Tuesday, March 17, 2009

St. Patrick's Day

จริงๆ แล้ววันนี้ไม่มีฟามหมายใดๆ กับอิชั้นหรอกค่า เฉยๆ มาก เพราะไม่มีสายเลือดไอริช 555 เป็นพันธุ์ทางมีเชื้อสาย เฟร้นช์ นิดนึง (จะเป็น French Fries หรือปล่าวก็ไม่แน่ใจ เพราะ ฟรายส์ตลอด ใจร้อนซ้าาา… 5555) ที่แน่ๆ เป็นสายเลือดไทยชาวบ้านบางระจันเสียครึ่งหนึ่ง และอื่นๆ อีกมากมาย ส่วนที่บ้านมีที่ปนเปื้อนเลือดไอริชอยู่ 2 ตัว คือ ไอ้ก๊อต-ซีเหนี่ย กับ ไอ้ก๊อต-จูเหนี่ย แต่ก็ไม่ได้ฉะเหลิม ฉะหลอง อะไรกัน วันนี้อีมี่ใส่เสื้อลายทางเขียวชมพูไปโรงเรียน เขียวๆ ซะหน่อยกันเพื่อน “หยิก” เอา 5555 อีแม่ใส่ชุดนอนแดงแจ๋ตั้งก๊ะเมื่อคืน (ยังไม่ได้อาบน้ำเลย 5555)

stpatricks_d4gwinner_eo09     26443

HappyStPatricksDay252520OBD252520sp      happy_st_patricks_day

4LeafClover      2340907200_80bd076805

ไอ้ใบโคลเว่อร์เนี่ยถ้าจะให้เป็นลัคกี้โคลเว่อร์มันต้อง 4 ใบใช่ปล่าว (4 Leaf Clover) เลยเอามาแปะให้เพื่อนๆ ดู จะได้โชคดีตามๆ กัน 5555 บ้านเราเรียกว่าใบอะไรวะ ไม่รู้จำไม่ได้ แต่ที่แน่ๆ มันเป็นวัชพืช ใช่หรือปล่าว

ยังไงๆ ก็ ขอให้โชคดีมีชัย พบหม้อทองคำที่ปลายสายรุ้งกันทุกคน แต่อย่าเผลอไปเอานิ้วชี้รุ้งเข้านะ เดี๋ยวจะต้องเดือดร้อน เอานิ้วจิ้มตูดมาดมแก้เคล็ด ตามที่โบราณว่าไว้ 5555 คิดตามแล้วก็งง ทำไมต้องจิ้ม ทำไมต้องตูด ทำไมต้องดม 5555

โฉมหน้า ไอ้พวก terrorist อ้อ ไม่ใช่ Irish ที่บ้านอิชั้นค่า

2-22-2009 4-41-10 PM

ไร้สาระคดีมาเยอะแล้ว ขอเป็นสารคดี เป็นเรื่องเป็นราเสียหน่อย เชิญอ่านค่ะ

* * * * * * * * * * * *

วันฉลองนักบุญแพทริคเป็นวันที่เกี่ยวข้องกับอะไรก็ตามที่แสดงออกถึงความเป็นไอริช ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกตกแต่งประดับประดาด้วยสีเขียวและทอง อันเป็นสีแห่งโชคลาภ ฤดูใบไม้ผลิ และธรรมชาติ ตามธรรมเนียมปฏิบัติแล้ว งานฉลองนี้จัดขึ้นเพื่อแสดงออกถึงการเริ่มต้นใหม่ การฟื้นฟูจิตวิญญาณ และการภาวนาเพื่องานแพร่ธรรมในระดับสากล

นักบุญแพทริคเป็นชาวอังกฤษแต่กำเนิด ท่านเป็นมิชชั่นนารี่และนักบุญอุปถัมภ์ของประเทศไอร์แลนด์ และมีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 4 (ค.ศ. 373-493) ตอนท่านอายุได้ 16 ท่านเคยถูกพวกโจรจับไป และไปขายเป็นทาสในไอร์แลนด์ (ประเทศไอร์แลนด์สมัยนั้นนับว่าเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนอยู่มาก คือมีพวกโจร ไวกิ้ง และพวกคนเถื่อนนอกกฎหมายกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ) จนผ่านไป 6 ปี ท่านก็ได้หนีออกมาได้สำเร็จ ท่านได้ไปบวชเป็นเดคอน และได้เป็นบิชอปในเวลาต่อมา ท่านได้เห็นนิมิตที่วิญญาณบรรพบุรุษของชาวไอร์แลนด์จำนวนมากมาขอให้ท่านนำแสงสว่างแห่งพระเจ้าไปยังลูกหลานของพวกเขา ท่านจึงตัดสินใจเดินทางกลับไปไอร์แลนด์ดินแดนที่ตัวเองเคยหนีออกมาจากความเป็นทาส แต่ครั้งนี้ในฐานะผู้นำทางจิตวิญาณ ท่านได้รับพระพรพิเศษในการทำอัศจรรย์ และได้ช่วยให้คนจำนวนมากได้กลับใจจากการชั่วร้ายป่าเถื่อนหันมาในทางศีลธรรมของพระเจ้า นอกจากนี้ท่านยังเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียน และโบสถ์ขึ้นหลายต่อหลายแห่งในไอร์แลนด์อีกด้วย เป็นเวลาร่วม 30 ปีที่ท่านนำความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรมมาพัฒนาให้กับไอร์แลนด์อย่างมาก จึงไม่แปลกใจเลยที่ชาวไอริชจะเคารพนับถือท่านอย่างยิ่ง และยกให้ท่านเป็นนักบุญองค์อุปถัมภ์ของประเทศไอร์แลนด์ และให้ความสำคัญกับวันฉลองของท่านเป็นพิเศษเช่นนี้


งามเฉลิมฉลองจะจัดขึ้นวันเสาร์ก่อนวันฉลองนักบุญแพทริค โดยจะเริ่มจากพิธีมิสซาในเวลา 10 โมงเช้า ตามมาด้วยเกมการแข่งขัน และขบวนพาเหรด เนื่องจากเป็นงานเฉลิมฉลองของชาวไอริช จึงมีคนไอริชมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก (ขบวนพาเหรดในแสคนต้อนมีผู้ร่วมกว่า 5,000 คน) ส่วนวันที่ 17 มีนาคม ที่เป็นวันฉลองหลักของนักบุญแพทริคนั้น เชื่อว่าเป็นวันที่นักบุญแพทริคได้เสียชีวิตลง (ในไอริช วันนี้จะเป็นวันหยุด ตามห้างร้านและธุรกิจเกือบทั้งหมดจะปิดทำการ ให้ชาวไอริชไปร่วมในพิธีมิสซาในตอนเช้า และงานเฉลิมฉลองขบวนพาเหรดในตอนบ่าย) ซึ่งชาวไอริชเองนั้น เมื่อตนไปอยู่ในทิ้งถิ่นประเทศไหน ก็นำพาเทศกาล งานฉลอง ประวัติศาสตร์ของพวกตนนี้ไปยังประเทศและท้องถิ่นนั้นๆ ด้วย


ธรรมเนียมปฏิบัติที่นิยมทำกันในวันนี้ คือการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสีเขียว (ตามแบบสีชุดบิชอปของท่าน) ประดับตกแต่งด้วยสีเขียวทอง หาใบโคลเวอร์ 4 กลีบ (ท่านใช้ใบโคลเวอร์ 3 กลีบในการอธิบายเรื่องพระตรีเอกาภาพ ดังนั้นใบโคลเวอร์จึงเป็นเครื่องหมายหนึ่งที่สื่อถึงท่าน) และจับ Leprechaun ให้ได้ ถ้าคุณหามันเจอนะ !

รูปภาพ ภาพนักบุญแพทริค ท่านจะแต่งกายด้วยชุดสีเขียวทอง และมีใบโคลเวอร์เป็นสัญลักษณ์

 
ใบแชมร็อค (Shamrock) สัญลักษณ์แห่งความโชคดี
ที่ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ในงาน Saint Patrick 's Day (A shamrock is a common name for a clover. But as American botanist Kathleen Pelkki explains, a shamrock is a common name for any number of plants belonging to the genus Trifolium, from the Latin meaning "having three leaves.")

 

Clover หรือที่ฝรั่งเรียกกันว่า three-leaf clover นั้น เป็นพันธุ์ไม้เตี้ย ใช้เป็นอาหารของม้าและวัวควาย ใบมีสามกลีบ ใช่แล้วค่ะ...ใบ Clover ปรกติจะมีสามกลีบ แต่ตามความเชื่อดั้งเดิมในหลาย ๆ ประเทศ เค้าเชื่อว่าการได้พบหรือได้เห็นใบ clover แบบสี่กลีบจะถือว่าโชคดี ถ้าจะอิงเหตุผลตามหลักวิทยาศาสตร์ ก็น่าจะเป็นเพราะโอกาสที่จะพบแบบสี่กลีบนั้นจะยาก เนื่องจากเป็นการกลายพันธุ์มาจากของใบ Clover แบบสามกลีบ และโอกาสที่จะพบจะเกิดขึ้นเพียง 1 ใน 10,000 เท่านั้น (แต่ในปัจจุบันพบว่ามีคนเพาะสายพันธุ์แบบสี่กลีบออกจำหน่ายแล้วค่ะ) อิชั้นเคยคิดว่าไอ้ใบโครเว่อร์เนี่ยก็คือผักแว่นบ้านเรานั่นเอง จริงๆ แล้วไม่ใช่เลยค่ะ ใบโครเว่อร์แต่ละใบจะเป็นรูปหัวใจ ส่วนผักแว่นใบจะเป็นรูปพัดค่ะ

ใบ Clover แบบสี่กลีบ เป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดี ความหมายของใบ clover สี่กลีบคือ........

 

กลีบแรก หมายถึง ความหวัง

กลีบที่สอง หมายถึง ความศรัทธา

กลีบที่สาม หมายถึง ความรัก

กลีบที่สี่ หมายถึง ความโชคดี

 

 

ก็อปมาแปะไว้ก่อน ว่างๆ จะมาแปลนะคะ

They're short, they're wrinkled, they didn't even wear green originally. They're leprechauns, the mischievous fairy-folk who have become one of the best known Irish symbols (for better or worse.) As you celebrate this St. Patrick's Day by looking for your own pot of gold, shouldn't you learn more about leprechauns - who already have pots of gold ripe for the taking?

• Why green?

According to some accounts, blue was the first color associated with St. Patrick’s Day, but that started to change in the 17th century. Green is one of the colors in Ireland’s tri-color flag, and it has been used in the flags of several Irish revolutionary groups throughout history. Ireland is the “Emerald Isle,” so named for its lush green landscape. Green is also the color of spring, the shamrock, and the Chicago River, which the Midwestern city has dyed green on St. Patrick’s Day for the past 40-odd years.

• Corned beef or bacon?

This St. Patrick’s Day, millions of people will sit down to an authentic Irish meal of corned beef and cabbage. Or so they think. In fact, only half of it is really Irish. Though cabbage has historically been a staple of the Irish diet (along with potatoes), it was traditionally eaten with Irish bacon, not corned beef. Irish immigrants in America could not afford the bacon, so they substituted it with corned beef, a cheaper alternative they picked up from Jewish immigrants.

• Pinch me, I’m Irish

Forgot to wear green on St. Patty’s Day? Don’t be surprised if you get pinched. No surprise, it’s an entirely American tradition that probably started in the early 1700s. St. Patrick’s revelers thought wearing green made one invisible to leprechauns, fairy creatures who would pinch anyone they could see (anyone not wearing green). People began pinching those who didn’t wear green as a reminder that leprechauns would sneak up and pinch green-abstainers.

 

 

ความหมายของชื่อ Leprechaun มีหลายทฤษฎีที่กล่าวถึงที่มาของคำและความหมายเอาไว้มากมาย แต่ทฤษฎีที่เป็นที่นิยมแพร่หลายกันที่สุดทฤษฎีหนึ่ง เชื่อว่ามาจากคำว่า Leipreachan ทางภาษาเกลิค ไอริช ซึ่งมีความหมายแปลว่า “ภูติจิ๋ว คนแคระ “ และสามารถหมายถึง “ครึ่งตัว หรือ ตัวเล็กๆ” ได้ด้วย ส่วนคำที่เชื่อกันว่าเป็นรากของคำว่า Leprechaun เชื่อว่ามาจากคำว่า Luchorpan เช่นเดียวกับอีกชื่อหนึ่งที่เรียกว่า Leath Bhrogan (อ้างอิงจากดิกชันนารีภาษาอังกฤษออกฟอร์ด) ซึ่งมีความหมายแปลว่า “ช่างทำรองเท้า” ซึ่ง Leprechaun ที่ปรากฏตามเรื่องเล่าของไอร์แลนด์ ก็มักจะปรากฏภาพเป็นช่างทำรองเท้า หรือภูติที่กำลังซ่อมรองเท้าอยู่ด้วย

The Origin of Leprechauns in Irish Mythology

Nothing captures people imagination quite like the magic and mystery of Leprechauns. They are said to be small mischievous male faerie-folk that inhabit Ireland. They are also said to be great cobblers and that they posses vast riches.

The Origins of the word leprechaun may come from the Irish word
Leprechauns of myth were generally believed to wear red suit not the green ones we depict them wearing today. William Yeats described the Leprechaun in his 1888 book

Leprechauns are believed to also have powers of hypnotism and trickery, that they use to fool and deceive so that they may escape human capture. They are also believed not to be able to move when a human stares at them, So if you even see a Leprechaun don't blink cause you just might just lose your chance at finding his treasure. leipreachán, Fairy and Folk Tales of the Irish Peasantry He is something of a dandy, and dresses in a red coat with seven rows of buttons, seven buttons on each row, and wears a cocked-hat." Leprechauns are also believed to hide their treasures and if you catch one you might be able to get him to disclose the location. Another popular belief is that they hide pots of gold that can be found at the end of rainbows. as such "meaning a Pygmy or sprite. The word could also derive from the Irish leath bhrógan, meaning shoemaker.

st pat lasses

ตำนาน Leprechaun

เรื่องเล่าเกี่ยวกับ Leprechaun เป็นเรื่องเล่าสรุปสั้นๆ ที่ไม่ใช่ตำนานอะไรที่ยาวมากนัก และมักจะมีชื่อเรียกและเรื่องราวติดตามมาแตกต่างกันออกไปตามท้องถิ่นนั้นๆ และมักเป็นเรื่องเล่าที่เล่ากันต่อๆ มา แบบปากต่อปาก จากตำนานเรื่องเล่าเกี่ยวกับ Leprechaun โดยพื้นฐานแล้ว พวกนี้จะเป็นภูติจิ๋วที่ไม่มีภัยอันตรายใดๆ พวกมันจะมีความสุขกับการใช้ชีวิตอย่างสงบเงียบๆ ตามพื้นที่ชนบทอันห่างไกลจากความเจริญและผู้คน (มีความเห็นที่ต่างออกไปกันว่า พวก Leprechaun จะอาศัยอยู่ตามลำพังเท่านั้น หรือคบค้าสมาคมกับพวกภูติอื่นๆ ในธรรมชาติด้วย) บางตำนานเชื่อว่าพวก Leprechaun เป็นพวกเจ้าเล่ห์ ฉลาดแกมโกง และชอบเล่นซนในทางเสียๆ หายๆ ด้วย

หนึ่งในความเชื่อที่มีชื่อเสียงที่สุดเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับ Leprechaun คือพวกมันร่ำรวยและสะสมทรัพย์สมบัติเอาไว้อย่างมหาศาล เช่นเดียวกับทองที่มีอยู่อย่างล้นพ้นและถูกเก็บไว้ในที่ซ่อนลับของพวกมัน ซึ่งที่ซ่อนนั้นจะถูกเปิดเผยได้ด้วยการจับ Leprechaun มาขู่เข็ญให้บอกที่ซ่อนเงินทองของมัน

st pat515-1003

ตัวอย่างตำนานเรื่องเล่า Leprechaun ต่างๆ

มีชาวนาหนุ่มคนหนึ่งจับ Leprechaun ได้ และบังคับให้มันบอกที่ซ่อนทรัพย์สมบัติของมัน ซึ่ง Leprechaun ก็บอกชาวนาว่า มันได้ฝังทรัพย์สมบัติไว้ที่ทุ่งกว้าง ใต้ต้นแร็กวอร์ทต้นหนึ่ง (ต้นไม้ป่ามีดอกสีเหลือง) ชาวนาหนุ่มไปหาต้นแร็กวอร์ทตามที่ Leprechaun บอก ก่อนจะผูกโบว์สีแดงไว้ที่ต้นไม้ต้นนั้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ให้เขาจำได้ แล้วจึงให้ Leprechaun ทำสัญญากับตนว่าจะไม่เอาโบว์สีแดงนั้นออก จากนั้นเขาจึงปล่อย Leprechaun ไป ก่อนจะวิ่งกลับไปเอาพลั่วมาเพื่อเตรียมขุดสมบัติจากใต้ต้นไม้ ในตอนที่เขากลับมานี่เอง เขาสังเกตว่าต้นไม้ทุกต้นกลับมีโบว์สีแดงผูกติดอยู่เหมือนกันหมด ทำให้เขาไม่สามารถหาต้นที่เขาผูกไว้ตอนแรกเจอได้ และชวดสมบัติไปในที่สุด

st pat_parade

อีกเรื่องหนึ่ง มีเด็กสาวคนหนึ่งจับ Leprechaun ได้ และขอให้มันพาเธอไปหาสมบัติของมัน โดยเธอได้จับ Leprechaun ไว้ในมือของเธอ และเดินไปตามทางที่ Leprechaun นำไป แต่ในทันใดนั้นเอง เธอกลับได้ยินเสียง หึ่งๆ ดังมาจากด้านหลังของเธอ Leprechaun ตะโกนบอกกับเธอว่าเธอกำลังถูกฝูงผึ้งจำนวนมหาศาลไล่หลังเธอมา แต่เมื่อเธอหันกลับไปมอง ก็หามีฝูงผึ้งดังกล่าวไม่ และเมื่อเธอหันกลับมาดูในอุ้งมือเธออีกที Leprechaun ก็ได้หายตัวไปเสียแล้ว (เพราะละสายตาไปจากมัน)

st_patricks_parade_2010_leprechaun

นอกจากนี้ยังมีตำนานเรื่องเล่าแบบอื่นๆ เกี่ยวกับ Leprechaun อยู่อีกมากมาย อาทิเช่น หากตามสายรุ้งไปจนถึงสุดปลายสายรุ้งได้ จะพบกับ Leprechaun และทรัพย์สมบัติอันมากมาย คือ ไหที่เต็มไปด้วยเหรียญทองคำ

st pat553BC

อยากได้ไหที่เต็มไปด้วยเหรียญทองคำกันหรือปล่าวคะ 5555 ทองแพงด้วยสิตอนนี้ อิชั้นก็อยากได้มากค่ะ แต่ไม่รู้จะไปไล่จับไอ้เจ้าภูติเขียวเล็ปปริคอนนี่ได้ที่ไหน แต่เค้ามีเคล็ดลับบอกต่อๆ กันมานะคะ ว่าถ้าเจอไอ้ตัวแสบจิ๋วนี่แล้วห้ามกระพริบตานะคะ พอลืมตามาปุ๊บ มันจะหายตัวไปแล้วค่ะ และมันก็จะพยายามใช้เล่ห์กลหรือสะกดจิตให้เราละสายตาไปจากมัน แค่ชั่วพริบตา มันก็หายแว๊บบบบ…ไปเลย น่าตบกระโหลกเน๊าะ 555

st patLeprechauns_

Leprechaun กับ วันฉลองนักบุญแพทริค (St. Patrick’s Day)

st-patricks-day-beer-by-leprechaun-hat

บรรยากาศในวัน Saint Patrick's Day หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า St. Pat อะไรๆ ก็สีเขียว ไอริชผับ เบียร์มีเขียว ชาและเครื่องดื่มต่างๆ ก็สีเขียว เค้ก คุ๊กกี้ ฯลฯ สีเขียว เดี๋ยวมาเล่าต่อ ง่วงแล้ว

แม่น้ำที่ชิคาโกถูกทำให้เป็นสีเขียวเพื่องานในวัน Saint Patrick 's Day

วงดนตรีพื้นบ้านที่ดับลิน

Lucky You Lucky Me….

Happy St. Patrick's Day 

 

Monday, March 16, 2009

I Love you… หมายความตามนั้นหรือปล่าว

IMG_2523-s

เกิดมาเป็นตัวเป็นตนคนตัวเบ้อเริ่มเทิ่ม ก็มีแฟนมาพอนับได้ 555 ไม่ใช่นับไม่ถ้วน อิชั้นรู้ตัวค่ะว่าหน้าตาไม่ได้สวยสะ หุ่นไม่ได้งามสะโอดสะองดังนางงามหรือนางแบบ แต่ก็ไม่ได้ แหว่ง โหว่ ปัดเป๋ บิดเบี้ยว พิกล พิการใดๆ แถมอุปสัยแจ่มใสร่าเริง สุขภาพอ้วนท้วนแข็งแรง สติปัญญาเฉียบแหลม…ปี๊ดดดด…5555  ก็เลยต้องเคยมีแฟนกะใครๆ เค้าเหมือนกัน ที่อยากจะบอกคือ ดิชั้นน่ะใช้ทั้งของในของไทยของนอกเลยนะคะ (นามสกุลย่ะ อย่าคิดมาก 5555) มีแฟนคนไทย แฟนฝรั่ง มีมามากมายหลากหลายแบบ รักลุ่มหลงเอาใจ ตามใจ บริการ เยี่ยงเจ้าหญิงก็มิปาน ไอ้แบบ “control freak” ก็เคย ซักถามทุก 15 วินาที โทรจิกทุก 30 นาที …ทำอะไร อยู่ที่ไหน กลับบ้านเมื่อไหร่ …. นั่งรถไปด้วยกันเห็นเงียบๆ นิ่งๆ ก็โพล่งขึ้นมา …คิดอะไรอยู่ บอกมาเดี๋ยวนี้นะ … อ้าว..เชี่ยนี่ บุกรุกแม้กระทั่งความคิดในห้วงอารมณ์ว่างปล่าว 555 พอทำโง่ๆ เซ่อๆ บอกไปก็..โกหกหรือปล่าว… อ๊ะ ไอ้นี่ชักบ้าอาละวาด …คบได้ไม่นานก็ขาดกัน …เล่าสาธยายได้ไม่หมด เรียกว่าเจอมาซะมากมายหลายประเภท

เกริ่นมายาวยืด คือ การที่มีแฟน หรือ สามี ไทย หรือ ฝรั่ง ด้วยที่วัฒนธรรมต่างกัน การแสดงออก การ “ทรีต” ผู้หญิง (อันเป็นที่รัก) ก็จะต่างกัน ไม่เคยคิดตำหนิคุณผู้ชายไทยว่า แห้งแล้ง เฉยเมย ฯลฯ หนุ่มไทย (บางคน) ก็เปิดประตูให้เดินเข้าก่อน เลื่อนเก้าอี้ให้นั่ง เดินจูงมือ (ดังมีแฟนตาบอด 555) เดินข้ามถนนก็อ้อมหน้าอ้อมหลังเพื่อแสดงความปกป้องหากรถชน-เธอพร้อมที่จะตายก่อน แต่ไอ้ที่วิ่งวนอ้อมหน้าหลังก็เลยจะขัดขากันหกล้มให้รถทับตายเสียทั้งคู่ ดูเหมือนพยายามทำความดีก็ดูไม่เข้าท่า 555 คือทำแต่พองาม อย่าเยอะ อย่ามากเกิ้นนนน… แถมหลายๆ การปรนนิบัติต่อสุภาพสตรีในที่สาธารณะ อย่างโอบหลังโอบไหล่ จุ๊บแก้ม ฯลฯ ก็ดูไม่เหมาะสม คนไทยชินกับ “เก็บกด” ทางด้านการแสดงออกของความรู้สึก เลยทำให้ดู เฉยๆ 555

ส่วนฝรั่ง (ส่วนใหญ่) ด้วยประเพณีเค้าแตกต่างจากของเรา เจอหน้ากอดรัก จูจุ๊บ ทักทายเซย์ hello หรือ เวลาล่ำลากัน ก็กอดกันอีกซักที จูจุ๊บอีกซักหน่อย แล้วก็ บ๊ายบาย คุยกันไปคุยกันมา เนื้อหาสาระ..แหม… very touch ก็กอดกันอีกซะหน่อย โทรศัพท์คุยกันก็ คิดถึงน้า…ตะเอง พอจะวางสายก็  Love You… Bye Bye! หรืออะไรๆ ก็ว่ากันไป เมื่อไม่นานนั่งดูละครสวรค์เบี่ยงบนยูทู้บ 3 วันรวด ยังขำตัวเองเลย ที่เห็นพระรอง ชื่อไรลืมแล้ว แสดงโดย หลุยส์ พ่อคุณคนนี้ก็แสนดีกับนางเอก ช่วยเหลือสารพัด นางเอกก็ได้แต่ “ขอบคุณนะคะ ขอบคุณมากๆ นะคะ” ทุกทีไป ยิ๋งทดก็รู้สึกขัดใจยิ่งนัก แหม… เป็นกรูนะจะโดดกอดหอมไปอีกแปดฟอด แล้วก็ฉุกคิด.. เออ คนไทยไม่กอดกันเน้อ…ลืมไป กระแดะเป็นหรั่งจ๋าเชียวกรู เมื่อครั้งยังทำงานอยู่ที่เมืองไทยก็ทำแต่กับชาวต่างชาติฝรั่งมังค่ามาโดยตลอด ส่วนมากก็ “เช็คแฮนด์” นานๆ ที บางคนเผลอกอดอิชั้นเข้าก็ ขวยเขินแทบแย่ แถมมีความรู้สึกอายเพื่อนร่วมงานซะอีก พอมาตอนนี้คิดย้อนหลังไป… เอ๊ะ กรูทำผิดอะไรเหรอ ทำไมต้องอายด้วย 555 บร้าจริงๆ

ที่ยกตรงนี้ขึ้นมาเล่าเพราะ ฝรั่งบ้าสามีของยิ๋งทดเนี่ย มีบางแก๊กที่ขำก๊ากมากมาย เธอจะโทรจากที่ทำงานมาที่บ้านหรือโทรเข้ามือถือ วันละหลายหน จะมีรอบ บ่าย 4 กับ 6 โมงเย็น เพื่อคุยกับลูก ถามไถ่เรื่องโรงเรียน เรื่องการบ้าน ฯลฯ รอบ 4 ทุ่มก็คอยถามลูกๆ นอนหรือยัง นอกนั้นก็โทรหายิ๋งทด วันละ หลายรอบ (ยิ่งถ้ารู้ว่าไม่อยู่บ้านเพราะมีภาระกิจใดๆ ต้องไปขับรถตะลอนวุ่นวายอยู่นอกบ้าน-ก็จะโทรบ่อยนิดนึง) ทุกครั้งที่โทรจะถามเรื่องลูกเต้า ข้าวปลาอาหารกินอะไรกัน ทำอะไรกัน ไปไหน ฯลฯ คือทำเป็นนิจกิจวัตร ถ้าไม่โทรมาจะแปลกมาก บางทีกังวลว่ามีปัญหาอะไรหรือปล่าว (ลืมบอกไป สามี-บลูคอลล่าร์ของอิชั้นทำงาน บ่าย 4 โมง - เที่ยงคืนค่ะ บางทีทำโอทีก็ จากเที่ยงวันยันเที่ยงคืนเลยค่ะ)

page-84

เมื่อไม่กี่วันมานี้มีการ “กัด” กันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง อีก๊อตโทรมาบ้านหลังจากไปทำงานได้ไม่ถึงชั่วโมง I miss you so much Babe! blah blah blah …. อิชั้นง่วนอยู่กับเก็บเช็ดน้ำส้มที่ไอ้ตี้ทำหกไว้ ก็ Waz Up! ตอบ เออๆๆๆ แล้วไง ถ้าไม่มีอะไรกรูจะวางละนะ อีตุ๊ดก๊อตก็บอก เป็นไรเหรอ โมโหไรเหรอ ทำไมเหรอ ไม่สบายหรือปล่าวอีฮันนี่ บลาๆๆๆ ก็เลยตวาดแว๊ดไป แล้วอธิบายไปว่ายุ่งๆ อยู่ มันก็ อ๋อเหรอ …อิชั้นก็ …เออสิวะ มันก็ตัดพ้อ อุตส่าห์คิดถึง … ฟังแล้วก็ เฮ้อ… เบื่อเว้ย อีตุ๊ดงอนอีกแระ แล้วมันก็ เลิ๊บยู บาย… เลิ้บยู บาย …. อิชั้นก็…เออ วางหูโครมไป

อีกซัก 5 วินาที โทรศัพท์ดังอีก รู้เลย ว่าเป็นใคร ก็รับแล้วถามไป อะรายอี๊กกกกก…. มันก็บอก you didn't say you love me before you hang up …ก็เลยได้ที กวนทีนมันซะเลย…I’m sorry…I was so busy cleaning up your son’s mess … whatever… may I ask you somthing?!! ที่อึงชอบพูด “เลิ้บ” กับกรู วันละ 500 ที น่ะ Do you mean it?  มันก็บอก เออสิวะ of course พูดไปก็หมายความตามที่พูด wad da f**king wrong with you ถามงี้ได้ไง E อ้วน 55555 อิชั้นก็สวนไป…อ้าวเหรอ… I always think it’s just a complimentary close, to end the conversation! อีก๊อตก็โมโหขาด-ว๊ากกลับซะมากมายจากอีฮันนี่ กลายเป็นอีห่านี่ในทันใด งั้นที่ที่อึงบอกเลิ๊บกรูที่ผ่านมา อึงก็ไม่ได้รักกรูจริงล่ะสิ E อ้วน…. ให้มันได้อย่างงั้นสิ 55555 พอก่อนมันจะวางหู….เทพบูดของอิชั้นก็ I love you and I meant it! ยิ๋งทดก็สวนไป I love you tooooo…. and I meant it, my love for you is so real, so clear, pure and serene & it came from the bottom of my heart and nothing gonna change my love for you …. ไอ้อ้วนยิงกลับมา E.N.O.U.G.H. แล้วก็ วางโทรศัพท์เปรี้ยงไป 5555

page-86

ปล. นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สุดที่รักของดิฉันโทรกลับมาทวงให้บอกรักหลังจากเพิ่งวางโทรศัพท์ไป ไม่บ่อยค่ะ แต่ปีละหลายๆ ครั้ง 5555 ขำต่อ 555

Sunday, March 15, 2009

วึดเอนด์ที่ยุ่งๆ นิดหน่อย

ทีแรกได้รับเชิญไปงานวันเกิดสะเต็บแด้ดของอีก๊อตเค้า บอกมาว่าจะจัดวันเสาร์ อีก๊อตก็จัดตารางทำงานจนลงตัว จู่ๆ เมื่อวันศุกร์ก็โทรมาเลื่อนจากวันเสาร์เป็นวันอาทิตย์ สรุปอีก๊อตไปไม่ได้เพราะวันอาทิตย์ต้องทำงาน อิชั้นก็ต้องพาลูกๆ ไปไม่ชอบจริงๆ เลยนะ ธุระปะปังที่เกี่ยวกับพวก IL

มาดูรูปไอ้ตี้ถูกพี่ตีกระอัก เพราะไปรื้อกระเป๋าเครื่องสำอางพี่มาเล่น 5555 เห็นว่าลิปสติกหักไปหลายอันอยู่ แม่มันก็สมน้ำหน้าทั้ง 2 ตัว เพราะอีมี่เล่นอะไรแล้วไม่เก็บ ส่วนไอ้ตี้ก็โดนฟาดเรื่องเล่นเครื่องสำอางเค้าไม่รู้กี่ครั้งแล้ว 555 แม่อู๋เลยปล่อยมันเช็คบิลกันเอง….. ดูกางเกงมันสิ มันเล่นอยู่นานมากเลยนะนั่น ส่วนรูปที่เสื้อผ้ายังสะอาดเอี่ยมนั่นเพิ่งตื่นนอน อาหารว่างโดยแม่สันหลังยาวคือ มะม่วงสุกกับขนม 5555

page-311

เล่าเรื่องวันเสาร์ก่อน อืดอยู่บ้านทั้งวัน อีก๊อตป่วยเป็นหวัด ซึ่งตั้งใจจะไม่ไปทำงานเพราะกะว่าต้องไปงานวันเกิดพ่อเลี้ยง พอเค้าเลื่อนตัวเองก็ป่วยซมซะ เลยโชคดีได้อยู่บ้านพักผ่อน ยิ๋งทดก็เลยยุ่งอยู่บ้านหุ่งหา (อุ่น) อาหารเลี้ยงลูกผัว ซักผ้าซักผ่อนไปตามระเบียบ พอเช้าวันอาทิตย์ก็แจ้นไป เฟะโน่ ที่ พิซซ่าพาเล่อร์ของน้องสามี (อีแวว-Valerie) ไม่มีอะไร ก็แค่กินๆๆๆ ให้ลูกๆ เล่นเกมส์ วิ่งไล่จับไอ้ตี้ คุยๆ เงียบๆ อบขี้ฟันบ้าง นั่งทำหน้าปั้นจิ้มปั้นเจ๋ออย่างอดทนอยู่ได้ตั้งเกือบ 2 ชั่วโมง รอเมื่อไหร่พวกมันจะตัดเค้กซะที จะได้เปิดตูด…. สุดท้ายมันก็ตัดเค้ก 555 โยนลูกใส่รถแล้วก็แจ้นนนน….จบซะที

page-310

จากนั้นพาลูกไปมอลล์ เพราะจะไปซื้อโทนเน่อร์เช็ดหน้าของเอสเต้ ไปแบบโง่ๆ เซ่อๆ ไม่ได้วางแผน ปรากฏว่าเค้ามีชุดของแถมถ้าซื้อครบ $27.50 พอไปถึงต้องตะลึง คนตรึม แย่งกันซื้อ ก็ส่งยิ้มให้บีเอขาประจำ อีมาเรีย มันเสือกหน้าหงิกใส่ เดินมาบอกว่าเดี๋ยวมาดูและยูนะ ยิ๋งทดก็เออๆๆๆ พอมันเสร็จธุระกะอีป้าคนก่อนหน้า มันก็โดนอีป้าไม่มีระเบียบชิงตัวไปต่อหน้าต่อตาอิชั้น นังมาเรียหันมาบอก ยูเน๊กซ์ …ห๋า… ได้ไงฟระ กรูมาก่อนอีบ้านั่นตั้งนาน เชอะ ไม่รอแระ ไปซิโฟร่าดีฝ่า เลยไปลาก เบสของ smashbox มากระแทกหน้า 555 แล้วก็ไม่ลืมขอเบสเขียวมันมาด้วย คุณน้องคนที่จัดห้ายยยย…. คราวนี้ใจดี แม่กดเอาปั๊มเอาซะเกือบเต็มกระปุกตัวอย่าง 5555 สะใจเจ้มาก…. ขอบอก

page-308

จากนั้นก็วนไปเหล่เค้าเต้อร์เอสเต้อีกที ยังไม่ “ซา” อีกแนะ… เลยไปจัดการลากลิปมันกะลิปกลอส Hello Kitty (Limited Edition) ของ M.A.C มาซะให้สะใจเข้าไปอีก คราวนี้เอา Hot Pink ทั้ง 2 อย่าง 555 เพราะเค้าบอก เทรนด์ปีนี้สีชมพูนะคะ นู้ดๆ จะไปแล้วจ้า ยิ๋งทดต้องเกาะเทรนด์ให้แน่น 555 จริงๆ อยากได้สีชมพูแอ๋นๆ แต่เป็นลิปครีมที่สีมัน bold ไอ้รุ่นเฮลโหลคิดตี้มีแต่เนื้อบางๆ มันๆ แต่เอาวะ ชอบไอ้ Hello Kitty ก็เลยต้องซื้อมา 555 สนองตัณหา second childhood ของอิชั้น 5555

page-309

Saturday, March 14, 2009

Help Needed! อยากซื้อชุดใส่ไปจ่ายตลาด เพื่อนๆ ช่วยเลือกที 5555

นี่คือพวกที่เข้ารอบแรกหลังจากเลือกชมมากมายหลายร้อยชุด กะว่าจะซื้อซัก 4-5 ชุด เอาชุดไหนดีน้า คุณเพื่อน 55555 หรือคุณเพื่อนชอบชุดไหนก็เลือกซื้อเลือกใส่กันตามชอบ เด้อค่ะเด้อ

page-306

ชุดแรกกับชุดที่ 2 นี่ ชอบผมที่มีหูเหมือนแบํทแมน ไอ้แว่นบ้านั่นใส่แล้วจะเห็นถนนหนทางมั๊ยหว่า แต่ละชุด “เริ่ด” ถูกใจน่าใส่เดินรดน้ำต้นไม้หน้าบ้านซะจริงๆ อวดคนที่เค้าขับรถผ่านไปมา ส่วนเพื่อนบ้านคงไม่อยากเสวนาด้วย 5555 หรือจะใส่ไปเที่ยวบาร์ม้งบาร์ลาว 555 ทอล์กออฟเดอะลาวทาวน์…แน่นอน

page-307

กลุ่มต่อมาชอบหลายชุด โดยเฉพาะชุดแรก กับชุดที่ 3 คือ ไปไหนๆ ได้สบายเฉิบไม่ต้องระแวงโจทย์และเจ้าหนี้ 5555 นอนนั้นก็ชอบ เพราะอิชั้นเป็นคนคี่ร้อน บางเบาใสแจ๋วแบบนั้นถูกใจจริงๆ ค่ะ

page-305

Friday, March 13, 2009

Thinking big - ร้านเสื้อผ้าคุณแฝดน้องเลิ้บของอิชั้น

 

บางกอกโพสต์สัมภาษณ์ อ่านแล้วก็ปลื้ม ก็หวังแต่ให้ร้านของ หนุ่ยกะตู้ ขายดียิ่งๆ ขึ้นไปนะ

http://www.bangkokpost.com/life/family/13314/thinking-big

เอามาแปะตรงนี้ด้วยเลย

- * – * – * – * – * – * – * – * – * – * – * – * – * – * – * – * – * – * – * –

 

Thinking big

Onuma Chaisumrej talks about why she opened a high-end boutique catering exclusively for oversized women

By: KANOKPORN CHANASONGKRAM

Published: 13/03/2009 at 12:00 AM

Newspaper section: Realtime

ScreenShot054 ScreenShot055

She didn't want to chase after a monthly salary, and so Onuma Chaisumrej tried her hand at being an entrepreneur. The ex-secretary and her twin sister encountered problems in shopping for clothes because department stores didn't carry their sizes. Salespeople would always say to them "Mai me" (We don't have). The optimistic Onuma wanted to hear a "me" (have), leading her to establish a high-end boutique for oversized folks.

Besides apparel, the boutique offers hand-made accessories by Onuma.

ME Plus Size boutique opened its doors last December. The name 'ME' also sends a message of positive self-esteem to women that they should be proud of themselves no matter how much they weigh.

The novice entrepreneur runs the business entirely by herself, and does almost every thing from buying fabrics and accounting to customer service and modelling the designs. However, she has a professional designer and a team of dressmakers in the production part of the business.

"It's not a 200 baht mass production garment made by sao rong ngan Chantana (factory workers). We use imported fabrics and the pattern is done here in Bangkok," she says. "The pattern and fabric are then sent to skilful dressmakers, who live in provinces like Lop Buri, Khon Kaen and Maha Sarakham, for machine and hand sewing. They send me back the finished clothing and voila we have a chic collection, specifically designed for fat people."

Interestingly, the dressmakers used to work for famous boutiques in the Sukhumvit area that are now closed down. The thoughtful Onuma doesn't mind the increased transportation costs because she wants to offer quality clothing; and moreover it's an income distribution that helps rural women have a better livelihood.

Why did you become a secretary?

I didn't like school and took vocational training at the Convent of the Infant Jesus to become a secretary. It wasn't about learning by rote and the Convent of the Infant Jesus groomed us on developing a positive attitude, thinking creatively and personality for working life.

I began working at the age of 19 and over the last 20 years, I've been a job-hopper. Without job satisfaction, I moved to another company and altogether I have working experience at 22 organisations.

Perhaps because of my proficiency in the English language and my adaptability, it was easy for me to find a job as a secretary or an office manager. On the contrary, many people with a university degree have difficulty in landing a job.

There is a social value in going to university to get a bachelor's, follow by a master's and if possible a doctorate degree. Education is indeed important but having a high degree may not mean that you're good at work. I've seen young graduates who would only start off their career with the title 'manager' and they are unlikely apply for a lower position, like a clerk.

In the past, people would start from the bottom in order to reap experience and gradually step up to becoming a manager. Even though they don't have a degree from a foreign university, they know what their job is all about.

What was fun about being a secretary?

I have had the opportunity to work with executives of many nationalities: English, Australian, German, American and Thai. I had British bosses, who were very nice because they were such English gentlemen. I had a German boss, who was very strict, and it felt like being in a gas chamber whenever he was around watching over my work. Anyway, I have to thank him for making me more thorough about typing.

‘‘Women should be proud of themselves no matter how much they weigh,’’ says Onuma. Twin sisters, Atiporn and Onuma Chaisumrej modelling the boutique’s first collection. PHOTOS: ANUSORN SAKSEREE

Why did you quit being an office girl?

The life of a white-collar worker became a bore. It took me an hour to get to the office, then I spent 8 hours in front of the computer waiting to go home, which meant enduring another hour of traffic. Altogether, 10 hours of my life were gone each day in order to get a monthly salary.

I often wondered how much street vendors, selling charcoal broiled squid or meatballs, made each day. To my surprise the vendors, whom I have talked to, told me that they can make more money than me and furthermore they have more spare time and a better quality of life.

So I decided to open my own business, which would also allow me to have more time to take care of my mother.

Were you deterred by the economic recession?

Despite the unfavourable economic environment, I firmly believe that there is a potential market for high end 'plus size' apparel. Walking around Siam Paragon, I spotted my future customers. There were so many women of my size and even bigger.

If the boutique gets off the ground, I will continue being an entrepreneur. If it doesn't work out, in my early 40s I can always find a job. If I open a business at 45 and it fails, it would be harder to seek employment in my late 40s.

Do you offer XXL?

At department stores, the biggest size may be 42 but we have 5 sizes, from 42 to 50 (waist in inches). At first, we were not quite sure whether we could sell a size 5 but when we first opened the boutique clothing of size 4 and 5 were sold out before a size 2.

Finding evening gowns is also a big problem for plump people, especially when there's a wedding party coming up, let's say next week. The boutique has ready-to-wear evening gowns as well as accessories to glam up for any event. In addition, we will be working on offering more underwear, which fat people also have a problem in finding in bigger sizes.

How do you come up with the designs?

It's not about expanding the size of clothing for thin women. So we're not doing mini-skirts to show off cellulite or tight tops that would make us look like a khao tom mad (steamed sticky rice with banana wrapped in banana leaf).

The designer is an artist, who knows what women our size want because he weighs 100 kilos. He considers physical build and comfort in designing clothing for fat women who can be fashionistas in their own way. The first collection is a take on a contemporary Victorian style while the next collection will be colourful smart casual summerwear.

What is it like to be a twin?

It's a joy to be a twin because you have a true friend. We went to school together and if I got into a fight, I would always have Too on my side. We even started working in the same place, and Too was a secretary for another department. Our lifestyles are completely the opposite though in that Too is an outgoing person who likes to travel while I prefer to stay at home to pursue hobbies like cooking and handicrafts.

With the different lifestyles, why is it that you're both pretty much the same size?

The youngest of eight siblings, we were formerly nicknamed Nuch and Nid. Two of our sisters were air hostesses, who would always come back home from abroad with two suitcases, one carrying their belongings, the other biscuits, chocolates and sweets for us.

As a result, both of us started putting on weight. Because Nuch and Nid didn't sound right with the ballooning size, we were renamed Mootoo and Nui Nui.

Do you still wish to be a slimmer Nui Nui?

We were the sexy twin sisters, who liked to dress up in colourful tops and mini-skirts. At first, I desperately wanted my slender silhouette back and took slimming drugs. The treatment totally failed and the yo-yo effect had me gaining even more weight and 60 kilos became 80 kilos.

Then came the moment of truth that I couldn't be thin again. Despite the weight problem, I'm fat, healthy and strong with a normal total cholesterol level.

What would you like to do more for oversized people?

There is a trend for clothing and boutiques for fat people. Nevertheless, I still feel that we are being overlooked or considered as unhealthy people.

One day, I would like to organise an event or exhibition for the oversized so that they can network as well as find all the things they're looking for to make their lives easier.

ME Plus Size Boutique is located on the third floor, Duchess Plaza, Sukhumvit Soi 55. For more information, call 087-598-0005.

 

เคยโพสต์เกี่ยวกับร้านนี้นานแล้วนะ ไปรื้อฟื้นกันได้ตรงนี้เลย

http://oohsworld.blogspot.com/2008/12/me-plus-size-boutique.html

3 Men Fight Killer Shark For 2 Hours

เมื่อเช้านี้ดูทีวี ดูมันแทบทุกช่อง ตอนนี้นอกเหนือจากข่าวความคืบหน้านังแม่ของแฝด 8 ก็ไม่มีอะไรน่าสนใจ อะไรๆ ก็ เรื่องเศรษฐกิจตกสะเก็ด ฟังมากดูมากก็เซ็งกันไปใหญ่ ตื่นเช้ามาก็นั่งเป็นเพื่อนไอ้ดีเตรียมตัวไปโรงเรียน ดูทีวีไปเรื่อยๆ พอเห็นเค้าสัมภาษณ์ไอ้ผู้ชาย 3 คนกับฉลามเสือ 12 ฟุต ก็เลยดูเหมือนเปลี่ยนบรรยากาศได้นิดนึงเลยเอามาแบ่งกัน บ้านนี้เมืองนี้ ช่องข่าวหลักๆ มีไม่กี่ช่องหรอก เมนลี่ก็มี ABC, CBS, NBC, CNN, MSNBC และอื่นๆ อีกนิดหน่อย ข่าวก็ข่าวเดียวๆ กัน ถึงจะต่างทีมข่าวแต่ในรายละเอียดไม่ค่อยต่างกันหรอก

 

อันแรก จาก CBS





อันนี้จาก NBC



ไม่ได้ก๊อบมาจากที่ไหนอีก เพราะมันก็จะ "ครือๆ " กันนั่นแหละ ดูกันแก้เซ็ง ปกติจะ "ทึ่ง" คนที่ Snorkeling เก่งๆ อยู่แล้ว ไม่ค่อยจะ "งึด" Scuba Diving เท่าไหร่ เพราะอุปกรณ์เพียบเลยย่ะ ไอ้พวกนี้ สะน๊อร์ก.... ขึ้นๆ ลงๆ อยู่ 2 ชั่วโมง โคตรเก่งเลย  มันเอาปืนฉมวก ฆ่าๆๆๆ เน้นว่า “ฮิวเมนลี่” คือ เอาให้ตายในเวลารวดเร็ว ไม่ทารุณสัตว์ ฮิ แล้วยังต้อง "เจือก" พยายามเอาไอ้หลามขึ้นมาด้วย ตอนจบต้องปาดเนื้อแด๊ก ซูชิสไตล์ เอาเคล็ดว่าเป็นคนจับปลาเพื่อมาเป็นอาหารมิใช่ล่าในเชิงกีฬา จะว่าไปฝรั่งมันก็ถือเคล็ดถือโชคลางเหมือนกันนิ เป็นอิชั้นก็ไม่คิดอะไรหรอก สำรักน้ำตายห่าไปก่อนฉลามจะแด๊กซะอีก 55555

ไปซื้อกับข้าว แต่ไม่รู้ได้อะไรมา 555

 

461401gjhzmsirin

เริ่มตรงนี้ก่อนเลย คือไปแวะกินอะไรก่อนที่ร้าน “วี” เพื่อนเลิ้บ เพราะลูกหิวไส้ขาด วิ่งตูดแป้นมาจากโรงเรียนก็ไล่ขึ้นรถแจ้นไปเฟะโน่เลย พอไปถึงก็คุณแม่สั่งขนมเบื้องญวน น้องดีสั่ง “อ่า” ไรไม่รู้ มีข้าวสวยมากองนึงกับหมูชิ้นบางๆ กว้าง 2-3 นิ้ว น่าจะหมูย่างเกาหลีมั๊ง พอกินไปมันก็ อื้ม อือ อา  We should change our shopping route! คือ มันจะเลิกไปกินเฝอ 555 แต่จะมากินร้านน้าวีแทน คุณหญิงวี “วิไลสุข อินทรคำ” (ชื่อคนลาวเพราะเน๊อะ) ฟังแล้วก็ปล้ำหอมแก้มป่องของมัน พอตอนจะออกมาก็ซื้อมะม่วงไอ้เม๊กมา 1 ลัง $11.-  ก่อนออกจากร้านมันเจอใบปลิวอันนี้ รีบโทรบอกผัวว่าจะไปกระทบไหล่ดารา เคลียร์คิวด่วน

scan0003

น่าแปลกที่เป็นภาษาไทย แสดงว่าโปรโมเต้อร์เป็นคนไทย แต่เค้าจะไปจัดที่ร้าน (บาร์) คนลาว ซึ่งเป็นพี่ชายของสาววีนั่นเอง งานนี้ไม่พลาด กร๊ากกกก… เพราะพลาดมาตะล๊อดดดด… ส่วนรูปต่อไปเป็นข้าวปลาอาหารที่ได้มา หมูยอ 4 ก้อนๆ ละ 3 เหรียญ โรตี 3 ห่อๆ ละ 1.99 เหรียญ ส่วนกองข้าวผัด ผัดซีอี๊ว ข้าวเกรียบอ่อน และ ขนมจีนนั่น ได้มาฟรีๆ ไอ้วีให้มา สบายไป พรุ่งนี้ไม่ต้องทำกับข้าว ฮิฮิ  จริงๆ เค้าขายห่อละ 3 เหรียญนะ

page-301

 

ต่อไปเป็นเสื้ออีมี่เค้า คอกว้างไปหน่อย แต่ราคาถูกใจ

page-294

ส่วนคาปรียีนส์ยืดปื้ดตัวนี้ รีบลากมาเพราะเห็นว่าวีคหน้าอากาศจะเริ่มอุ่นแล้ว ปลายๆ 60 ถึง ต้นๆ 70 ยังไม่ได้เปลี่ยน closet กะว่าจะลุยอาทิตย์หน้า วีคเอนด์นี้คิวเต็ม 5555

page-293

เสื้อขาวแขนกุดจุ๊ดจู๋ตัวนี้ บางจ๋อยดี ราคาเดิม 14.82 ลดเหลือ 3 แถมมีเหลือไซ้ส์ยักษ์อยู่ตัวเดียว ซื้อมาต้อนรับหน้าร้อนตับแหก แต่ดูเหมือนต้องรีด ถ้าไม่ต้องรีดคงได้ใช้บริการบ่อยหน่อย 555

page-297

ชุดลายป้าขนาดห่อฟายเนี่ย ถ้ารัดเข็มขัดคงจะไม่ป้า 3 เหรียญ ซื้อมาใส่นอนเล่นๆ อ้วนๆ อยู่บ้านยังคุ้มเลยนะ

page-296

ชิ้นนี้เด็ด เป็นกางเกงรัดหน้าท้องจากยอดอกเลยนะ เป็นสะเตย์เนื้อนิ่ม ราคา 11 เหรียญ กะว่าถ้าใส่สบายจะไปลากสีเนื้อมาอีก เพราะกะเอาไว้ใส่กะไอ้พวกเดรสสั้นๆ บางวันก็ไม่อยากใส่เลกกิ้งหรอก แต่ก็ยังกลัวโป๊…โม๊ะจะออกมาอาละวาด 5555 น่ากลัวนา..สิบอกไห่ โปรดสังเกตตรงปลายขาด้านในมียางๆ อยู่เยอะแยะเลย หนึ่งแถบใหญ่ๆ ริ้วจิ๋วๆ อีกเพียบ ถึงได้ซื้อมาลองก่อนไง ถ้าไม่ชอบก็จะเอาไปคืน ถ้าชอบก็ไปลากมาอีก

page-295

ส่วนเดรสผ้ายืดตัวนี้ สีนี้ใส่แล้วขาวซีดเผือดแน่นอน เหลืองๆ ส้มๆ ใส่แล้ว ขาวหมวยสวยเด้ง 5555 อันนี้ลากมาราคาเต็มๆ ต้องรีบเพราะเดี๋ยวช้างตัวอื่นมาลากไปใส่ซะก่อน ไซ้สขนาดนี้เค้าไม่แครี่เยอะๆ หรอก คือมันเป็นเสื้อผ้าคนธรรมดาไซ้ส์ใหญ่ยักษ์สุด ยังไม่กระโดดไปซื้อโซน Plus Size จ้า พยายามจะไม่น่ะนะ ขอเป็นช้างสุดของโซนนี้ละกัน

page-298

เดรสสั้นอันนี้ก็ไซ้ส์ห่อฟายเช่นกัน ลากมาด้วยเหตุผลเดียวกับไอ้ชุดลายขวางสีส้มนั่น แต่อันนี้ชีฟอง มีชุดสายเดี่ยวซับในแยกออกจากกันได้ ราคาเต็มๆ เพราะเป็นล๊อตล่าสุด (มั๊ง)

page-299

จากนั้นก็เป็นครีมนวด พอดีมีคูปองลด 3 เหรียญจากราคา 5.48 จ้า ส่วนครีมทามือรสผู้ชาย 5555 ซื้อมาให้กุลีที่รัก-บ่นมือแห้งแต่ไม่อยากใช้อะไรที่มันหอมๆ ของคุณเมียราคา 3.50 ส่วนไอ้กองนั่น เบบี้ไว้พ์ .98 ซื้อด่วนเลย เพราะไอ้ตี้เลือดกำเดาไหลใน Target แล้วดันเสือกไม่มีเหลืออยู่ในกระเป๋า นอกนั้นก็ซูเป้อกู…กลู 5555 อิเด๊กซ์แท๊บ แล้วก็ สติกเก้อร์แบบวิบวับเอาไว้ติดเครื่องสำอาง เพราะอย่างลิปสติกมีแต่ของแถมเลยหน้าตาเหมือนกันโม้ด… ฉลาดเน๊อะ… ส่วนเกเตอเหรต สีส้มของอีมี่ โปรสังเกต คอขวดหักบิดทั้งสองขวด เอกลักษณ์ของอีมี่เลย 555 ซื้ออะไรหักพังหงิกงอตาหลอด 5555

page-300

435196qbf2r3vm8r

Monday, March 9, 2009

แพทย์จีนแนะอาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรทานมากเกินไป

page-01

แพทย์แผนจีนอาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรกินมากเกิน เคล็ดลับการดูแลสุขภาพตามศาสตร์แพทย์แผนจีนอาหาร 10 อย่างที่ไม่ควรกินมากเกิน บรรดาอาหารสารพัดชนิดที่มีให้หาซื้อกันได้อย่างเสรีนั้น มีคุณประโยชน์แตกต่างกัน อีกทั้งปริมาณที่กินเข้าไปด้วย นั่นคือ ไม่มากเกิน ไม่น้อยเกิน แต่ควรกินอยู่ด้วยความพอดี ยึดทางสายกลางเป็นหลัก (ไม่อยากตายไวก็จงรีบปฏิบัติตามนะเพี่ยนๆ ใครอยากอยู่แบบ “อม-ตะ” อย่าไปแด๊กอะไรกันเลย 5555)


เคล็ดลับการดูแลสุขภาพตามศาสตร์แพทย์จีน ว่าด้วยเรื่องอาหารการกิน 10 อย่าง ที่ไม่ควรกินมากเกิน มีดังนี้


1. ไข่เยี่ยวม้า ไข่เยี่ยวม้ามีส่วนประกอบของตะกั่วการกินไข่เยี่ยวม้าปริมาณมากๆ และบ่อยๆ อาจเกิดพิษจากสารตะกั่ว นอกจากนั้นยังทำให้การดูดซึมแคลเซียมลดน้อยลง เกิดภาวะขาดแคลเซียม ทำให้กระดูกผุได้ (อันนี้นานๆ ก็นึกอยากกินขึ้นมาเหมือนกันนะ ผัดกระเพรา คงไม่เป็นไรมั๊ง เพราะไม่ได้กินบ่อยๆ)

2. ปาท่องโก๋ กระบวนการทำปาท่องโก๋มีการใช้สารส้มเป็นส่วน ประกอบ และในสารส้มมีส่วนประกอบของตะกั่วการกินปาท่องโก๋ทุกวันจะทำให้ไตทำงานหนัก ในการขับสารตะกั่ว ซึ่งเป็นพิษต่อสมองและเซลล์ประสาท ทำให้เสื่อมเร็ว เป็นโรคความจำเสื่อมนอกจากนี้ย้งทำให้คอแห้ง เจ็บคอโดยเฉพาะคนที่ร้อนในง่าย (ตอนที่ยังอยู่กุงเต้บ จะมีกี่วันใน 1 สัปดาห์ที่ไม่ได้กิน “โก๋” ฟระ เช้ามาขับรถไปทำงานปากก็คาบ “โก๋” ไว้แล้ว 5555)

page-02

3. เนื้อย่าง ประเภทต่างๆเนื้อที่ถูกรม ย่างไฟ จะเกิดสารเบนโซไพริน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งชนิดหนึ่ง (อันนี้เห็นใครๆ ก็บาร์บีคิวกันตลอด ไปกินบ้านเค้าก็หลีกเลี่ยงลำบาก เป็นคนเห็นแก่แด๊กซะด้วยสิ ยิ่ง L-ก-ฮ เข้าปากไปแล้วด้วย ความระมัดระวังลดลงเย้ออออ….ะ 55555)

4. ผักดอง การกินผักดอง หรือของหมักเกลือนานๆ จะเกิดการสะสมของเกลือโซเดียม ทำให้หัวใจทำงานหนัก เกิดโรคความดันเลือดสูง และโรคหัวใจได้ง่ายนอกจากของหมักดองยังมีสารก่อมะเร็ง แอมโมเนียมไนไตรต์ (ไม่ค่อยได้กินหรอกผักดองเนี่ย)

5. ตับหมู ตับหมู 1 กิโลกรัม มีโคเลสเตอรอลมากกว่า 400 มิลลิกรัม การกินอาหารที่มีโคเลสเตอรอลปริมาณสูงมากๆ นานๆ จะทำ ให้หลอดเลือดแข็งตัว มีความเสี่ยง ต่อโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดทางสมอง รวมถึงโรคมะเร็งด้วย (คิดถึงตับหวานรถเข็นหน้าบ้านแม่จังเลยว่ะ ไปกินเหลา กินหรู ก็ไม่เท่าตับหวานซกมกแถวบ้าน 5555 อันนี้กินแล้วไม่กลัวตาย เพราะ ชอบกินตับ จะว่าไป ก็ไม่ได้กินบ่อยเบ่ยอะไรหรอก คงไม่ตายมั๊ง)

6. ผักขม ผักปวยเล้ง ผักขม ผักปวยเล้งมีสารอาหารอุดมสมบูรณ์ แต่มีกรดออกซาเลตมาก จะทำให้มีการขับสังกะสีและแคลเซียมออกจากร่างกายมาก เกิดภาวะขาดแคลนแคลเซียมและสังกะสี (ก็ไหนเห็นบอกว่าเป็นผักวิเศษ ผักฮ่องเต้ เริ่ด ประเสริฐสุดๆ ไง๋ กลายป็น “โนกู้ด” ขึ้นมา ต้องเอาให้เบบี้กินทุกมื้อเลยนะ หาาาาา…… ลูกกรูทั้ง 2 ตัว ชอบสปิแนชซะด้วยสิ เฮ้อ)

page-03

7. บะหมี่สำเร็จรูป บะหมี่สำเร็จรูปหลายชนิดมีสารกันบูด สารปรุงแต่งรสที่ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายการกินบะหมี่สำเร็จรูปบ่อยๆ จะทำให้ขาดสารอาหารและเกิดการสะสมสารพิษในร่างกาย
(อันนี้ไม่เคยโปรด ตอนอยู่เมืองไทย ไม่กินเลยแหละ ไม่ได้คิดเรื่องคุณค่าโภชนาการอะไรทั้งนั้น ไม่ชอบ เกลียดกลิ่น ถ้าบ่อจี๊ หรือขี้เกียจออกไปซื้อหาอะไรมากิน ก็ขอกินข้าวสวย ไข่เจียว ไข่ดาว ไข่ต้ม ดีกว่า แต่พอมาอยู่เมกา ก็กินกะเค้าเหมือนกันนะ ใส่ลูกชิ้น ใส่ผัก ทำเลี้ยงลูกนานๆ ครั้ง มันจำเป็นจ้า…เวลากับข้าวหมด)

8. เมล็ดทานตะวัน เมล็ดทานตะวันมีส่วนประกอบของกรดไขมันไม่อิ่มตัว การกินเมล็ดทานตะวันปริมาณมาก จะทำให้ระบบเมตาบอลิซึมของไขมันผิดปกติ ทำให้มีการสะสมไขมันที่ตับได้ เป็นอันตรายต่ออวัยวะตับ (อีนี้ไม่ชอบเลยนะ ไม่เคยดิ้นรนหามารับทาน เห็นใครเค้าแทะกันก็หยิบบ้างแหละ 4-5 มะเล็ด แต่อีก๊อตสิชอบเอาโรยสลัดทีละเป็นกำๆ มันจะตายมั๊ยเนี่ย)

9. เต้าหู้หมัก เต้าหู้ยี้ กระบวนการหมักเต้าหู้ มีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคได้ง่ายนอกจากนี้ ยังมีสารย่อยสลายโปรตีน ไฮโดรเจนซัลไฟล์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย (ชอบเต้าหู้นิ่มๆ เต้าหู้ไข่มากกว่า ไอ้เหม็นๆ นั่นไม่กินเลยแหละ จะผ่านลำไส้อิชั้นไปบ้างก็เต้าหู้ยี้ที่อยู่ในสุกี้ซ้อสแค่นั้น นานปีทีหนแหละถึงจะได้กินซ้อสแบบนั้น)

10. ผงชูรส คนเราไม่ควรกินผงชูรสเกินกว่า 6 กรัมต่อวัน จะทำให้กรดกลูตามิกในเลือดสูง ซึ่งมีผลต่อการทำงานของ ประจุแคลเซียมและแมกนีเซียม เกิดอาการปวดศีรษะ ใจสั่น คลื่นไส้ นอกจากนี้ มีผลเสียต่ออวัยวะสืบพันธุ์ด้วย (โห…..จะตายมั๊ยเนี่ย ไปบ้านเพื่อนลาว 3 วันติดเลย พวกนี้กินผงชูรสเหมือนได้มาฟรีๆ จ้วงใส่เป็นทัพพี จ้า ทัพพี ไม่ใช่ช้อนนะคะ อะไรๆ ก็ใส่ น้ำปลาพริกก็ใส่ แกง ซุป หมักหมู ไก่ เนื้อ เพื่อบาร์บีคิวก็เทใส่ไม่ยั้ง ส้มตำยิ่งแล้วใหญ่ กร๊ากกก….. ตั้งแต่เกิดมาเป็นตัวตนยิ๋งทดเนี่ย จำความได้ที่บ้านก็ไม่เคยมีผงชูรสเลยนะ มีแต่ “ฝีมือ” ล้วนๆ 555 ตั้งแต่รุ่นแม่คุณนายแดง ถึงรุ่นพี่อ้วน เลยมาถึงรุ่นยิ๋งทด ไม่เคยใช้ “ผง” เลย 5555 แต่ก็รู้กันดีอยู่ว่า-ไปกินอะไรที่ไหนนอกบ้านนั้นหลีกเลี่ยง “ผง” ไม่ได้ โชคดีที่ไม่แพ้ แต่พอเจอเยอะๆ ก็รู้ไม่ค่อยสบายตัว สบายคอเหมือนกันนะ)

ที่กล่าวมาเป็นภูมิปัญญาโบราณ ความเชื่อที่สืบทอดปฏิบัติกันมา ปัจจุบันมีการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายมากขึ้น


---------------------------------------

นพ.ภาสกิจ (วิทวัส) วัณนาวิบูล
ขอบคุณข้อมูลภายใต้ความร่วมมือของนิตยสารหมอชาวบ้าน กับ วิชาการ.คอม และ
นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 332 เดือน ธันวาคม 2549
คอลัมภ์ : แพทย์แผนจีน
URL : http://www.doctor.or.th

เครดิต - รูปประกอบสวยๆ น่ารับทานยิ่งนัก สุดยอดฝีมือจาก “ครัวคุณอู๋” ค่ะท่านผู้ชม

Sunday, March 8, 2009

กลับไปเมาได้อีก 555

หลังจากห่างหายไปจากวงเพื่อนๆ ลาวไปโดนเติบบบ… (พอมาอยู่เมืองไอ้กัน-กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญภาษาลาวไปเลย 555) ก็ได้กลับไปรียูเนี่ยนกะพวกมันอีก 2 คืนติด ศุกร์และเสาร์ แด๊กเบียร์ไปเกือบลังได้มั๊ง (2 คืนนะ) ก็เม้าแตกเม้าแตน แย่งกันเว่า… ฟังจนปวดหัวปวดหาง ติดตามเรื่องแต่ละ (อี)นางไม่ทัน เลยตลกแดก….แด๊กทุกอย่างที่ขวางหน้า ซ้ำมิหนำคาบกลับบ้านอีกพะเรอ 5555

วันนี้ออกไปกะผัวกะลูกไปซื้อของใช้ในลอนดรี้เพราะมันหมดเกลี้ยงหน่อง ไม่ซื้อไม่ได้แล้ว 5555 ลุย Target ไม่มีอะไรแปลกประหลาด ออกไปอุดหนุนเพื่อนชาวลาวสุดสวยนาม “วี” เพิ่งเซ้งร้านต่อจากคนเวียด ดูๆ แล้วก็เข้าที แต่มันก็เรื่องของเค้าแหละ เราเป็นเพื่อนก็เอาใจช่วยห่างๆ แรงและเงินช่วยใครไม่ได้เพราะมีจำก๊าดดดด…จำกัดทั้ง 2 อย่าง 

ออกจากบ้านมีขำ ใครๆ ก็แย่งแว่นกันแดกของแม่ไปใส่กันหมด มีแต่ไอ้ตี้ไม่ส๊น… อย่ามายุ่งจะงีบ 555 เชิญดูรูป ขออนุญาตโพสต์รูปหน้าบานของยิ๋งทดกะที่เลิ้บซะหน่อย ไม่ค่อยได้มีรูปคู่จู้ฮุกกรูมานานโข 5555 ยิ๋งใหญ่กับที่รักบลูคอลล่าร์  555 น่าเอาไปสร้างหนังตาหลกโหดเน๊าะ 5555

page-290

ส่วนรูปนี้ (บนซ้าย) ถ่ายที่ร้านของวี อีมี่นอนกินตามปกติ โผล่หัวมาถ่ายรูปติ๊ดนึง นอกนั้นเป็นรูปมั่วๆ ทั่วๆ ไปตามปกติของไอ้ตี้จอมซนค่า… จบ

page-291

ได้เสื้อถูกใจมา 1 ตัว จากทาเก๊ต ผ้าชีฟองสีสันสดใส (ในรูปดูทึมๆ แฮะ) ดู Springie มากๆ เอาไว้ใส่กับเลกกิ้งคาปรี (กลิ้งยืดๆ หรือยีนส์ๆ ก็คงจะดูดีหมด 555) จะกลิ้งไปมาต้อนรับสปริงที่ใกล้เข้ามา โปรดสังเกตไซ้ส์ที่ยิ๋งทดเพิ่งซื้อมา จะเห็นว่าเติบโตไม่มีหยุดยั้ง 5555

page-292

Daylight saving time

begins in the United States

at 2 am on March 8….นะค้า…

Thursday, March 5, 2009

Egg In The Hole & My Magazines

เมนูทูเดย์ทำยากนิดนึง ต้องใช้ฝีมือมากกกกก…… ต้องได้ร่ำเรียนมากจาก hi-end culinary school เท่านั้นจึงจะสามารถทำรับทานได้ 5555 อุปกรณ์และเครื่องปรุงก็หาได้ยากมากตามท้องตลาดทั่วไป ต้องไปหาซื้อมาจากตลาดไฮโซ ออแกนิคล้วนๆ (ซะเมื่อไหร่) พูดเว่อร์ๆ แล้วหนุกดีน่ะ 555 ลูกๆ (อีมี่) ชอบมาก เธอโปรดอาหารอุดมไปด้วยไฮคลอเรสเตอรอลทุกชนิดจ้า มาดูกัน ไม่ต้องร่าย….ยาวมั๊งว่าทำอะไร อย่างไร ใส่อะไรก่อนหลัง เพราะได้ถ่ายภาพโดยละเอียดทุกขั้นตอนแล้ว 5555

page-287

อันนี้เป็นแมกกาซีนที่ทดได้รับล่าสุด ขาดแต่ Matha Stewart Living ไปเล่มนึง จำได้ว่าเอาไปอ่านในส้วม (แหะๆ) พอไปหามาถ่าย (รูป) หาไม่เจอว่ะ แต่ “โวค” นั่นไม่ได้เป็นสมาชิกนะ ซื้อมาจากแผง อยากอ่านเรื่องของ 1st Lady เสียหน่อย เผื่อเค้าจะพาดพิงถึงดีไซเน่อร์ราคาหรูชาวไทย Thakoon Panichgul (ฐากูร พานิชกุล) คนทำเสื้อที่เธอโปรดคนนึง พออ่านแล้วก็ แหงะๆ มะมีให้ชื่นใจเลย อยากจะบอกว่า ยิ๋งทดน่ะอ่านหนังสือได้ไวรวดเร็วมากๆ อ่านจริงๆ นะ ไม่ใช่ดูแต่รูป reading skill ยังเด็ดอยู่ writing skill – completely GONE! 555 แต่ละเล่มอ่านก่อนนอนบ้าง ในส้วมบ้าง 2-3 วันก็หมดเล่มนึง ยิ่งแมกกาซีน tabloids หรือ Hollywood gossip นินทาดาราและไฮโซ อะไรเทือกนั้น อ่านปรู้ดจบเลย (1 ส้วมก็หมดกัน 5555) ต้องเกาะติดสถานการณ์ ใครจะฆ่าแกงกัน จะขึ้นภาษี terrorists จะบุก เอาไว้ให้มันเกิดแล้วก็รู้เองแหละ ไม่ต้องไล่ล่าหามาอ่าน 5555

page-286

ต่อไปเป็นสถานที่ท่องเที่ยว (ต้องห้าม บางแห่งฟังดูอันตรายมาก) ในเมืองไทย เป็น “เหวิดเมว” ล่าสุดที่ได้รับจากเพื่อน ก็แบ่งๆ กันขำ อินโฟ จ้า อินโฟ - ลามกวันละนิดจิตแจ่มสายยยยย…. เด้อ

page-289

My Dream Bags

อยากได้กระเป๋า ถุง เสื้อยืด พวกนี้มากๆ เลย มากถึงมากที่สุดเลยนะ หากว่าท่านผู้ใดแซบว่าหาซื้อมาครอบครองได้จากที่ไหน โปรดแจ้งให้ทราบด่วน จะเป็นพระคุณหลาย เด้อค่ะเด้อ

page-284

ชอบไอเดียที่ว่า “PERFECT FAKE – DO NOT PRETEND TO BE GENUINE” โคตรน่ารักเลยเน๊าะ คำคมบาดลึก แปล๊บๆๆ แล้วก็ไม่มีปัญญาซื้อของจริงมาแกว่งไปมาด้วยแหละ แถมมีไอ้ที่เป็นถุงผ้าใบซะด้วย กะลังต้องการเจ๋งๆ แจ๋วๆ ซัก 2-3 ใบ มาแกว่งไปมาแถวนี้ให้ผู้คนตะลึงตึงๆ ตอนนี้แกว่งถุง Target ไป WalMart ทุกวัน คนแถวนี้มองเหลียวหลัง เพราะไม่มีใครใช้ถุงลดโลกร้อนกันมีแต่อิช้านนน ชอบๆๆๆๆๆ ส่วนไอ้สปีดดี้นั่น-เรียกว่าถูกใจปี๊ดๆ เลย ส่วนอีกใบนั่นก็ขนาดแค่พกไปแต๋นแต๋ตอนยามวิกาล light duty ไปนิดนึง ถ้าได้ก็ดีแหละ กิเลสพลุ่งพล่านเดือดดาลอย่างแรง อยากได้ของที่หาซื้อไม่ได้นี่มันทอระม๊านนนน ทอระมาน เน๊อะ

page-285

เดาเอาเองว่า ไอ้พวกนี้น่าจะเป็นของจากแคมเพนหรือโปรเจ๊คอะไรซักอย่าง เพราะถ้าทำขาย น่าจะเป็นอะไรที่ซับซ้อนยุ่งยากน่าดู ไอ้เชี่ยลุ๋ยตุ๋ยมาขอแชร์โพรฟิตอีก เลยแทนที่จะถูกกลับกลายเป็นแพงเลือดเดือดเป็นพิเศษ เพราะเป็นเวอร์ชั่นหักเหลี่ยม คิดไปได้เรื่อยๆ 555 เรื่องไม่เป็นเรื่อง…อิชั้นน่ะ จีเนียสนะคะ เรื่อยเปื่อยที่ซู้ดดดดด…

Wednesday, March 4, 2009

Cartoon? Me? Who?

รอมมี่อ่านเจออันนี้วิ่งตูดแป้นมาเลย Mommy, this is you! แม่มันก็ไรฟะ พออ่านเสร็จก็ โห…ใช่เลย อีแด้ดดี้ ก็ขำก๊ากกกก…. เพียงแต่บอกว่ามันไม่ได้ใส่แว่น และ หล่อกว่าไอ้ซะมีในตูนนั้นมาก และ ม้ามี่ตัวจริงก็มหึมากว่าเยอะ 5555 อ้าว เซินซมเด้อค่ะ

Toon-01

Toon-02

Toon-03 

Toon-04

from Comic section – Fresno Bee - Sunday March 1, 2009.

ซื้อรถใหม่ (อีก) แล้วค่า

หลังจากซ่อมแล้วซ่อมอีก เบื่อโว้ย… เงินทองที่มีอยู่น้อยนิดก็ร่อยหรอลงเรื่อยๆ อยากซื้อรถใหม่ แงๆๆๆๆๆ ซ่อมแม่งอยู่นั่นเบื่อ เบื่อ ๆๆๆๆ ก็คงได้แต่เบื่อไปเรื่อยๆ แหละ เพราะเครดิตได้เน่าไปแหล่วววว….

วันนี้ไปเอารถที่ซ่อม ค่าเสียหาย $265.- เลย กะอีแค่ไฟเอนจิ้นติดค้างเติ่งมาเป็นปี เอาไปศูนย์โตโยต้า มันบอก โน่น นี่ นั่น บอกไปเถ้ออ….. กรูไม่รู้เรื่องหรอก ทีละ 900 พันนึง จนไม่ไหวแล้ว กว่าจะรู้สึกตัวว่าโดนวางยา โง่อยู่นานมากเลยเน๊าะ 55555 รถเข้าศูนย์เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เปลี่ยนยาง สลับยาง ฯลฯ ตรงเวลา บอกมาเถอะ ยิ๋งทดยอมให้ทำโม้ดดด…. รถโตโยต้า โคโรลล่า ธรรมด้า ธรรมดา ค่าดูแลรักษายังกะกรูขับ Bentley เชี่ยเน๊าะ

เอ้ามาดูกัน รถใหม่ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ซื้อแม่ง…. ทีละ 2 คันเลย 5555 รวยซะมะมี

page-282

ไม่ได้ต้มโกหกหลอกลวงใคร คุยโม้โอ้อวดใดๆ ทั้งสิ้น บอกว่าซื้อรถ ก็ซื้อรถสิ แต่เป็นรถของเล่น ซื้อให้ไอ้ตี้มัน 5555 พอพ่อมันกลับมาเห็น ก็ขำก๊ากๆๆๆๆๆ The dream you had finally came true! แงๆๆๆๆ ฝันกรูยังไม่เป็นจริง เพราะอยากได้ “เล็กสัตว์-Lexus” ตะหาก 5555 พูดไปเรื่อยเปื่อย ตอนนี้ขอแค่รถใหม่เอี่ยมราคาย่อมเยาประหยัดน้ำมันคันเล็กๆ ซักคันก็ขึ้นสวรรค์แล้ว ต้องบอกนิดนึงว่า เมอเซดิส คันในรูปนั้นได้แยกร่างเรียบร้อยแล้วนะคะ ไอ้ตี้มันเล่นอะไรก็รุนแรงมากๆ อ้อลืมบอกไปรถหรูทั้ง 2 คันราคาเท่ากันค่ะ $4.99 ไปหามาครอบครองกันได้แบบสบายๆ กระเป๋านะคะ เลี้ยงดูกันให้ดี…เผื่อมันจะโตมาให้ขับให้ขี่ 5555

วันนี้ได้ไปรียูเนี่ยนกับเพื่อนชาวลาวของอิชั้น เป็นเพราะพวกมันวงแตกเปลี่ยนผัวเปลี่ยนเมียกันเป็นที่วุ่นวาย โทรมาเล่า (นินทา) กันก็ไม่สนุกหูสนุกปากเลยต้องแล่นไปให้เห็นกับตา มันถึงจะได้รสชาติ 555 เรื่อง “เจือก” ยิ๋งทดเค้าเป็นแนวหน้าเลยนะคะ พอไปถึงคุยกันจนหูจะหนวก แม่มแย่งกันพูดซ้าาาา… กรูฟังจนงง –กู-หลด-งง- อย่างแรง แต่ละเรื่องฟังแล้วอ้าปาก-ตาค้าง-เข็มขัดสั้น jaws drop! วางอยู่ที่พื้น 5555 ยิ๋งทดแยกวงไปนานเหลือเกิน ตกข่าวไปเยอะมาก เกาะไม่ติดสถานการณ์เลยค่ะ  สิ่งที่ไม่พลาดคือพวกมันทำอะไรกินกันมากมายเช่นเดิม กินๆๆๆๆ คุยๆๆๆๆ เดี๋ยวนี้ไม่ดื่ม L-ก-ฮ กะพวกมันแล้ว เพราะลูก 2 แล้วยังต้องขับรถข้ามเมืองกลับบ้านอีก เป็นเมื่อก่อน เชอะ เหอะ 8-9 ขวดเขียวๆ ส บ ม ย ห ถึงบ้านทู้กก…ที หลังๆ มาตำรวจชุมด้วยแหละ เลยไม่กล้าแล้ว

page-283

วันนี้ไปลากซื้อกาแฟมาด้วยที่ตาบั๊ค แล้วก็ได้น้อยโหน่งมา 1 ถุง 5 ลูก 10 เหรียญ มันก็พอหายอยากอ่ะนะ แต่มันก็ไม่ได้อร่อยเหมือนน้อยหน่าบ้านเรา น่วมหน่อยก็เปรี้ยวซะ แพงด้วยนะ เพราะลูกไม่โตหรอก นานปีทีหนซื้อกินซะทีนึง อู๋ทนด้ายยยย… ไปแระ