แพงมาก พยายามอยู่นานที่จะอธิบายให้ลูกผัวฟังว่า เอาไว้โยนไปมาระหว่างหนุ่มสาวตอนเค้า mate กันในช่วง Hmong Mating Season ผู้บรรยายก็พยายามอย่างหนัก ผู้ฟังก็ทั้งอ้าปากหวอทั้งหัวเราะ… The females perform a ritual to show the males that they are open for mating.  This ritual is called ball tossing.  Two or three females will gather, stand about 4-5 feet away from each other and toss a ball back and forth.  Back in the old country, they use a ball made out of cloth.  Here in the US, the ball tossing ritual is performed with a tennis ball. http://goo.gl/5Tjvn ไปเจออันนี้มา อ่านแล้วก็…เฮ้อ… เราก็อธิบายได้ถูกต้องเว้ย เก่งเหมือนก๊านนน……555

page-790

เคยอ่านเจอตรงนี้ น่าสนใจนะคะ ถ้าใครมีเวลาลองไปอ่านดู http://goo.gl/QPOUj The Refugee Experience in Thailand เป็นการมองจากอีกด้านนึง พยายามอย่าใช้ความรู้สึกเข้าร่วมเวลาอ่านค่ะ คนที่เค้าเขียนเค้าเป็นผู้อพยพอยู่ในข่ายกักกัน อย่าอ่านด้วยความรู้สึกที่เราเป็นคนไทยเจ้าของประเทศ คิดซะว่าเราอยู่ดาวดวงอื่น อ่านสารดคี 555 เก็บเกี่ยวเอาไว้ประดับความรู้ คิดเขา-คิดเรา เค้ามองพวกเราและประเทศประเทศของเราอย่างไร ความขัดแย้งของเค้ากับประเทศลาว มันช่างโยงใยก่อความยุ่งยากให้กับประเทศไทยไม่น้อย ฮึ่ม….

page-793

รูปบนเป็นช๊อคโกแลตที่ซื้อไว้แล้วซ่อนจนลืม เมื่อคืนพ่อบ้านไปเอาออกมา ก๊อตตี้ดีใจยกใหญ่ เหมือนเกิดมาไม่เคยได้กินขนม 555 โปรดสังเกตถุง เวลาที่ผู้ชายเค้าเปิดถุงอะไรนี่ ไม่เคยนึกเลยเน๊าะ ว่าจะกินเสร็จแล้วจะเก็บปิดห่อกลับได้ยังไง ฉีก…แคว่ก ขาดวิ่น น่าโมโหจริงๆ ส่วนรูปล่าง ไม่ต้องการคำบรรยาย 555 อิชั้นซื้อลิปสติกใหม่ค่ะ “MAC Red” 5555 ตอนแรกพ่อบ้านไม่รู้ตัวหรอกค่ะว่าปากแดงแปร๊ดดดด…. เป็นเพราะอิชั้นกับลูกๆ ขำก๊ากกัน เลยพยายามเช็ดออก (ตอนเที่เช็ดๆ ไม่ได้มองกระจกนะคะ เลยเช็ดได้เท่าที่เห็นในรูป ไม่รู้ตัวว่ายังทิ้งร่องรอยความรักให้เห็น 555) …..sealed with the KISS!

page-792

BRING ON 2012..can't be worse then this year I've had.

Thanks to everyone who's supported, cheered, or just got me thru this year

cause without you I know I wouldn't be here.

เรื่องเศร้าๆ 2011

จริงๆ เลยจากใจ ไม่อยากโพสต์รูปและเรื่องงานศพในบล็อกเลยค่ะ แต่มันเป็นชีวิตจริงๆ คนเราต้อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย

ปี 2011 ครอบครัวของเราสูญเสียญาติผู้ใหญ่ไป 2 ท่าน เมื่อเดือนสิงหาคม เราสูญเสียปู่เฟร็ด สะเต็บแด้ดของพ่อบ้าน ถึงจะเป็นสะเต็บ…แต่ก็เลี้ยงดู-อยู่ในชีวิตของกันและกันนานถึง 48 ปี เรียกว่าพ่อได้เต็มปาก งานศพเศร้ามาก เพราะเป็นการจากไปอย่างกระทันหัน แกป่วยนิดๆ หน่อยๆ อ่อนเพลีย เข้าโรงพยาบาล แล้วก็ดีขึ้น เตรียมกับบ้าน แต่กลับทรุดอย่างรวดเร็วและจากไปในที่สุด เนื่องจากปู่เฟร็ดเคยไปรบสงครามเกาหลี จึงต้องมีงานศพที่ทางทหารจัดให้ แขกมาเยอะแยะ เพราะแกเคยเป็นหลายๆ ตำแหน่งสำคัญในเมืองที่เราอยู่ งานศพเศร้ามากๆ ตอนที่มีการยิงสลุต เป่าแตร ฯลฯ งานเรียบร้อย สวยงาม สมเกียรติ มากค่ะ

page-787

พอมาเมื่อต้นธันวาคม เราก็สูญเสียย่าของเด็กๆ จริงๆ แล้วแม่สามีของอิชั้นแกป่วยมาเนิ่นนานหลายปี มีลุ้นว่าแกจะจากไปก็หลายครั้งหลายหน พอแกเสีย มันเลยไม่ค่อยเศร้ามากนัก และงานนี้เป็นครั้งแรกที่อิชั้นได้ร่วมงานศพของฝรั่งที่เค้าเผาศพ (ไม่ใช่ฝัง) ทุกสิ่งอย่างดูแปลกๆ ขั้นตอนดู เคอะเขิน ไม่มีศพแต่มีเถ้ากระดูกอยู่กล่องนึงวางอยู่ มีบาทหลวงมาทำพิธี จบลงอย่างเรียบง่าย มีเฉพาะญาติสนิทมาร่วมงานเท่านั้น ก่อนที่แกตาย (ยังมีสติสัมปชัญญะ) แกได้ทำพินัยกรรม ว่าให้เผาและเอาใส่โลงของสามีแกไปด้วย เพราะทุกคนมั่นใจว่าแกต้องตายก่อน 5555 แต่ผิดแผน ปู่เฟร็คดันชิงตัดหน้าไปก่อน จะให้ขุด เปิดโลงที่ฝังไปแล้วก็จะเป็นการยุ่งยากและค่าบริการก็แพงมาก เค้าเลยแค่ขุดที่ใต้ tombstone ของปู่เฟร็ด แล้วเอากล่องเถ้ากระดูกแม่ย่าของอิชั้นฝัง ณ ตรงนั้น จากนั้นก็เสร็จพิธี แยกย้ายกันไป ในรูปอิชั้นยืนคุยกับลูกพี่ลูกน้องของแม่สามีว฿่งอายุอ่อนกว่าไม่กี่ปี แต่ย่าน้อยพอลล่ายังแข็งแรงดีมากๆ

page-783

The Old Year has gone. Let the dead past bury its own dead. The New Year has taken possession of the clock of time. All hail the duties and possibilities of the coming twelve months! อิชั้นหวังว่าเรื่องร้ายๆ เศร้าๆ อุปสรรคต่างๆ คงจะหมด จบ เสร็จ ไปพร้อมๆ กับปี 2011 ขอให้มีแต่เรื่องดีๆ งามๆ ความสุขบังเกิดแก่ครอบครัวของเราตลอดปี 2012 และตลอดไปเทอญ….สาธุ

If it didn’t Bring you Joy,
Just Leave it Behind.

Let’s Ring in the New Year
With Good Things in Mind.

Let Every Bad Memory Go
That Brought Heartache and Pain.

And let’s Turn a New Leaf
With the Smell of New Rain.

Let’s Forget Past Mistakes
Making Amends for This Year.

Sending You These Greetings
To Bring you Hope and Cheer

Happy New Year!

Thursday, December 22, 2011

Christmas Dinner

ตลอด 4-5 เดือนที่ผ่านมาครอบครัวเรามีเรื่องยุ่งๆ ต้องทำเยอะแยะ เรื่องเครียดๆ ทั้งนั้น โปรเจ็คซื้อบ้านก็ยังทำให้รู้สึกตุ๊มๆ ต่อมๆ อยู่ ก็เลยคุยๆ กันไว้ว่าคริสต์มาสปีนี้ลูกๆ คงจะไม่มีของขวัญชิ้นใหญ่ๆ เพราะครอบครัวถังแตกมานาน 5555 และจะไม่ทำกับข้าวเยอะแยะสำหรับคริสต์มาสดินเน่อร์ ขออยู่แบบ super low key lifestyle ตามปกติ 555 เพราะทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว 555 แต่บังเอิ๊นนนน บังเอิญ ที่พ่อบ้านจับได้บัตรของขวัญทานอาหารมา จากงานเลี้ยงของบริษัท ก็เลยทำให้เราได้มีโอกาส DRESS UP & DINE OUT with the kids for our Christmas Dinner! แต่ๆๆๆๆๆ แต่ มันมีปัญหาตามมา เพราะไอ้ร้านที่ได้บัตรมา ราคาอาหารโคตรแพง แล้วได้บัตรมาแค่ร้อยเดียว จะพอทำยาอะไร เลยต้องไปซื้อบัตรมาเพิ่มอีก 100 นึง พอซื้อที่ Costco ก็ได้ลดราคานิดนึง คือ จ่ายไป $75 ได้บัตรมามูลค่า $100 สรุปเรามีงบ $200.- สำหรับมื้อค่ำคืนนั้น

Screenf2

เป็นว่าครอบครัวเราจะไปดินเน่อร์ที่ร้าน Fleming's Prime Steakhouse & Wine Bar และจะเป็น (early) Christmas Dinner ไปซะเลยให้เสร็จๆ เด็กๆ ไม่ได้ไป เดรสอัพดินเน่อร์กันบ่อยๆ แม้แต่พ่อแม่เองก็เหอะ มีโอกาสปีละไม่กีครั้ง…เหมียนกัลลลลล์ 555 ไอ้เดรสอัพ เดรสดาวน์ ไม่ใช่ปัญหา เพราะเราแต่งตัวหล่อสวยตามมีตามเกิดเป็นปกติอยู่แล้ว 555 แต่เนื่องจากร้านเชี่ยเนี่ย ราคาค่อนข้างแพง แต่ได้กิ๊ฟการ์ดมา ก็ไปสนองซะ เพราะฉะนั้นมันจะเป็น one time deal คือ ไม่ต้องกลับไปอีกแล้ว เราต้องกินให้หมด $200.- ไปเลย เริ่มจากเข้าไปเว๊บของร้าน ทำจอง บอกเค้าไปว่าวัน เวลา ที่เราจะไป มีกี่คน และเรามีเด็กๆ เลย prefer booth วันรุ่งขึ้นก็ได้ confirmation email ตานี้ก็มาถึงเลือกอาหารเพื่อผลาญให้ครบ $200.- ให้หมดงบที่มีอยู่ 5555 (รูปขวาข้างบนเป็นอีเมล์แต๊งกิ้วที่เค้าส่งมาให้ ขอบคุณที่ใช้บริการ กลับมาถึงบ้านเช็คเมล์ก็เจอเลย ยังย่อยไม่หมด 5555 ด่วนจริงๆ 555)

IMG_6493-s

ตอนเลือกอาหาร ก็ถามลูกๆ ว่าอยากกินอะไร รอมมี่ก็บอกว่าอยากกินสเต๊กกับ lobster tail พอดูราคาสเต๊ก ก็โอเคนะ แพงหน่อย แต่มันเห็นๆ ไง พอมาไอ้ล๊อบสเต้อร์ ..ดันเป็น market price ก็เลยบอกลูกไปว่า ไม่ให้สั่ง เพราะแม่ไม่ชอบ เซอร์ไพร้ส์ 555 พ่อก็กลัวลูกเสียใจ บอกว่าวันหลังพาไปกินที่คาสิโน หรือ Red Lobster ดีกว่า อร่อย และราคาไม่เกินเหตุ ก็เลือกโน่นนี่กัน คำนวนภาษี ทิป เสร็จสรรพ ตั้งใจว่ากินให้ครบไปเลย เกินนิดหน่อยก็ช่างมัน แล้วค่อยทิปเป็นเงินสด $30-40 หรือจะยังไงก็ค่อยว่ากัน

page-771

พอวันนั้นไปถึง ร้านเค้าก็สวยงามดี บริกรสาวที่พาไปส่งโต๊ะถามเลยว่า napkin สีขาวที่วางๆ อยู่ที่โต๊ะโอเคหรือปล่าว อยากเปลี่ยนเป็นสีดำมั๊ย 5555 ขาวสิวะ จะได้เห็นว่าสะอาด จากนั้นก็มีบริกรหนุ่มอีกคนมาถามเครื่องดื่ม พร้อมกับเสริฟ sour dough bread และเครื่องจิ้มเป็นการเรียกน้ำย่อย อิชั้นไม่ชอบหนมปังเปรี้ยวแถมอบมาค่อนข้างกรอบ แม่กับไอ้ตี้เลยขอบาย แต่สั่ง POM-tini (แก้วนี้ $9.95 ค่ะ) เอามาดวดย้อมใจ ฮิฮิ ส่วนพ่อบ้านกับรอมมี่อร่อบหนมปังกับเครื่องจิ้มกันใหญ่ รอมมี่ชอบพามาชาน dip สีส้มๆ พ่อชอบ tredition dip ขาวๆ แล้วก็มีไอ้คนที่จะ wait โต๊ะเรามารายงานตัว ชื่อบักไมเคิ่ล ก็ถึงเวลาแม่อู๋จะบรรเลงสั่งอาหารที่ทำลิสต์ไว้ เริ่มจาก สลัดให้พ่อบ้านก่อนเลย อีตาคนนี้ต้องกินสลัดผักก่อนเสมอ สลัดที่ไม่มีอะไรแปลกประหลาดจานนี้ราคา $7.95 ค่ะ

page-772

ต่อมาก็สั่ง Lobster Tempura ($22.50) เสริฟมากับสลัดหวานๆ เผ็ดๆ ประกอบด้วย ใบ arugula, jicama (มันแกว) และ แอ๊ปเปิ้ล แต่ให้มาแค่ขยุมนึง อิชั้นชอบสลัดอันนี้ อร่อยดี ไม่ได้ลองล๊อบสเต้อร์ เพราะลูกๆ ชอบ ก็เลยไม่อยากแย่ง ซ้อสที่ให้มา ไม่อร่อย ทีแรกนึกว่า ฮันนี่มัสตาร์ด แต่ไม่ใช่ อะไรก็ไม่รู้เค็มมาก…. จากนั้นก็สั่ง Jumbo Lump Crab Cakes ($15.95) ซึ่งโปะมาบน roasted red pepper and lime butter sauce จานนี้เฉยๆ ไม่ประทับใจ ทั้งซ้อสและเค้กปู ค่อนข้างเค็ม อีก 2 จานที่เห็นจากรูปข้างบนเป็น side dishes จานแรกเป็น Grilled High Country Asparagus ($8.95) รสชาติปกติธรรมดา จานนี้ก๊อตตี้เหมาเกือบหมดจาน พ่อแม่จะจิ้มมากินซะหน่อย ไม่ค่อยกล้า เกรงใจลูก ส่วนอีกจานเป็น Fliming’s Potatoes ($ 8.95) เป็น house specialty ของเค้า ถม scalloped potatoes มาด้วย cream, jalapeños and cheddar cheese แล้วอบ จานนี้ก็เฉยๆ ไม่เด่นล้ำอะไร ลูกๆ ไม่สน พ่อแม่ก็ทนๆ กินแกล้มกับ main dishes (ข้างล่าง) ไปซะให้หมดๆ

page-773

วันนั้นเราสั่ง main dishes มาแค่ 2 จาน จริงๆ อยากสั่ง 3 แต่พอถามรอมมี่ (ปกติจะเป็นคนกินเยอะกว่าเพื่อน และ เป็น meat eater ด้วย) ลูกก็สั่นหัวอยู่นั่น ก็เลยต้องเปลี่ยนจากที่ตั้งใจจะสั่ง Main Filet Mignon มาเป็น Bone-in New York Steak ($45.50) เพราะฟิเลมิยองแค่ 12 oz. (ซึ่งถ้ากินคนเดียวก็ไม่หมด แต่ถ้าต้องแบ่งกับลูก ก็จะไม่อิ่มทั้ง 2 คน 555) ส่วนนิวยอร์คใหญ่กว่า หนัก 20 oz. แบ่งกับรอมมี่ได้สบายๆ แพงกว่านิดหน่อย เริ่มจากเค้าเอาจานเปล่าๆ สปริงเกิ้ลผักเขียวฝอยๆ มา 555 แต่ในรูปพ่อบ้านแบ่งปลาโซลใส่จานลูกไปนิดนึง ส่วนพ่อบ้านสั่ง Alaskan Rock Petrale Sole ($29.50) เสริฟมากับ crab beignets, lemon butter sauce จานนี้ถือว่าโอเคนะคะ ไอ้เจ้า crab beignets บางร้านเรียกว่า hush puppies ที่มากับจานนี้ทำจากเนื้อปู ถ้าลดเกลือนิดนึงก็จะอร่อยมากกกกกก….. ส่วนซ้อสเฉยๆ เอ…นี่อิชั้นกลายเป็น Food Critic หรือ Restaurant Critic ไปแล้ว 5555 จะเห็นว่า main dish ไม่มีเครื่องแกล้ม เครื่องเคียงใดๆ ประหนึ่งว่าเป็นร้านหรูไฮโซ เนื้อก็มาเปล่าๆ เปลือยๆ side dishes ก็มีให้เลือกไม่เยอะแยะมากมาย ราคาก็ประมาณ จานละ $8 to $10 ที่สั่งมา 2 อย่างมันฝรั่งกับแอสพารากัส ถ้าทานกันผู้ใหญ่เลย 2 side dishes น่าจะพอสำหรับ 3 คนค่ะ สเต๊กวันนั้น เนื้อนุ่มดี อย่างที่ฝรั่งเปรียบเปรยว่าสเต๊กชั้นเลิศ จะต้อง melt in your mount บร้าาาา… เนื้อชนิดไหนในโลกละลายในปากวะ ไม่ใช่ท๊อฟฟี่ ช็อคโกแล๊ต หรือไอติมนี่เน๊าะ 5555 แต่ต้องบอกสเต๊กวันนั้น ปรุงมาพอดี๊พอดี (สั่งไปมีเดี่ยม เพราะรอมมี่ชอบเนื้อออกชมพูและเลือดซึม 555 โหดมากลูกช้านนน… คือ Medium Rare แต่แม่ขอแค่ชมพูจัดๆ ก็พอค่ะ) อยากจะพูดว่า เกือบเกือบค่ะ แค่เกือบ…จะละลายในปาก เนื้อนุ่มอย่างที่เค้าเลื่องลือ เสียอย่างเดียว เค็มมากกกกกก…. เสียของหมดเลย ขนาดรอมมี่เป็น carnivore ตัวแม่ ก็ใช้เวลาตั้งนานกว่าจะกินหมด

page-774

พอจัดการอาหาร บักไมเคิ้ลก็เอาถาดยักษ์ที่เต็มไปด้วยขนมหวาน เค้ก เครมบูเลต์ ลาว่าเค้ก ฯลฯ มาให้เด็กๆ เลือกดู ลูกๆ ของอิชั้นพร้อมกันชี้ไปที่ถ้วยผลไม้สดทันที เด็กๆ ชอบสตรอเบอรี่ บลูเบอรี่มาก ต่อให้เค้กที่หน้าตาดีทั้งหลายอยู่ตรงหน้า ก็ไม่มีอะไรชนะผลไม้โปรดไปได้หรอกค่ะ รอมมี่ก็สั่ง Fresh Berries & Chantilly Cream ($9.50) ไปอย่างรวดเร็ว ซักพักเค้าก็เอามาเสริฟ หน้าตาธรรมดามากๆ มาพร้อมกับครีมแชนทิลลี่ (วิปครีมปั่นสด-รสวานิลา) ครีมเนื้อหนักแน่นดีค่ะ ไม่ได้โปร่งเบาแบบวิปคริมกระป๋องที่กินกันเป็นประจำ ลูกๆ ชอบมาก แป๊บเดียวหมดเกลี้ยง หลังจากเค้ามาเก็บโต๊ะเรียบร้อยเหลือแต่น้ำดื่ม คราวนี้ก็รอบิล แม่อู๋ชู 3 นิ้ว 5555 ให้คะแนนแค่ 3 ดาวค่ะ อาหารโดยรวมถือว่า….แค่…โอเค เท่านั้น เค็มหนักไปซะเกือบทุกจาน สถานที่และบริการถือว่า หรูหราสะอาดดี เด็กเสริฟฉับไว น้ำไม่ให้พร่อง rush over to refill your water after each sip เลยทีเดียว ราคาแพงเกินคุณภาพอาหารและบริการ so…so…overprices ถ้าเทียบกับอาหารและบริการกับร้านประจำของเรา อาหารประมาณ (ปริมาณ จำนวนจาน) นี้ บริการเรียกได้ว่าสูสี รสชาติและคุณภาพของอาหาร..สูสีไปจนถึงดีกว่า เพราะไม่มีอะไรเค็มโดดเด่นทารุณแบบร้านนี้ และเมนูมีรายการอาหารให้เลือกเยอะกว่าหลายเท่า แต่สถานที่ร้านโปรดที่ว่า…สู้เฟรมมิ่งส์ไม่ได้ ซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่แหลกม่ายล่ายเน๊าะ 555 ขอให้ดูสะอาดหูสะอาดตาก็พอแล้ว สรุปว่าถ้าเป็นร้านนั้นน่าจะต้องจ่ายประมาณ $60-70 รวมทิปก็ 100 นึงสบายๆ แต่บิลวันนั้นผิดคาด $170.92 ฮ่วย.. คำนวนผิด รู้งี้ สั่งมาร์ทินี่น้ำทับทิมมาโซ้ยอีกซัก 2-3 แก้ว ดั๊นเหลือเงินมาในบัตรอีก $29.08 แล้วเค้าให้กิ๊ฟการ์ดมาอีก $25.- ว่าจะเป็น one time deal แล้ว สงสัยอิชั้นต้องแอบไป ลั้๊นเชี่ยนคนเดียวเสียแล้ว 5555

page-775

พอออกมาหน้าร้านลูกๆ อยากถ่ายรูปตรงน้ำพุ แต่ดันนั่งหันหลังให้ร้านชีสเค้กแฟคตอรี่ 555 รูปเลยออกมาแบบนั้น ไม่เดินไปนั่งหันหลังให้ร้านที่กิน 555 จากนั้นก็เดินหนีหนาวเข้าไปในมอลล์กันนิดนึง รอมมี่กับแม่ไปวินโด้ว์ช้อปปิ้งหลายร้าน ถ่ายรูปลองแว่นตลกๆ กันหลายรูป พ่อพาก๊อตตี้ไปซื้อเพร็ตเซลเจ้าประจำ (ไม่ใช่แอ้นตี้แอนน์นะคะ ร้าน local อร่อยมากกว่าเยอะเลย) ขาจะออกมาแวะซื้อช๊อคโกแล๊ตเจ้าโปรดของแม่มา 1 ปอนด์ (See’s) แล้วก็เค้ก ทีรามิสุ เจ้าประจำอีก 1 ก้อน จากนั้นก็ฝ่าหนาวมาเอารถ บึ่งกลับบ้าน นอนอ้วนดูทีวีกัน จบไปอีกหนึ่งวันดีๆ สำหรับครอบครัวของเราค่ะ

Forecast

ดู forecast แล้วก็รู้สึกดีหน่อย ตลอดเดือนที่ผ่านมาอากศเย็นขนาดติดลบทุกคืนเลยค่ะ ปีนี้แถวนี้หนาวผิดปกติค่ะ เพราะแถวๆ นี้ปกติปีนึงอากาศติดลบไม่กี่คืนหรอกค่ะ แต่ก็ดีอีกอย่างนึงค่ะ ปีนี้ไม่มีหมอกหนามหาภัยมากนัก เจออยู่ไม่กี่ครั้งเท่านั้น แต่ใครจะไปรู้ หมอกผีอาจกลับมาอีกก็ได้ ช่วงมกรา-กุมภา จะอะไร อย่างไร ก็แล้วแต่ ชีวิตต้องดำเนินต่อไปค่ะ

xmas-merry-christmas

May the Blessings of Christmas be with you

today and always.

Monday, December 19, 2011

How to: Make Modern Perforated Christmas Trees

By: Chrisjob

Thank you > > http://goo.gl/a0eLH

created at: 12/07/2011

It's not surprising that I spend quite a bit of time at the craft store. As a full-time craft, design, and art blogger, I've grown quite familiar with my looped route of hardware store/craft store/art supply shop/other craft store/supermarket...in that order.

So, it's always a pleasant surprise when I find some new material or media I've never seen before, and to think of all kinds of cool stuff to do with it. This holiday season, it was the papier-mache cone. Since it's not with the other compressed paper boxes, letters, and forms, it slipped under my radar for the last, oh, two hundred and ninety visits. But, I discovered these little guys when working on my 2011 holiday centerpiece. And the possibilities just kept coming.

So, I was inspired by these little porcelain trees, which are now...sold out! (Andwere...pricey!) No matter, we're gonna make out own by the dozens, for less than $1.00 a piece.

Materials and Tools

  • Papier-mache cones, available in the doll making section of the craft store
  • Electric drill and assorted drill bits
  • Fine-grit sandpaper
  • Optional: Rotary tool and grinding bit
  • Matte white spray paint - I used Krylon Flat White Indoor/Outdoor

created at: 12/07/2011

1. Begin by chucking two-three small bits into your drill, and start making holes in a random pattern. I chose to make mine a little more dense and the bottom, and let them thin out towards the top. As you see in the photo, drilling into paper doesn't always leave a smooth hole, but it can be smoothed out with sandpaper.

created at: 12/07/2011

2. If you happen to have a rotary tool like a Dremel or Roto-zip, you can use a small grinding bit to smooth out the holes while maintaining the circular shape. If not, use a pencil or small dowel rod with the sandpaper to make everything smooth.

created at: 12/07/2011

3. Take your trees outside or into a well-ventilated area, and give it a coat of flat white paint. Using flat white transforms these guys into looking like spray-painted cardboard to actual ceramic. Cool, right?

created at: 12/07/2011

4. Spray painting sanded cardboard will likely make the texture a little...fuzzy. So, sand once more until smooth, and give it a final coat of spray paint.

created at: 12/07/2011

That's it. You can make a whole whimsical forest of these guys in not much more time, and for around a dollar a piece. For an extra punch, use a few LED tea lights to make 'em glow with holiday cheer!