Sunday, April 29, 2012

Catching Up with the INGLEs – April 2012

สวัสดีค่ะ เหนื่อย ป่วย ยุ่งๆ เลยหายไปพักใหญ่ๆ ขอเอารูปมาแปะไว้ก่อนนะคะ จะค่อยๆ มาเล่าเรื่องเมื่อมีเวลา ตอนนี้อุปสรรคเยอะหน่อย เพราะตั้งแต่เปลี่ยน Internet Provider แล่ปท๊อปก็มีปัญหาทั้ง 2 เครื่อง ไม่สามารถรับสัญญาน “วาย ฟาย” ได้เลย ทั้งบ้านก็เลยเหลือแต่เดสก์ท๊อปเครื่องเดียว และเคลื่อนย้ายไม่ได้ ไม่สะดวกเลยค่ะ ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทำยังไงดี ข้าวของไม่ได้พัง จะเอาไปซ่อมให้เสียตังค์ก็ยังไงอยู่ เบื่อจังค่ะ

page-814

รูปข้างบน เด็กๆ กับโทบี้ ส่วนรูปบนขวา …ก๊อตตี้ชอบเล่นคีบอร์ดของหนูดี ถ้าพี่เห็นก็มีการตีกันเกิดขึ้น อีพี่ก็หวงเกินเหตุ อะไรที่ใครเค้าหวงนี่ ….มันน่าสนใจ น่าจับต้องยิ่งนัก 5555 ส่วนรูปล่างขวาที่ไหนก็ไม่รู้ จำไม่ได้ ความจะชักสั้นจู๋ลงเรื่อยๆ 5555

page-816

จำได้ว่าพาเด็กๆ ไปดู แอนิเมชั่น 3D เรื่อง Lorax คราวนี้ไม่ได้ดูที่ไอแม๊กซ์ เพราะไปช้าและขี้เกียจรอรอบต่อไป 3 มิติ โรงธรรมดาจะราคาถูกกว่านิดนึง แต่ แต่ แต่ …ไม่น่าเชื่อว่า พวกเราชอบมากกว่าดู 3 มิติที่ไอแม๊กซ์ค่ะ โรงใหญ่กว่า เลือกที่นั่งบนสุด ภาพเสียง คมชัดกว่าเยอะเลย แอบถ่ายรูปในความมืดมาให้ดูด้วย

page-815

รูปล่างเป็นร้านโยเกิร์ตร้านโปรดของครอบครัว Yogurtland อิชั้นชอบรสเผือก เพราะรสชาติเหมือนขนมไทยๆ ส่วนรูปล่าง ยังเป็นรูปที่ถ่ายอยู่ในโรงหนังค่ะ

page-817

พาเด็กๆ ไปตรวจสุขภาพประจำปี รอหมอนานมาก ลูกๆ ตีกัน ไอ้ตี้ร้องไห้งอแง พี่มันเอาป้ายบอกดีกรีความเจ็บปวดมาให้ระบุว่าที่โดย “บึ๊ก” ไป น่ะ เจ็บแต่ไหน 5555 รูปที่โชว์นิ้วกลางทั้ง 2 คนนั่น ไม่ได้ ส่งสัญญานอะไรหยาบคายนะคะ แต่ทั้ง 2 คน โดยเจาะเลือดตรงนิ้งกลางเหมือนกัน 5555 ส่วนถุงมือยาง ไอ้ตี้เค้าบริการตัวเอง …หาหมอจนคุ้นเคย 555

page-818

วันนั้น เราถูกขังอยู่ในห้องตรวจเล็กๆ นานมาก เกือบๆ 5 ชั่วโมง เด็กๆ หิว เบื่อ ดื้น ซน ตีกัน ออกมาจากห้องตรวจก็ค่ำพอดี นัดเจอกับพ่อบ้านที่ร้านอาหารเลย เพราะหิวแทบไส้ขาดกันทุกคน

page-819

น้องป๊อปเอากระเป๋า DSM มาฝาก 2 ใบ อิชั้นเกิดไอเดียบรรเจิด กลับด้านในออก กลายเป็น purse organizer ที่ขนาดพอเหมาะ พอดี เลยค่ะ

page-822

ทำบัวลอยเผือกครั้งแรกในชีวิต อยากจะท้าคุณเพื่อนๆ ที่เมืองไทย ว่ามครเคยทำรับทานเองมั่ง 5555 เพราะอยู่เมืองไทย ไม่ต้องดิ้นรนทำให้ยุ่งยาก ขับรถปู้ดป้าดไปซื้อหามาได้สะดวกมาก พอมาอยู่ไกลบ้าน ความอยาก..ทำมห้ต้องดิ้นรน เลยลองทำดู ต้องบอกว่าอร่อยใช้ได้ทีเดียว แต่ทำเยอะไปหน่อย ปั้นจนเหนื่อย เบื่อ เลยเก็บเอาแป้ง+เผือกที่นวดไว้ใส่ตู้เย็น อีก 4-5 วัน เอาออกมาปั้นใหม่ รอบ 2 เละตุ้มเป๊ะ มาก ไม่เป็นเม็ดบัวลอย แต่เป็นก้อนๆ แทน 555+

page-823

อันนี้เป็นจับฉ่ายที่ต้มเอง เป็นอาหารผักที่ลูกกินด้วย ก็เลยทำอยู่เรื่อยๆ ค่ะ ส่วนซุปหน่อไม้ซื้อมาจากร้านลาว เปรี้ยวมาก ไม่อร่อย นานๆ ซื้อมากินทีก็พอทนได้ ถ้วยนั้นราคา 5 เหรียญ ความจุประมาณ 1 1/2 ถ้วยตวงได้ค่ะ

page-825

ดอกไม้หน้าคลีนิคลูบเลือด เห็นสวยดี เลยถ่ายมาแบ่งกันชมค่ะ ส่วนถ้วยล่างเป็นแกงเนื้อใส่มะเขือ มะเขือยังแพงมาก 4 ลูก เหรียญนึง จะแก่ไปนิด จะดำไปหน่อยก็กินๆ เข้าไป เพราะของมันแพง

page-820

ช่วง 2-3 เดือนมานี้ อิชั้นป่วยบ่อยมาก เป็นโน่นนี่ไม่ได้หยุด ช่วงนั้นเป็นหวัด ไอ จนคอจะขาด ไออยู่เป็นเดือน กินยาจนหมดตู้ตา ต้องหอบสังขารขับรถไปซื้อยาอยู่ไม่ขาด

page-831

หลังจากรักษาโดยการใช้ยาภายนอก ทา ถู แปะ หมัก ขะโลม มาหลายปี ก็เป็นๆ หายๆ มีช่วงหายเกลี้ยง มีช่วงที่เป็นนิดๆ หน่อยๆ แต่ล่าสุด ชักลุกลามไปทั่วขาและหลัง เป็นจุดๆ คัน และลอกเป็นแผ่นๆ บ้าง หมอบอกให้เลือกระหว่ารักษาด้วย light therapy ซึ่งต้องขับรถข้ามเมือง “ไป-กลับ” สัปดาห์ละ 3 รอบ หรือมากกว่านั้น อิชั้นคิดว่า…ไม่ไหว แน่นอน เพราะน้ำมันแกลลอนละ 4 เหรียญปลายๆ ถ้าไม่เป็นขี้เรื้อนตายก็ต้องจนตาย อีกทางเลือกก่อนที่จะไปขั้น extreme คือ inject ตัวเอง และเหตุผลเกี่ยวกับประกันสุขภาพด้วย ทางเลือกที่ว่าคือ กินยาค่ะ ยาที่หมอจ่ายคือ Methotrexate 2.5 มก.

page-824

วันสบายๆ ที่ IHOP กับครอบครัวค่ะ ตอนนั้นเค้ามี Red Velvet แพนเค้ก ของโปรดของแม่อู๋กับหนูดี หนูดีสั่ง บลูเบอรี่-ราสพ์เบอรี่-เลมอนเหนด ก็อร่อยกันไปอีกวันนึง

page-829

บอไปเสียตังค์กินข้างนอกบ้านก็นึกขึ้นได้ ว่า เรามี เรดเวลเว็ตแพนเค้กมิกซ์ที่บ้านนี่หว่า เลยไปรื้ออกมาจากห้องแพนทรี่ เตรียมทำเลี้ยงลูก….ในวันที่นึกออก 555 เพราะถ้าไม่เอาออกมาวางในครัวให้มันทิ่มแทงตา ก็จะลืมเลือนไปอีก

page-821

อยากจะบอกว่าป๊อปคอร์นถังนี้ เป็น ป๊อบคอร์นที่แพงที่สุดที่ครอบครัวของเราเคยกิน คือราคาถังละ 50 เหรียญ สั่งซื้อไปตอนช่วงที่เค้ามรโปรโมชั่น “ส่งฟรี” ปกติจะซื้อกินทีละถุง ถุงละ 13 เหรียญ แย่งกันกินหนุบหนับแป๊บเดียวก็หมด

page-832

ไปดูตรงลิ้งค์นี้ค่ะ http://www.popcornopolis.com/create-your-own/create-your-own-tins/2-gallon-tin/create-your-own-father-s-day-3-way-popcorn-tin.html เราเลือก รส “Almond Caramel” ทั้ง 3 ช่อง เพราะทั้งบ้านชอบเหมือนกัน นานๆ ซื้อมากินทีก็พอไหว บ่อยๆ ไม่ดี เพราะแพง และหวานมาก

page-833

หนูดี ของแม่ 14 ขวบแล้ว เธอเปลี่ยนไป 5555 เป็นไปต่างๆ นานา 555

page-834

Easter Ready ไม่ได้ทำอะไรมาก พ่อบ้านไม่ชอบให้เด็กๆ ไปแย่งไข่ตามที่ที่เค้าจัดงาน ก็เลยต้องทำที่บ้าน นิดๆ หน่อยๆ พวกไข่ปล่าวๆ ก็เอาตังค์ใส่ 1 ถึง 5 เหรียญ เด็กๆ ก็สนุกกันไปอีกวันนึง

page-830

รูปซ้ำบ้าง ไม่ซ้ำบ้าง ทนดูกันไปนะคะ

page-835

ส้มของไอ้ตี้ หน้าตาขี้โมโหเหมือนไอ้ตี้เลย 5555 สก๊อตตี้ชอบกินส้มยี่ห้อนี้ค่ะ ลูกคนนี้ไม่ชอบกินเนื้อสัตว์ แต่ชอบกินผลไม้ ถ้าอมเปรี้ยวอมหวานก็จะชอบมาก กินได้ทั้งวัน วันนั้นเห็นลูกนั่งเงียบๆ ที่ตะกร้าส้ม ปรากฏว่า ไอ้ตี้นั่งเขียนหน้าเขียนตาให้ส้มค่ะ 555 ส่วนเห็ดดอง กับแตงกวาดองเป็นของโปรดของอิชั้นเองค่ะ

page-837

สามล้อคันนี้เป็นของไอ้ตี้ตั้งแต่ขวบกว่าๆ ตอนนี้ก็ยังขี่อยู่ในบ้าน จะเอาไปบริจาคหลายหนแล้ว บริจาคคันอื่นๆ ไปหมดแล้ว แต่คันนี้มัน อืม … sentimental มาก โปรคสังเกต ก๊อตตี้ประดับยนต์ 5555 เอากระจกของตัวเองตอนเป็นเบบี้มาติดเอง ช่างคิดนะ…ลูกช้านนนน…..

page-839

clipart - family movie billboard - 500_png

Wednesday, April 18, 2012

อุปทานหมู่ กับ เกือกแตะ FitFlop ดีจริง ..หรือ แหงะ?


ได้เห็น ได้ยิน ได้อ่าน เกี่ยวกับมหัศจรรย์ของรองเท้าแตะ FitFlop มาหลายปี "แหงะ" มาตลอด ไม่นึกอยากลอง มี Birkenstock 3 คู่ ใส่อยู่หลายปีมาก (ทุกคู่ใส่มามากกว่า 7 ปี 555) ชักดูโทรมๆ แต่สภาพยังดีใช้งานได้อีกนานโข ไม่ใช่เน่าจนต้องโยนทิ้ง เลยเก็บเข้ากรุไป ย้ายบ้านหลายหน ยังไม่ได้รื้อรังรองเท้ามาเปิดเลย 555 ลืมเบอร์กี้ไปเลย.. อยู่ไปอยู่มา คือ ประมาณซัก 2-3 เดือนได้แล้ว ตอนกลางคืนปวดน่องทั้ง 2 ข้าง ปวดแบบเมื่อยๆ ล้าๆ เหมือนวิ่งมาราธอน 30 ลี้ทุกวัน กลางคืนนอนไม่หลับเลย มีรองเท้ายางไอ้เข้ รุ่น CrocsTone™ อยู่ หลายคู่ (เรียนย้ำ...หลายคู่) ทั้งคีบ ทั้งแตะ หุ้มส้น และรัดส้น ใส่สบายมากๆ ไม่รูว่าทำไมถึงเลิกผลิตรุ่นนี้ พอหนาวๆ รองเท้าไอ้เข้ก็ถูกเก็บเข้ากรุไปจำศีล เพิ่งจะขนออกมาเมื่อไม่นานมานี้เอง เลยเลือกเอารุ่นแตะมาใส่เดินในบ้าน มันก็โอเคนะคะ แต่ข่าวรุมเร้าเกี่ยวกับ FitFlop ทั้งจากเพื่อนๆ และการสื่อสารยุคใหม่มันทำให้อิชั้น อืม..... อธิบายยากจัง ลองไปอ่านคำโปรยที่เค้า "โว" ไว้สิคะ มันช่างเริ่ดมากๆ ถ้าซื้อมาสวมใส่...อาจจะเหาะได้ 5555 ลองอ่านดูค่ะ

ShoesPage-Birkinstock
รองเท้าเพื่อสุขภาพ Fitflop เพื่อเรียวขาที่สวยงาม 
FitFlop คือรองเท้าสุขภาพจากประเทศอังกฤษ ที่ผลิตขึ้นจาก เทคโนโลยีที่เรียกว่า MicroWobbleboard™ โดยแดเร็น เจมส์ และ ดร.เดวิด คุ๊ก จากสถาบัน LSBU (London South Banks University) โดยใช้แผ่นรองเท้าที่มีอนุภาคขนาดเล็กซึ่งมีความดีดตัวสูง แต่มีความหนาแน่นที่แตกต่างกันเพื่อช่วยกระตุ้นกล้ามเนื้อตลอดเวลา ที่คุณสวมใส่ เพราะทุกย่างก้าวนอกจากจะช่วยกระชับและลดช่วงขาแล้ว fitflop ยังกระตุ้นการตอบสนองของกล้ามเนื้อก้น เอ็นร้อยหวาย กล้ามเนื้อต้นขา และกล้ามเนื้อส่วนน่อง ดังนั้นเพียงสวม fitflopขณะที่คุณทำสิ่งต่างๆในชีวิตประจำวันการบิดตัวของกล้ามเนื้ออย่างช้าๆจะสร้างพลังงานโดยการเปลี่ยนไขมันเป็นพลังงานแอโรบิคเท่ากับว่าคุณได้ออกกำลังกายมากขึ้น จากการค้นคว้าของมหาวิทยาลัย แซลฟอร์ด เมืองแมนเชสเตอร์ในประเทศอังกฤษ สรุปว่า ขณะที่สวม fitflop นั้นให้ ความรู้สึกเหมือนเดินด้วยเท้าเปล่า แต่มีส่วนที่รองรับแรงกระแทกด้วยแผ่นรองชั้นกลาง EVA ซึ่งช่วยลดการตึงของข้อต่อและ รองรับแรงกระแทกขณะเดียวกันก็ให้ความรู้สึกกระชับและสบายเท้า พร้อมช่วยลดอาการปวดหลัง ปวดฝ่าเท้าจากการสวม fitflop ภายใน 2-3 วัน นอกจากนี้ยังช่วยปรับรูปร่างและฟื้นฟูอาการบาดจ็บได้อีกด้วย
In May 2007, FITFLOP sandals hit the shelves. The concept was developed by Marcia Kilgore, a one-time personal trainer and entrepreneur who was juggling motherhood and work and very much wanted to also stay in shape. A ‘tall order’ for most of us mortals. So, came about the shoe that could give a workout whilst you went about your daily routine. What a great idea, and wonderful for those of us who do not relish going to the gym, or indeed, do not have the time to go walking/hiking for one reason or another.
Two podiatrists specialising in biomechanics (who studies gait – how a person walks) – Dr. David Cook and Darren James based at London’s Southbank University created  the fundamental muscle-loading Microwobbleboard Toning Technology which is built into a multi-density midsole found in the bottom of every Fitflop sandal, slipper, boot and shoe.
Fitflop footwear  can help relieve aching feet, help alleviate back, pelvis and knee strain by realigning ground reaction force towards your core relieving areas of uncomfortable high pressure i.e. under the ball of the feet or under the  heels. Due to the biomechanically engineered patent of Fitflops, they help tone and tighten your leg muscles; they also absorb more shock than the normal shoe.
fitflop 178088
ไม่ได้คาดหวังว่ารองเท้าแตะเนี่ยจะทำให้น่องเรียว ตูดเด้ง แต่อย่างใด และไม่ได้มีอาการเมื่อยเท้าเวลาเดินมากๆ คือ แค่เดินอยู่ในบ้านไปมาวันละไม่กี่คืบ..ก็ปวดน่องมาก ซื้อที่นวด ครีมนวด แผ่นเสริมรองเท้าทั้งแบบเจล แบบนุ่มนิ่ม แบบ Arch Supports แข็งๆ เสียบใส่มันหมดทุกรองเท้าที่จะเสียบได้ แม้แต่ slippers ที่สวมใส่เดินในบ้าน หมดไปหลายตังค์อยู่ จะว่า..ดีขึ้น ก็ได้นะคะ แต่ความเมื่อล้าน่อง (ทอง) ของอิชั้น...ก็ลดลงบ้าง แต่ไม่ได้หายเป็นปลิดทิ้ง เลย gave these "FitFlop" a try ในที่สุดอิชั้นก็ได้เป็นเจ้าของรองเท้าแตะวิเศษพร้อมๆ กัน 2 คู่ อิชั้นเลือกซื้อจากคู่ที่ราคาถูกที่สุด ซึ่งตกรุ่นมานานแล้ว สี ไซ้ส์ มีไม่ครบ เลือกอยู่นานก็ได้มาอย่างที่เห็นในรูปค่ะ คู่สีเงิน (เทา) ราคา $24.00 ส่วนคู่สีส้มๆ นั่นราคา $24.99 ค่าส่งฟรี แรกเจอตัวเป็นๆ เลย ก็ต้องบอกว่า...เป็นรองเท้าที่ขี้เหร่ (ที่ว่า "ขี้เหร่" ..เป็นความเห็นและรสนิยมส่วนตัว คนเรา รัก ชอบ ชัง เกลียด ไม่เหมือนกัน ..เหตุผลนี้แหละที่ทำให้ไม่ซื้อมาลองใส่นานแล้ว และแถวๆ นี้ ไม่เห็นมีใครเค้าใส่กัน 5555) และได้อ่านและได้ดู ได้ฟังมาหลายครั้งหลายหนว่าเป็น gimmick & no magic หรือที่เรียกง่ายๆ ว่า "เกินจริง-เป็นไปไม่ได้" คนเราจะอะไรกันนักหนาเน๊าะ It needs hard work & no pain no gain! ใช่ปล่าว เอาแค่...ค้นพบรองเท้าที่เราใส่สบายและถูกใจ..เท่านั้น ก็น่าจะพอแล้ว

FitFlop
ฟิตฟล๊อพคู่โปรดของอิชั้น คู่ที่ 3 และน่าจะเป็น FitFlop 
คู่สุดท้ายของอิชั้นค่ะ สวยใส่สบายที่สุด 
(โปรดอย่างมองจุดด่างดำที่เกิดจากหมัดแมวคุกคาม 555)
วันแรกที่ได้มาก็ใส่เดินวนเวียนในบ้าน ไม่ค่อยชอบ เพราะพื้นรองเท้าค่อนข้างแข็ง (คู่สีส้มพื้นแข็งกว่าคู่สีเทา) ส่วนที่คาดบนหลังเท้า คาดอยู่ค่อยข้างลึก ทำให้เวลาเดินส้นรองเท้าไม่ "ดีด" แต๊บๆๆ ชอบค่ะ พอวันรุ่งขึ้นก็ใส่คู่สีส้มไปเดินสวนสัตว์กับลูกทั้งวัน เอ...ดีเหมือนกันแฮะ ไม่เมื่อยเท้า ไม่ปวดน่อง (เวลาเดิน) ไม่กัด stiff ไปนิดนึงเวลาเดิน วันต่อมาก็ใส่ไปเดินที่มอลล์ทั้งวันอีก นอกนั้นก็ใส่เดินในบ้านตลอดวันทุกวัน ชักคุ้นเคย บอกได้เลยว่าสวมใส่สบาย ไม่ขบไม่กัด สบายแบบที่ลืมนึกเรื่องรองเท้า (คู่ใหม่) ที่ใส่เดินอยู่เลย แต่ใส่ขับรถไม่ค่อยสบาย เพราะมันค่อนข้าง stiff ส่วนเรื่องปวดเมื่อยน่อง ดูเหมือนดีขึ้นเล็กน้อย เพราะบางคืนก็ดี บางคืนก็ยังปวดอยู่ แต่ไม่ปวดรุนแรงเหมือนเมื่อก่อน จะให้เครดิตรองเท้าแตะ FitFlop อย่างเดียวก็ไม่ได้ แต่ก็น่าจะมีส่วนช่วยให้อาการดีขึ้นบ้าง เพราะอิชั้นใช้หมอนรองขาและเท้าให้สูงขึ้นเวลานอน ใช้เครื่องนวดนิดหน่อย และกินยา (antidepressant) ก่อนนอนที่ช่วยให้หลับง่ายขึ้น ส่วนระหว่างวัน ถ้าปวดตะหงิดๆ ขึ้นมา ก็นั่งเอนหลังยกขาให้สูงๆ นิดนึง ข้อดีที่อิชั้นชื่นชอบในรองเท้าแตะ FitFlop ก็คือ เดินสบาย ไม่เมื่อยเท้าเวลาสวมใส่ เดินได้ทั้งวัน ส่วนเรื่องน่องเรียว ตูดเด้ง น่าจะเป็นผลพวงของการสวมใส่เดินเป็นประจำสม่ำเสมอเป็นปีๆ มากกว่า อิชั้นไม่คาดหวังเรื่องนั้น เพราะย้วยยานเกินเยียวยาไปนานแล้ว

คอนคลูชั่น หลังจากสวมรองเท้านี้เดินไปมาในบ้าน-นอกบ้าน ใกล้-ไกล อยู่ 2 สัปดาห์ อิชั้นต้องบอกว่า"พอใจ" กับรองเท้าแตะ 3 คู่นี้ ไม่ถึงกับ กรี๊ดดดด... เลิ๊บๆ อะไรมากมาย ด้วยความเห็น ความรู้สึกส่วนตัวบอกได้เพียงว่า รองเท้าแตะ FitFlop เป็นรองเท้าแตะคุณภาพดี well-meade แน่นหนา แข็งแรง ดูเหมือนจะไม่พังง่ายๆ ดีไซน์เฉิ่ม ไม่หนัก-ไม่เบาจนเกินไป ราคาค่อนข้างสูง สวมใส่สบาย ไม่ได้วิเศษวิโสอะไร มีกำลังทรัพท์พอซื้อหามาสวมใส่กันได้โดยไม่เดือดร้อน ก็หามาใส่กันค่ะ จะได้ไม่ตกเทรนด์ เพื่อความโก้เก๋ ก็ไม่ว่ากัน ซื้อหามาใส่แล้วต้องเดือดร้อนเป็นหนี้เป็นสิน..โง่มากค่ะ เพราะใส่แล้ว "เหาะ" ไม่ได้ค่ะ ที่อิชั้นมีครอบครองทั้ง 3 คู่ ทั้งหมดมาจาก Clearance Section ค่ะ คือลดพิเศษ ไม่ต้องเสียค่าส่ง สี-ไซ้ส์มีไม่ครบ ให้ซื้อราคาเต็ม บอกได้คำเดียวว่า No!

สรุปว่า รองเท้าแตะ FitFlop สำหรับอิชั้นแล้ว …เข้าข่ายอุปทานหมู่ค่ะ
...มาเพิ่มเติมค่ะ ...ที่เค้า "โว" ว่าวัสดุด้านบนเป็นหนังหรือไรๆ ก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะสวมใส่นานแค่ไหนก็ไม่ยืดไม่ย้วย อิชั้นขอยืนยันค่ะ ว่า... มันยืดค่ะ แต่ไม่ย้วย ทำให้พอใส่นานๆ ไปแล้วสบายขึ้นกว่าแรกๆ ซึ่งค่อนข้าง "ฟิตเปรี๊ยะ" สำหรับเท้าอ้วนๆ ของอิชั้น สรุป (อีกที)  หลายเดือนผ่านมา อาการปวดน่องหายไปหมดสิ้น ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ผลงานของ รองเท้าแตะ FitFlop ทั้งหมด แต่ก็...ยังพอใจรองเท้าแตะฟิตฟล๊อพอยู่ค่ะ และตอนนี้มี 3 คู่แล้ววววว....อิอิ คงไม่ซื้อเพิ่มอีกแล้วค่ะ เพราะราคานี้สามารถซื้อรองเท้าคุณภาพดีๆ สวยๆ ได้อย่างสบายๆ โชคดีค่ะ

ShoesPage-32
รูปขวาล่าง เป็นรองเท้าแตะสะกอลล์ที่อิชั้นมีครอบครองอยู่ตอนนี้ค่ะ 
จริงๆ มีอีกหลายยยย…… 5555 นอกนั้นเป็นภาพยืมมาจากกูเกิ้ล
ปล. พูดเรื่องการตามเทรนด์ เค้าฮิตอะไร สินค้าตัวไหนเค้ามี การไม่มี มันเหมือน …แหมๆๆๆ ทำไมเราไม่มีเหมือนเค้า ความอยากได้ อยากมีเหมือนเค้า ทำให้คนเรา ดิ้นนนนน….รน เพื่อที่จะได้มา มันมีมาช้านานแล้วค่ะ อิชั้นก็ผ่านร้อน ผ่านหนาว ผ่านฝน ผ่านหิมะ มานานครึ่งศตวรรษแล้ว ก็เคยผ่านช่วง “ฮิต” นิยมในสิ่งต่างๆ มาหลายแล้ว เก่าไป ใหม่มา ช่วงที่เป็นนักศึกษา ถ้าจะโก้ต้องใส่รองเท้าแตะ Dr.Scholls หรือ Adidas สมัยนั้นเรียกตามๆ กันว่า รองเท้าแตะ ด๊อกเต้อสะกอลล์ 555 ซึ่งถ้าฝรั่งได้ยินก็คงจะงง ใครจะไปรู้วะ เน๊าะๆๆๆ เค้าพาเรียกมาแบบนั้น 555 … School ยังอ่านว่า สะคูล เลยนี่นา ฝรั่ง (เฉพาะไอ้กันหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ) ออกเสียงว่า ด๊อก-เต้อ-โช้ลส์ ต่อๆๆๆๆ รองเท้ายอดฮิตเมื่อ 30-40 ปีที่แล้วคือ ด๊อกเต้อสะกอลล์ มีแบบอยู่ไม่กี่เท่าไหร่หรอกค่ะ มีรุ่นสีแดง (คล้ายๆ ในรูป แต่ดูเบอะบะ เทอะทะกว่า) มีรุ่นพื้นไม้ รุ่นพื้นไม้คอร์ก รุ่นเทปลอกข่าว-น้ำเงินแบบในรูป ส่วนอิแตะอะดิดาส ก็เป็นรุ่นแถบขาวน้ำเงินอย่างในรูป ไปไหนก็เจอ 100 คนมีใส่รองเท้าเหมือนกันซัก 80 คนได้ 5555 ถอดเป็นหาย ราคาแพงมากกกกก…. 600-700 ไปถึง 1,000 เลยนะคะ ของปลอม ของก๊อปก็เพียบ นอกจากรองเท้าแตะนำเทรนด์แล้ว ก็มีรองเท้ากีฬา รองเท้าผ้าใบ ยี่ห้อดัง ราคาแพง รุ่นยอดนิยม สาธยายไม่หมด อิชั้นก็มีเกือบจะครบทุกรุ่น ทุกสี ทุกยี่ห้อ ตามเทรนด์ไปด้วย  555 แฟนซื้อให้บ้าง เก็บตังค์ซื้อเอง ไปจนถึง “จิ๊ก” ตังค์แม่ซื้อ 55555

Tuesday, March 13, 2012

ย้ายบ้านเสร็จแล้วค่ะ

หายไปนานเลยรอบนี้ เพราะตั้งแต่วุ่นวายเรื่องซื้อบ้าน ดูบ้าน วุ่นวายเอกสาร การกู้ ฯลฯ ช่วงนั้นเหนื่อยใจเป็นหลัก เหนื่อยกายเป็นรอง จากนั้นก็เป็นงานหนักที่เหนื่อยกายเป็นหลัก แต่ก็เหนื่อยใจไม่แพ้กัน เพราะแข่งกับเวลา ขยะมากมายที่ต้องขนออกจากบ้านเช่าให้หมด you never realize how much “CRAP” you have until you decide to move and have to pack it all into boxes...uuuggghhh! ที่หนักหนาคือ ผัวเมียแก่ๆ ที่ป่วยไข้ไม่สบายกัน เหนื่อยมากค่ะ หนูดีโตมากแล้ว ช่วยได้เยอะเลย ต้องขอบคุณลูกสาวสุดที่รัก ที่เป็นเรี่ยวแรงช่วยพ่อแม่ได้เยอะเชียว จุ๊บๆๆ …แต่ที่จั่วหัวไว้ว่า …ย้ายบ้านเสร็จแล้ว …อิชั้นหมายความตามนั้นจริงๆ นะคะ คือ ขนมาบ้านใหม่หมดแล้ว ยังไม่ได้จัดเก็บเข้าที่เข้าทาง กองท่วมหูท่วมหาง เกะกะไปหมดค่ะ เพราะ..หมดแรง…ยังไม่หายเหนื่อยเลย 555 เกิดโปรเจ็คใหม่ โปรเจ็คจัดบ้านให้เข้าที่เข้าทางภายใน 10 ปี 555

ช่วงขนย้ายครอบครัวเรา eat-out แทบจะทุกมื้อ เปลืองมาก แต่มันไม่สะดวกที่จะทำอาหารเลยจริงๆ ค่ะ เละเทะไปทั้ง 2 บ้าน (บ้านเก่า - บ้านใหม่) ต้องบอกว่าเหนื่อยและวุ่นวายมาก I was slowly going insane being surrounded by all these boxes. I thought ..Please Please Pleazzz… give me the strength to continue packing this home into little boxes one day at a time. แต่ก็ยังโชคดีกว่าย้ายคราวก่อนๆ อยู่มากๆ เพราะเป็นครั้งแรกที่มีอินลอว์เข้ามาช่วยอยู่ 2 วีคเอนด์สุดท้าย คือ มีเมแกนกันจอห์นนี่ โน่น นี่ นั่น คือ ช่วยจนค่ำทุกวันที่มา นอกนั้นก็มีหลายชายและเพื่อนๆ อีก 4 คน หนุ่มแน่นแข็งแรงกันทุกคน มาช่วยยกของหนักๆ โหลดใส่รถบรรทุกที่เช่ามา ขนชึ้น ขนลง เบาแรงไปเยอะ คืออิชั้นไปทาบทามไว้ล่วงหน้าว่าจะ “จ้าง” แต่ก็ไม่ได้บอกว่าจะให้คนละเท่าไหร่ พอเสร็จงานวันแรก พ่อบ้านให้ไปคนละ $20.- ดีอกดีใจกันใหญ่ ถามกันใหญ่ พรุ่งนี้ด้วยหรือปล่าว วันไหนอีก ต้องบอกไปว่า วีคเอนด์หน้านะ ขอเวลาแพ๊คก่อน มาเดินเพ่นพ่านกัน ของกระจัดกระจาย มันก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร พอตกค่ำก็พาไปเลี้ยงพิซซ่ากัน (ต้องบอกก่อนว่าพิซซ่าที่นี่ ถูกกว่าเมืองไทยเยอะ ที่เมืองไทยมันเป็นอาหารแฟนซี ราคาค่อนข้างสูง ที่นี่ถาดใหญ่บานแบะเท่ากระด้งก็ประมาณ $20.- สั่งไป 3-4 ถาด อิ่มจุกกันถ้วนหน้า)

page-814

ช่วงที่เก็บหีบห่อรอขนย้าย packing, packing, and more packing. Feel like I'm trying to dig outta a hole of sand..each time i get a box packed, I look around and my things have multiplied 555 พ่อบ้านไปทำงานตามปกติทุกวัน อยู่ช่วยตอน 2 สุดสัปดาห์สุดท้ายเท่านั้น ก๊อตตี้มีงาน “ระดมทุน” (แปลเก่งเว้ยกรู 555 “Fundraising”  ใครไม่มาเป็นอิชั้นไม่รู้หรอกว่า ที่เล่าเรียนมาน่ะ คืนครูบาอาจารย์ไปหลายทศวรรษแล้ว 555) ทางโรงเรียนของลูกจัดงาน McDonald's® McTeacher's Night คือ จากเวลาที่เค้ากำหนด (จำไม่ผิด น่าจะ จาก บ่าย 4 ถึง 2 ทุ่ม) เค้าขายได้เท่าไหร่ แม๊คโดเน่าจะปันกำไรให้กับทางโรงเรียนเท่านั้นเท่านี้เปอร์เซ็น ซึ่งอิชั้นไม่รู้หรอกว่าเท่าไหร่ อิชั้นก็พาลูกๆ ไปอุดหนุนกัน พวกครูๆ ก็มาช่วยกันแบกถาดเสริฟ ช่วยในครัว ช่วยหน้าร้าน บางคนก็เดินขายของ อย่างโยเกิร์ตผลไม้ในรูป ราคา $1.- คุ๊กกี้ในถุง $.50 อิชั้นก็ให้เค้าไป 10 เหรียญ นอกนั้นก็ซื้อแฮมเบอเกอร์ และเครื่องดื่มให้ลูกๆ เสร็จไปอีก 1 ดินเน่อร์ที่อิชั้นไม่ต้องหุงหา สก๊ตตี้ถ่ายรูปกับครูประจำชั้น Mrs. Chavin ซึ่งไปทำงานอยู่ข้างถนน 555 โบกป้ายเรียกลูกค้า 555 อากาศหน่วมากด้วยนะวันนั้น รูปดูไม่ออกเพราะไม่มีใครใส่แจ๊คเก๊ต เพราะในร้านอุ่นสบายดี

page-792

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ มาดูกุญแจบ้านเก่าของอิชั้นค่ะ พอวันสุดท้ายที่จะเข้าไปทำความสะอาดก่อนคืนบ้าน ไขกุญแจเข้าไป ลูกกุญแจหักงอ เกือบดึงไม่ออก พยายามค่อยๆ ดึงไม่ให้มันหักคา เพราะจเป็นเรื่องใหญ่ต้องเสียตังค์เปลี่ยนกุญแจให้เค้าอีก พอขากลับออกมา เจื๊อกกกกกก….. ลืม ใช่กุญแจดอกเดิมอีก ฮ่วย โมโห ยืนคลำ ยืนแคะ อยู่จนลูกๆ ที่รออยู่ในรถงง สุดท้ายก็ค่อยๆ ดึงออกมาได้ เฮ้ออออ….. สั่งลากันเลยนะเนี่ย จะไม่มาแหย่ มาไช กันอีกต่อไป 5555 จริงๆ แล้วตอนนั้นก็มีลูกกุญแจของพ่อบ้านอยู่ในกระเป๋าด้วยนะคะ แค่มันไม่คุ้นเคย แหย่ ไช ไข รู (กุญแจหน้าบ้าน) ด้วยนังมินนี่เม้าส์มาตลอด 2 ปี 9 เดือน (เช่าบ้านนี้อยู่นานเน๊าะ)

page-802

หนูดีทำพิธี เอาเงิน เอาทอง เข้าบ้าน พอแม่เชิญพระพุทธรูปเข้าบ้าน หนูก็ช่วยกันเอาข้าวสาร น้ำ ฯลฯ เข้าบ้าน เพื่อเป็นสิริมงคล (ดูจากบล็อก http://oohsworld.blogspot.com/2012/01/blog-post.html นี้เลยค่ะ คัดลอกมาจากหลายที่หลายแห่งมารวบรวมไว้) เค้าให้เอาเงินทองของมีค่าเข้าบ้านเป็นสิ่งแรกๆ เงิน 108 กับ 1009 จะเอาดอลล่าร์ก็ไม่มี 555 เลยขนเอาเงินบาทมารวมๆ ด้วย เกินตามที่เค้าแนะนำเลย เป็นหมื่นๆ 555 ทำแล้วสุขใจก็ทำกันไปค่ะ

page-804

ในรูปนี้รวมมิตรก๊อตตี้ วันวาเลนไทน์ พ่อบ้านสั่งพิซซ่ารูปหัวใจให้เด็กๆ แม่ทำฟรุ๊ตโบว์ให้ ลูกคนนี้ไม่ชอบกินเนื้อสัตว์ค่ะ แต่ถ้าผลไม้ โดยเฉพาะพวกเบอรี่ทุกชนิด อมเปรี้ยวอมหวาน จะชอบมากๆ กินได้ทีละเยอะ ในรูปแฟนซีเกินจริงไปนิด คือ มีวิปครีมด้วย ปกติไม่ได้ใส่ให้ลูกหรอค่ะ ช่วงนั้นกิน “ล้างตู้เย็น” กัน มีอะไรๆ ก็ขนออกมากินๆ กันให้หมดๆ

ส่วนรูปห่มผ้านั่นเป็นภาพที่จะเป็นเป็นประจำ หลังเลิกเรียนพ่อทะโมนตี้ก็จะหมกเรี่ยวหมดแรง กินอะไรนิดๆ หน่อยๆ ก็แอบหลับทุกวัน ก่อนที่จะตื่นมาทำการบ้าน กินอีกรอบ อาบน้ำ แล้วก็เข้านอน อากาศหนาวๆ ห่มผ้าห่มเป็นกองๆ เห็นทุกๆ วัน ดูตลกดี เลยเอามาแบ่งกันดูค่ะ ส่วนรูปที่นอนกับพ่อ ชอบๆ ถูกใจอิชั้นมากๆ เมื่อก่อนชอบมาเบียดนอนแย่งหมอนแม่ หลังๆ มาไปเบียดพ่อ พ่อบ้านนอนกอดขอบเตียงไว้ 555 ทุกค่ำพอเอาลูกเข้านอน อิชั้นก็จะมีเวลาส่วนตัว ล้างจาน ซักผ้า อาบน้ำอาบท่า ดูทีวี คนเดียวไม่มีใครแย่ง พอพ่อบ้านกลับมา อิตาคนนี้ก็จะล๊งเล๊งโบ๊งเบ๊ง หาโน่นนี่กิน มีเรื่องเล่ามากมาย ดูทีวีเสียงดัง ทำไอ้ตี้ตื่นทุกที ลูกจะเดินสะลืมสะลือมานอนที่ห้องพ่อแม่ เบียดแทรกนอนตรงกลาง-หลับต่อ บางทีก็แบกลูกกลับไปไว้ที่ห้องลูก ส่วนใหญ่ง่วงหลับอยู่ด้วยกันหมด หน้าหนาวมันก็อุ่นดีค่ะ ทนลูกถีบ ตีศอก ฟันเข่า จากไอ้ตี้เอาหน่อย 555 หน้าร้อนไอ้ตี้ก็คงจะโดนเตะโด่งกลับไปที่ห้องแน่นอน ร้อนๆ นอนเบัยดกันมัน “หน-หวย” 555

page-811

วาเลนไทน์ (อีกที) … พอหลังวันที่ 14 กุมภาฯ ดอกกุหลาบ (แดง) ก็จะถูกเอามาลดราคา พ่อบ้านรู้ดีว่า วันไหนดอกไม้ใหม่มาส่ง วันไหนเค้าโละลดราคา วันนั้นพ่อบ้านแบกกุหลาบแดงก้านยาวกว่า 2 ฟุต มาถึง 2 โหล เพราะ buy 1 get 1 free 555 แล้วเค้าลดราคาเหลือโหลละ $9.99 อิชั้นก็ซึมซื่อบื้อ ง่วงนอน จับยัดๆ ทั้งหมดใส่แจกันปากแคบก่อนเลย พอรุ่งเช้ามาดู โถ..ช่างน่าสงสาร เลยย้ายไปใส่แจกันปากกว้างๆ ดอกกุหลาบชุดนี้ไม่ค่อยทน (ตอนที่ซื้อมาก็น่าจะถูกโชว์อยู่ในตู้เย็น 2 วีคได้) คือสวยงามแบบต็มที่ซักอาทิตย์กว่าๆ เท่านั้น พอเข้าอาทิตย์ที่สองอิชั้นก็เริ่มริกลีบ ใบ เก่าๆ เฉาๆ ทิ้ง ตัดก้าน เปลี่ยนน้ำใหม่ อยู่ได้อีกไม่กี่วันก็ทิ้งค่ะ

page-805

ร้านไอฮ่อพ IHOP - The International House of Pancakes ในเมืองที่เราอยู่ ไม่ได้เปิด 24 ชม. เหมือนตามเมืองใหญ่ แต่ว่าคืนวันศุกร์ เสาร์ และ อาทิตย์ เค้าเปิด 24 ชม. ครอบครัวเราก็แวะไปรอบดึกกันบ่อยๆ เพราะเด็กๆ ไม่ต้องตื่นเช้าไปโรงเรียน และเหนื่อยๆ ยุ่งๆ กันทั้งวัน พอพ่อบ้านเลิกงานก็แวะไปหาอะไรกินกันเสียหน่อย รอมมี่จะเป็นเจ้าความคิดว่า…บอกพ่อ..อยากไปไอฮ่อพ อยากไป อยากไป พอใกล้ๆ พ่อกลับบ้านหลับทุกที ก็ต้องปลุกกันไปหน้างัวเงียแบบนี้ทุกที

page-809

วันที่ 29 กุมภาฯ ปีนี้เป็นวัน .. (วันไรวะ ภาษาไทย..นึกไม่ออก นึกออกจะมาแก้ อิอิ) ภาษาอังกฤษเค้าเรียกว่า Leap Day ถ้าเรียกเหมาปีก็เรียกว่า 4 ปีมีครั้ง ปีที่มี 366 วัน  …Happy Leap Year, HAPPY LEAP DAY” , this year it's combined with "Hump" Day, cool, huh? You can LEGALLY have a "Whole Lot of Leaping and Humping going on" ENJOY! 5555 พ่อบ้านก็เลยอยากเซอไพร้ส์รอมมี่ ที่บ่นว่าไม่ได้กินล๊อบสเตอร์นานแล้ว ก็เลยพากันไปฉลอง (เรียกฉลองเหรอวะ ฉลองอะไร พิมพ์เอง งงเอง 555 คือโห่ไปกินอาหารที่อยาก บังเอิญมันตรงกับวันที่ว่าพอดี) รอมมี่แฮ้ปปี้ตามระเบียบ ไอ้ตี้…เฮ้อออ… ไม่กินข้าวกินปลาอะไรกับเค้า พอตอนจบลุยเค้กแบบไม่แบ่งใคร น่าทุบจริงๆ จะทุบในร้านก็กลัวเค้าเรียกตำรวจจับ พอตอนเดินออกมา บริกรคนในรูป…เค้าเห็นไอ้ตี้ก้มๆ เงยๆ อยู่นานมากๆ เลบคีบเอาล๊อบสเตอร์ออกมาให้ลูกดูใกล้ๆ ไอ้ตี้ก็วิ่งแหกปากหนีไป เลยต้องผลักหนูดีเข้าไปแทน แล้วก็ขอถ่ายรูปเสียหน่อยไม่ให้เค้าเสียน้ำใจ

page-801

วัฒนธรรมใหม่ของชาวโลก คือ ถ้ายังไม่ได้ถ่ายรูป…ห้ามแดก 55555 อาหารที่ Red Lobsters วันนั้นค่ะ ก็อร่อยดี นานๆ ไปกินกันที แต่ถ้าเป็นเมืองไทย…แฮ่ม ซีฟู้ดส์ของเราอร่อยเลิศล้ำกว่าชาติไหนๆ

page-810

ข้างล่างเป็นรูปช่วงที่เก็บข้าวของกันวันเกือบๆ สุดท้าย กอดจูบลูกสาว…รอมมี่ ขอบใจเป็นแสนๆ ครั้ง เป็นเรี่ยวเป็นแรงช่วยพ่อแม่ได้มากๆ เลย ส่วนไอ้ตี้น่ะเหรอ เชอะ ไม่อยากพูดถึง ทำซน ทำลิง เกะกะระรานคนอื่นไปทั่ว เค้าเก็บมันรื้อ เหนื่อยที่จะทะเลาะกับมันจริงๆ ย้ายรอบนี้เราเช่ารถ U-Haul ขนาดกลาง ค่าเช่าจริงๆ แล้วไม่แพงหรอกค่ะ วันละ $29.99 + ภาษี บวกระยะทาง บวกประกัน บวก +++ โน่น นี่ นั่น บวกๆๆๆๆๆ เช่าทีละ 2 วัน ตกรอบละร้อยฝ่าๆ ช่วงนั้นใช้เงิน (ที่ไม่ค่อยจะมี) แบบ…”ควัก-ให้-ควั่ก” เลยค่ะ สมบัติบ้ามากมาย ต้องขนให้หมดแข่งกับเวลา ส่วนรูปดอกกุหลาบนั่น…แปะให้ดูคนกับแมวโทบี้ที่แอบเข้ากล้องค่ะ

page-812

หลังวันเหนื่อยๆ ก็พาลูกไปร้านไอติม ต้องบอกว่าพาลูกๆ ไปบ่อยกว่าปกติ เมื่อก่อนนานๆ ครั้ง ระยะนี้ไปทุกวันอังคาร เพราะเค้ามีโปร Baskin Robbins $1 Scoop Tuesdays ถูกใจไอ้ตี้เป็นที่สุด เพราะกับข้าวกับปลาไม่ชอบ กินไอติมเป็นอาหารหลัก เผลอเป็นปีนตู้เย็นแอบเอาไอติมไปหลบกินตามที่ต่่างๆ ในบ้าน ใต้โต๊ะ ข้างตู้ ฯลฯ

page-813

จากที่เสียบ้านไป เศรษฐกิจของครอบครัวล่มสลายตั้งแต่ปลายปี 2008 วันนี้ยังไม่เห็นสายรุ้งที่ปลายฟ้า แต่คาดว่าซักวันเราจะกลับมา “ดีๆ” เหมือนเดิม ถึงอะไรๆ จะไม่คล่องไม้คล่องมือเหมือนก่อน อยากบอกว่า เราทั้ง 4 คนมีความสุขเสมอ..แม้ในวันที่ฟ้ามืดหม่น เพราะเราอยู่กันพร้อมหน้าและเป็นกำลังใจให้กันและกันค่ะ (กัดกันบ้าง..เป็นเรื่องของปกติมนุษย์ 5555 ความเห็นไม่ตรงกัน…ต้องกัดกันเป็นธรรมดา) เวลาที่ทุกข์ใจ อิชั้นจะนึกถึง ภาพข่าวต่างๆ เกี่ยวกับ สึนามิเมื่อปี 2001 และ 2011 แล้วก็บอกตัวเองว่า วินาทีนั้น เราต้องการอะไร คำตอบของอิชั้นคือ ลูกๆ และสามี เท่านั้นจริงๆ ค่ะ อิชั้นจะคว้า จะกอด แล้วก็จะวิ่งหนีเอาชีวิตรอดไปด้วยกัน …. พอคิดได้อย่างนั้นก็สุขใจขึ้นมาจริงๆ นะคะ …อิชั้นมีพร้อมทุกอย่างที่ต้องการอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีกำลังใจที่จะอยู่และต่อสู้ทุกอุปสรรคไปด้วยกันค่ะ วันนี้เรามีบ้านของเราอีกครั้ง ความรู้สึกเวลาเปิดประตูเข้าบ้านมันไม่เหมือนตอนเช่าบ้านเค้าอยู่ อธิบายยากจัง …. คือมันรู้สึกดีน่ะค่ะ 

427554

Thursday, January 19, 2012

พิธี ขึ้นบ้านใหม่ / เข้าบ้านใหม่

ต้องขอขอบคุณข้อมูลต่างๆ ในบล็อกนี้ ซึ่งอิชั้นเซฟมาจากหลายที่หลายแห่ง บางหัวข้อก็ลืมที่จะเซฟที่มา ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ ทั้งข้อมูลและรูปภาพทั้งหมดไม่ได้มีรูปใดๆ หรือเนื้อหาใดๆ จากอิชั้นเลย ขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ค่ะ

- * – * – * – * - * – * – * – * - * – * – * – * - * – * – * – * - * – * – * – * - * – * – * – * - * – * – * – *

บ้านเป็นจุดศูนย์รวมของครอบครัว พิธีการ ขึ้นบ้านใหม่ จึงถือเป็นเรื่องสำคัญ โดยกำหนด ฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่ ตามหลักวิชาและสะดวกกับเจ้าบ้าน

ก่อนการขึ้นบ้านใหม่

1. บริเวณบ้านที่จะไปอาศัยอยู่  หากมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ใกล้ๆ
ให้ไปไหว้แสดงความเคารพ และขอพรให้ท่านคุ้มครองดูแลให้มีความสุขความเจริญ และให้ทำบุญสังฆทาน และอุทิศบุญกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรของครอบครัว เจ้าที่และวิญญาณที่อาศัยอยู่ในสถานนั้น

 

2. ในกรณีที่เป็น บ้านใหม่ หรือบ้านนั้นยังไม่เคยเข้าไปอยู่อาศัย
ก่อนย้ายเข้า เราสามารถปรับสภาพกระแสภายในบ้านให้ปราศจากสิ่งไม่ดีทั้งหลาย โดยการทำ พิธีล้างปรับสภาพ

 

3. การทำพิธี ขึ้นบ้านใหม่ ต้องใช้ฤกษ์ยามที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ
จึงจะเกิดความร่มเย็นเป็นสุข ท่านสามารถ หาฤกษ์ ขึ้นบ้านใหม่ ผ่านหน้า บริการหาฤกษ์

 

ก่อนได้ ฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่

1. ให้ดับไฟในบ้าน

2. ให้ทุกคนออกนอกบ้าน รวมตัวกันที่หน้าบ้าน

เมื่อได้ฤกษ์ ขึ้นบ้านใหม่

1. ให้เดิน เข้าบ้านใหม่ จัดตั้งองค์พระ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ อื่นๆ เพื่อให้ท่านช่วยคุ้มครองปกปักรักษา ให้เกิดความร่มเย็นเป็นสุข
ในทางปฏิบัติ เราควรกำหนดจุดตั้ง และเตรียมอุปกรณที่จำเป็นไว้ล่วงหน้า เพื่อสะดวกในวันทำพิธี และจะได้ตั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้เสร็จทันในฤกษ์

2. หากต้องการนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์เข้ามาก่อน ให้ใส่กล่องทึบและวางไว้โต๊ะกลางบ้าน เพื่อจะได้ไม่เกี่ยวข้องกับทิศทาง และหากอัญเชิญมาจากที่บ้านเก่าต้องดูฤกษ์อัญเชิญลง จัดของไหว้ถวาย (ตามแต่ประเพณีและความนิยมของบุคคล) ดีที่สุด ควรเป็นผลไม้ห้าอย่าง (ครบห้าธาตุ  - ดิน ทอง น้ำ ไม้ ไฟ) ไม่ควรเป็นเนื้อสัตว์ เพราะเท่ากับเบียดเบียนชีวิตอื่น

3. วันแรกให้จุดธูปจริง เทียนจริง เพื่อให้เกิดควัน (ควันเป็นสื่อถึงแสดงออก ให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เราเชิญได้รับรู้) และขอพร (อย่าขอหลายอย่าง ให้ขอเท่าที่สำคัญและจำเป็น)

4. ก่อเตาหุงต้ม (จุดเตาแก๊ส  คือการเริ่มต้นอยู่กิน และหมายถึงมีกินมีใช้ (ในสมัยโบราณจะใช้วิธีการถือ เตาถ่าน เข้าบ้าน แต่ปัจจุบันสามารถใช้วิธีนี้แทน) แนะนำให้ต้มขนมอี๋เพื่อเป็นสิริมงคล

5. ตั้งเตียงและนอนค้างคืน หมายถึงมีที่นอน อยู่เย็นเป็นสุข (ในความเป็นจริงส่วนใหญ่จะตั้งเตียงอยู่แล้ว เราเพียงแต่ดันขยับอีกเล็กน้อยพอเป็นพิธี) (การปูเตียง ก็เพียงยกหมอนขึ้นแล้ววางลง ตบฟูกแบาๆ)

6. บุคคลที่ถูกปะทะใน ฤกษ์ขึ้นบ้านใหม่ ให้เดินตามหลัง (อย่าเป็นผู้เดินนำหน้าหรือเป็นผู้ประกอบพิธี)

7. หากที่บ้านทิ้งช่วงทำบุญมามากกว่า 1 ปี ควรดูฤกษ์ แต่หากทำต่อเนื่องทุกปีไม่ต้องดูฤกษ์ (วิธีที่ง่ายกว่าคือ : ไปทำบุญสังฆทานที่วัด แล้วอุทิศให้เจ้าที่ และวิญญาณทั้งหลายที่อาศัยในบ้านหลังนี้ ขอให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข)

 

ขอขอบคุณ > > http://www.fengshuitown.com/fengshui/fengshui-tip-ceremony-new-home.htm

 

สิ่งของที่ต้องเตรียมเข้าบ้านใหม่ครั้งแรก

1. พระพุทธรูป

2. เครื่องบูชาพระ เช่น   ธูป เทียน กระถางธูป แจกันดอกไม้

3. ดอกไม้มงคลที่นำมาไว้โปรยรอบๆบ้าน
    -  เหรียญ  จะเป็นเหรียญ บาท หรือสิบบาทก็ได้ค่ะ = เงินทองเต็มบ้าน
    -  ดอกดาวเรือง = ความรุ่งเรือง เจริญรุ่งโรจน์
    -  ดอกกุหลาบ = เส้นทางข้างหน้าต่อไปจะได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
    -  ดอกรัก = ความรัก ความเอื้ออาทรกัน
    -  ข้าวตอก ถั่ว งา = ความเจริญงอกงามยิ่งๆขึ้นไป

4. ถังน้ำ ถังข้าวสาร (ใส่เต็มถัง) = ความอุดมสมบูรณ์

5. หอมแดง กระเทียม พริกแห้ง กะปิ น้ำปลา น้ำตาลทราย เกลือ = ข้าวปลาอาหารมีกินมีใช้ไม่ขาดแคลน

6. เงินแบงค์  900 บาท เงินเหรียญอีก 99 บาท เป็น 999 = มีแต่ความเจริญก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไป

7. กล่องใส่ทอง เพชร หรือเครื่องประดับ อัญมณีมีค่า = ความร่ำรวย มั่งมีเงินทอง

8. ของไหว้เจ้าที่เจ้าทางมีผลไม้ 5 ชนิด
        1. กล้วย  =   กล้วยคือผลไม้มงคล ที่เชื่อว่าเป็นตัวแทนแห่งการขยายสาขา กิจการ การมีบุตรสืบสกุล มีบริวารมาก
        2. มะพร้าว  =  ความบริสุทธิ์
        3. สาลี่  =  การรักษาคุณงามความดีเอาไว้อย่างมั่นคง หรือรักษาซึ่งโชคลาภเงินทองมิให้เสื่อมถอย
        4. ทับทิม  =  คุ้มครองกันภัย
        5. ส้ม  =  ความโชคดี ประสพแต่สิ่งดีๆเป็นสิริมงคล

9. ขนมมงคลไทย 5 อย่าง เช่น   ทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง เม็ดขนุน และขนมถ้วยฟู

10. หมากพลู

11. พวงมาลัยดาวเรือง

12. น้ำเปล่า

สำหรับพิธีการ

1. เมื่อไปถึงบ้านก่อนฤกษ์ให้เตรียมสิ่งของที่จะนำเข้าบ้านให้พร้อม ใครเข้าบ้านก่อนถึงฤกษ์ก็เลยต้องเตรียมอุปกรณ์กันที่นอกบ้าน

2. ก่อนเข้าประตูหน้าบ้าน (เจ้าของบ้าน) หยิบหินขึ้นมา 1 ก้อนกำไว้ในมือแล้วกลั้นหายใจอธิษฐานขอให้จิตใจหนักแน่น และแข็งแกร่งเหมือนหิน มีแต่สิ่งดีๆเกิดขึ้นนับแต่นี้ไป สิ่งร้ายๆอย่าได้แพ้วพาล แล้ววางหินลงหน้าบ้าน จากนั้นให้คุณพ่อเป็นคนเดินนำอุ้มพระพุทธรูปเข้าบ้านเพื่อเป็นสิริมงคล ให้คุณป้า(ที่รวยที่สุด) ถือพานเงิน, ทอง ตามเข้าบ้าน  คุณแม่ถือข้าวสารอาหารแห้ง และคนอื่นๆก็ช่วยกันถือของอื่นๆ ตามเข้ามา

3. นำพระพุทธรูปวางที่ห้องพระที่เราจัดเตรียมไว้ จุดธูปเทียนอธิษฐานจิตให้ท่านคุ้มครอง และอวยพรให้เราประสพพบเจอแต่สิ่งดีๆ ของเรา วันดีเรานำพระเข้าบ้าน และไหว้เจ้าที่ด้วย ซึ่งที่บ้านใหม่ไม่ได้ตั้งศาลเจ้าที่ เราก็ดำเนินการโดยจัดเป็น 2 ที่ (โต๊ะเล็กๆ ก็ได้)

1 คือวางพระพุทธรูปที่เราต้องการจะนำไปบูชาในบ้าน วางไว้ที่ห้องที่เราต้องการจะเป็นห้องพระ จะกี่องค์ก็ตามใจ ของเราใช้ 3 องค์ พอดีเป็นพระที่เราชอบทั้ง 3 องค์ คือ 1.องค์ที่เราต้องการให้เป็นพระประธาน , พระพุทธรูปปางประจำวันเกิด, และพระพุทธรูปองค์อื่น จัดผลไม้ 5 อย่าง 1 ที่, น้ำสะอาด 1 แก้ว, ดอกไม้ , ธูป, เทียน จุดธูปอธิษฐานตามที่ใจเราปรารถนา

2. จัดอีก 1 ที่ ไหว้เจ้าที่ประจำบ้านของเรา จัดอาหารคาวหวาน (เป็นปิ่นโตก็ได้), ผลไม้ 5 อย่าง, น้ำสะอาด ดอกไม้ ธูป เทียน จุดธูปบอกกล่าวเจ้าที่แจ้งให้ท่านทราบว่าเราจะมาอยู่ ขอให้อยู่เย็นเป็นสุข, อยู่แล้วร่ำรวย, อธิษฐานตามใจปรารถนา ให้เปิดหลอดไฟให้สว่างทุกดวง (ไม่จำเป็นว่าแสงเข้าบ้านแล้ว จะไม่เปิด ขอให้เปิด) หากมีโทรทัศน์ หรือวิทยุ ก็ขอให้เปิดให้มีเสียง

ส่วนเพิ่มจะทำหรือไม่ทำก็ได้อันนี้ทำเนื่องจากผู้ใหญ่สอนมา จัดข้าวสารอาหารแห้ง (เช่น ข้าวสาร 1 ถุง, พริก , หอม กระเทียม, น้ำปลา , กะปิ ฯลฯ เป็นต้น) น้ำสะอาดสำหรับดื่ม (เป็นแพ๊ค หรือขวดใหญ่ก็ได้) , เงินทอง (ของเรานับเหรียญ 10 ซึ่งมีทั้งสีเงินและสีทอง 9 เหรียญ , หากมีทรัพย์สินที่เป็นทองคำหรือแหวนเพชรธนบัตรต่าง ๆ ก็ได้ ในส่วนเพิ่มที่กล่าวมานี้ ให้วางไว้กลางบ้าน ตั้งแต่แรกก่อนที่จะจุดธูปไหว้พระ, ไหว้เจ้าที่ รอจนกระทั่งธูปดับ แล้วค่อยเก็บ เป็นเคล็ดให้บ้านนี้อยู่แล้วมีกินมีใช้ , มีเงินมีทองตลอดไปค่ะ

 

การตั้งโต๊ะหมู่บูชา, หิ้งบูชาพระ ให้ถูกทิศ

เพื่อเสริมสิริมงคลให้กับผู้อยู่อาศัยภายในบ้าน ตามบ้านเรือน จึงมักมีหิ้งพระหรือโต๊ะหมู่บูชาเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ใหญ่บ้างเล็กบ้าง ตามกำลังศรัทธา และขนาดพื้นที่ของบ้าน

เมื่อคิดจะตั้งหิ้งพระ อย่าละเลยที่จะศึกษาตำราฮวงจุ้ยเสียก่อน ซึ่งโดยปกติแล้วทิศที่นิยม ในการตั้งพระได้แก่ทิศเหนือ และทิศตะวันออก จะเป็นทิศที่ดี ที่จะเสริมดวงชะตา และนำมาโชคลาภ มาสู่ผู้อยู่อาศัย ตามหลักต่างๆ ต่อไปนี้ (ตามรูป)


การจัดตั้งหิ้งพระหรือหิ้งเทพ ควรหันหน้าพระประธานไปทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ (ทิศอิสาน เรียกว่า "ทิศเศรษฐี") หรือ ทิศตะวันออก หรือ ทิศเหนือ เป็นที่นิยมมาก เมื่อเราหันหน้าไปหาพระประธาน ด้านซ้ายมือของเราหรือเท่ากับด้านขวามือของพระพุทธรูปที่เป็นพระประธานควรจัดตั้งด้วยองค์พระสงฆ์ เช่น รูปปั้นของหลวงปู่แหวน รูปหลวงพ่อคูณ ส่วนทางด้านซ้ายขององค์พระประธานหรือขวามือของเรา ควรจะเป็นการตั้งรูปแบบของ องค์เทพต่างๆ ที่เราเคารพสักการะบูชา เช่น รูปของ องค์พระศิวะ องค์พระนารายณ์ องค์จตุคามรามเทพ และ องค์พระพรหมรูปพ่อแก่ฤาษี เป็นต้น

ควรตั้งให้องค์พระประธานดูสูงกว่ารูปขององค์เทพต่างๆ ถ้าหากว่าองค์พระประธานมีขนาดเล็กกว่าองค์เทพ ก็ควรจัดหาโต๊ะที่ตั้งแล้วมองดูสูงกว่าฐานที่ตั้งเทพ บ้านเรือนหลังนั้นก็จะเจริญรุ่งเรืองอยู่เย็นเป็นสุข

ไม่ควรหันหน้าพระประธานตรงกับแสงพระอาทิตย์ที่ส่องเข้ามา (ทิศตะวันออก) ไม่ให้หันหน้าสู่ตะวันตก ถ้าหากมีตำราพระธรรมให้ตั้งทางขวาของพระพุทธหรือพระประธาน

การอัญเชิญพระเข้าบ้าน

นิยมหาฤกษ์ดี วันพุธ วันพฤหัส หรือก็วันศุกร์ ฤกษ์ดี มักเป็นเวลา 9:09, 9:19 หรือ 9:29 หรือบางคนจะเริ่มเช้าตรู่เลยก็ได้ หรือก็หาฤกษ์สะดวกแล้วแต่ แต่ห้ามเชิญพระหลังเพลเด็ดขาด เมื่อได้ฤกษ์ ให้เจ้าบ้านอุ้มอัญเชิญพระประธานเข้าประตูบ้านแล้วตั้งไว้บนหิ้งพระที่เตรียมไว้ นำเครื่องบูชา ขันห้า มาถวายหน้าพระประธานแล้วจุดธูป บูชาพระและขอพรให้ท่านปกป้องคุ้มครองให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุขแคล้วคราดปลอดภัย

ขันห้าถวายพระ

เทียน ห้าเล่ม
ธูป ห้าดอก
เหรียญบาท ห้าเหรียญ
ดอกไม้ห้าดอก
ผลไม้ห้าอย่าง รวมในหนึ่งจานเล็ก จะอย่างละลูกก็ได้ หรือจะใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ห้าชนิดก็ได้ จะได้มีแต่ความงอกงาม ถ้าเป็นคู่รักก็ใช้น้ำตาล ชีวิตคู่จะได้หวานชื่น

วางขันห้าไว้หน้าพระพุทธแล้วจุดธูปบูชาต่างหากสามดอกอย่าใช้ธูปในขันห้านั้น เท่านี้ก็เสร็จพิธี ตั้งทิ้งไว้ทั้งวัน บางคนก็ทิ้งไว้ สามหรือเจ็ดวันก็ได้


การจัดหิ้งบูชานำความสิริมงคล

ทุกบ้านต้องมีหิ้งพระ จะเล็กหรือใหญ่ ก็แล้วแต่ตามอัตตภาพแต่ละคน นอกจากนั้นแล้วยังมีหิ้งเทพ หิ้งรูปบรรพบุรษ หิ้งบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ ก็ตามที่จะต้องจัดตั้งไว้ในบ้านนั้น ทุกท่านต้องการรู้ว่าจะจัดตำแหน่งอย่างไรให้ถูกกับดวงชะตา และจะต้องดูแลพิเศษอย่างไร หากดูแลไม่ดีแล้วสิ่งที่เป็นสิริมงคลของบ้านก็ย่อมกลายเป็นอัปมงคลไปในที่สุด

๑. หิ้งบูชาต้องสะอาด หมั่นดูแลมิให้มีฝุ่นจับองค์พระหรือรูปเทพต้องสะอาด หากปล่อยให้หิ้งบูชาสกปรก คนในบ้านจะเจ็บป่วยและทำมาค้าไม่ขึ้นและ ควรหมั่นเปลี่ยนน้ำเปล่า และดอกไม้สดที่บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์บนหิ้งเป็นประจำ อย่าปล่อยให้ดอกไม้แห้งเฉาคาทิ้งไว้ เพราะจะทำให้คนในบ้านมีชีวิตขึ้นๆลงๆไม่ค่อยมั่นคงเท่าไหร่

๒. หิ้งพระต้องตั้งอยู่ในมุมสงบ อย่าตั้งไว้ในมุมที่พลุกพล่านของบ้าน อย่าตั้งหิ้งพระเหนือประตูซึ่งเป็นช่องทางเดินเข้า-ออก ถ้าจัดตั้งหิ้งพระในมุมที่พลุกพล่าน คนในบ้านจะมีแต่ความวุ่นวายไม่สงบสุข

๓. หิ้งบูชาพระหรือเทพไม่ควรติดตั้งบนผนังเดียวกันกับผนังของห้องน้ำและห้องครัว อีกทั้งยังไม่ควรหันองค์พระหรือหน้าหิ้งบูชาไปตรงกับประตูห้องน้ำหรือห้องครัวอีกด้วย มิเช่นนั้นคนในบ้านจะเจ็บป่วย มีแต่เรื่องขัดแย้ง เงินทองรั่วไหล

๔. ถ้าพักอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์หรือคอนโด ก็ควรจัดตั้งหิ้งพระให้เหมาะสม หากวางบนหลังตู้ก็ต้องดูขนาดความสูงด้วย หิ้งพระควรตั้งสูงกว่าศีรษะของคนเราไม่ควรต่ำกว่านั้น หากตั้งหิ้งพระต่ำกว่าศีรษะคนเรา จะทำให้คนในบ้านจะไม่มีโอกาสเจริญก้าวหน้า อาชีพการงานเติบโตช้า จะถูกลดตำแหน่งลดบทบาทสายงาน

๕. ถ้าทำห้องพระในบ้าน ห้องพระควรสะอาด สงบ ไม่ควรนำข้าวของอื่นๆไปเก็บไว้ในห้องพระ และห้องพระไม่ควรอยู่ติดกับห้องน้ำ หรือมีประตูตรงกับประตูห้องน้ำพอดี เพราะถือเป็นลักษณะอัปมงคล

๖. ไม่ควรจัดหิ้งบูชาไว้ปลายเตียงนอน ถือว่าไม่เป็นมงคลอย่างยิ่งและถ้าหลีกเลี่ยงได้ก็ไม่ควรตั้งหิ้งบูชาไว้ในห้องนอน เพราะคนเรามีกิจกรรมที่ไม่เหมาะสมต่อหน้าหิ้งพระ เช่น การผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า หรือการร่วมหลับนอนของคู่สมรส เป็นต้น ควรจัดหิ้งพระไว้ในมุมที่ไกลจากเตียง ถ้าพักอยู่ในห้องเดี่ยว หันองค์พระหรือเทพไปทางอื่นอย่าหันหน้าหิ้งมายังทิศทางที่เตียงตั้งอยู่

๗. หิ้งบูชาไม่ควรอยู่ในห้องรับแขก เพราะถือว่าเป็นบริเวณที่ค่อนข้างพลุกพล่าน ถ้าจำเป็นจริงๆก็อย่าตั้งหิ้งใกล้มุมที่ตั้งชุดเก้าอี้รับแขก และอย่าหันหน้าหิ้งบูชาเล็งใส่มุมตั้งชุดเก้าอี้รับแขกเพราะไม่ใช่ลักษณะที่เหมาะที่ควร หิ้งบูชาที่อยู่ใกล้เก้าอี้รับแขกจะมิใช่หิ้งประทับของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เมื่อความศักดิ์สิทธิ์หายไปก็ย่อมปราศจากพลังที่ดีมาปกปักรักษาหรือปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายในบ้าน

๘. หากตั้งหิ้งบูชาขนาดใหญ่ จำนวนองค์พระหรือองค์เทพบนหิ้งควรมีจำนวนเป็นเลขคี่ เช่น ๑,๓,๕,๗ และ ๙ องค์ ทั้งหลักฮวงจุ้ยและความเชื่อของไทยก็ล้วนระบุว่าไม่นิยมให้เป็นจำนวนเลขคู่

๙. ไม่ตั้งหิ้งบูชาไว้ใต้คาน มิเช่นนั้นดวงชะตาคนในบ้านก็คล้ายถูกกดทับ ยากเจริญรุ่งเรือง และมักจะมีเรื่องให้ปวดศีรษะอยู่เสมอ เมื่อยืนอยู่นอกบ้าน หากมองเข้าไปในบ้านแล้วไม่ควรมองเห็นหิ้งบูชาได้ถนัดชัดเจน ถ้ามองเห็นถือว่าไม่ดีควรจัดตั้งหิ้งบูชาไว้ในมุมสงบ และเป็นสัดเป็นส่วน มิใช่อยู่นอกบ้านก็สามารถมองเห็นได้ แต่ถ้าเป็นร้านค้าขายถือว่าไม่เป็นไร


ทิศต้องห้ามของคนเกิดในแต่ละปี กับการตั้งหิ้งพระ

คนเกิดปีชวด

ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศเหนือเด็ดขาด เพราะจะส่งผลให้เจ้าบ้าน เกิดอันตรายอย่างใหญ่หลวง จนถึงขั้นเสียชีวิต

คนเกิดปีฉลู

ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเด็ดขาด จะส่งผลให้เจ้าบ้าน เกิดการเจ็บป่วยอย่างกะทันหัน

คนเกิดปีขาล

ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือเด็ดขาด จะส่งผลให้ผู้หญิง และสมาชิกในครอบครัว เกิดอันตรายได้

คนเกิดปีเถาะ

ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาไปทางทิศตะวันออกเด็ดขาด จะส่งผลให้เกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง คนในบ้านจะเสียชีวิต

คนเกิดปีมะโรง

ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเด็ดขาด จะส่งผลให้คนในบ้านเกิดการเสียหาย ทั้งชายและหญิง

คนเกิดปีมะเส็ง

ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้เด็ดขาด เพราะจะส่งผลให้คนในครอบครัว มีความยุ่งยากที่สุด จนหาความสงบสุขไม่ได้

คนเกิดปีมะเมีย

ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศใต้ จะส่งผลให้เกิดเรื่องราวอัปมงคลขึ้นภายในบ้าน

คนเกิดปีมะแม

ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ เพราะจะส่งผลให้ครอบครัว เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นอย่างไม่คาดฝันได้

คนเกิดปีวอก

ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ เพราะจะส่งผลให้เกิดเรื่องร้าย ๆ กับสมาชิกเพศชายในครอบครัว

คนเกิดปีระกา

ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเพราะ จะผลให้ทุกข์โศกมาเยือน ครอบครัวจนต้องร้องให้อยู่เสมอ

คนเกิดปีจอ

ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือเด็ดขาด จะส่งผลร้าย ให้สมาชิกในครอบครัวอย่างมาก ถึงขั้นเสียชีวิตได้

คนเกิดปีกุน

ห้ามตั้งหิ้งพระบูชาหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ จะส่งผลให้เกิดเรื่องร้าย ๆ ในครอบครัวอยู่ตลอด เสียเงินเสียทองขึ้นโรงขึ้นศาล

 

 

 

เรื่องของการวางเทพบูชา กับหิ้งพระบูชา ไม่ควรวางรวมกัน

 

เรื่องของการวางเทพบูชา กับหิ้งพระบูชา ไม่ควรวางรวมกัน

เมื่อวานนี้ 09-02-53 ผมได้รับเชิญให้ไปดูฮวงจุ้ยที่โฮมออฟฟิคของเพื่อนสมาชิกท่านหนึ่ง แถวสุขสวัสดิ์ ซึ่งความจริง มีไปดูมาหลายที่ แต่ไม่ค่อยได้นำมาโพสเล่าให้ฟัง แต่เมื่อวานรู้สึกมีเรื่องที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อเพื่อนๆหลายคน เลยจะนำมาเล่าให้ฟังกันครับ

1. แรกเมื่อไปถึงเลย ยังไม่ทันได้เข้าไปในอาคาร ผมก็รู้สึกถึงพลังที่ทั้งดีและไม่ดีบางอย่าง สะท้อนมา จึงได้เดินไปดูในจุดที่มีปัญหา ก็พอดีกับเพื่อนสมาชิกที่เป็นเจ้าของอาคารเดินออกมาทักพอดี จึงเดินไปดูในจุดที่ผมสงสัย ซึ่งพบว่าเป็นมุมท้ายสุดของอาคาร ที่บังเอิญไปเยื้องกับสุเหร่าพอดี อีกทั้งมุมสามเหลี่ยมช่วงนั้น เป็นจุดที่มีพลังของวิญญาณื้ทั้งดีและไม่ดีวนเวียนอยู่ จึงได้แนะให้เพื่อนสมาชิกแขวนสัญญลักษณ์บางอย่าง และในแต่ละอาทิตย์อาจนำอาหารมาเซ่นให้วิญญาณเหล่านี้ รวมถึงแผ่เมตตาให้เขา เพื่อให้เขาได้รับบุญที่ดี ที่สามารถอาจทำให้เขาได้ไปเกิดใหมด้วย ซึ่งย่อมส่งผลดีแก่ตัวเรา และอาคารเรา ซึ่งย่อมแน่นอนว่า ถ้าบริเวณห้องนอนของใครบังเอิญมาตรงกับตำแหน่งนี้ อาจจะนอนหลับไม่ค่อยสนิท และหรือมีลักษณะเหมือนโดนผีอำได้

ภายหลังเพื่อนเจ้าของอาคารได้พาเดินไปที่ห้องพักของคนงานในบริเวณดังกล่าว ผมได้ถามไปที่พนักงานท่านนั้นว่า เคยรู้สึกไม่ค่อยดีอะไรหรือไม่ ได้รับคำตอบว่าไม่ จึงได้ทักไปว่า มีของดีสิท่า เมื่อเข้าไปในห้องพักจึงพบว่า มีหิ้งบูชาอยู่สองหิ้ง เป็นหิ้งพระหิ้งหนึ่ง และหิ้งของเทพทางฮินดูอีกหิ้งหนึ่ง ซึ่งตรงนี้สำคัญมาก เพราะผมมักพบว่า การนำเทพต่างๆมาบูชา ส่วนมากมักจะวางรวมกันไว้กับหิ้งพระ ซึ่งไม่ถูกต้องมากนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าแม่กวนอิม หรือพระพิฆเณศ หรือเทพองค์อื่น ห้ามนำมารวมไว้กับหิ้งพระนะครับ ให้แยกต่างหาก และมีกระถางธูปพร้อมของบูชาถวายแยกต่างหากกันนะครับ อันนี้รวมถึงภาพเคารพต่างๆ หรือภาพเคารพของอดีตกษัตริย์ ก็ควรวางแยกกับหิ้งพระไว้ด้วยครับ

หลายท่านอาจสงสัยว่า เทพแต่ละองค์เปี่ยมไปด้วยพระเมตตา และทรงช่วยเหลือมนุษย์อยู่แล้ว คงจะไม่เป็นไร แต่ไม่ว่ารูปเหมือน หรือวัตถุมงคลต่าง โดยเฉพาะถ้าผ่านพิธีที่ถูกต้อง จะมีพลังนุภาพในเทพแต่ละองค์นั้นๆ ซึ่งพลังนุภาพเหล่านี้อาจรบกวนกัน อีกอย่างเทพแต่ละองค์ก็โปรดของบูชาไม่เหมือนกัน เช่นเจ้าแม่กวนอิม ท่านทรงโปรดอาหารแจและน้ำชา แต่ถ้าเทพอย่างพระพิฆเณศนั้น ทรงอาหารทิพย์อยู่แล้ว จึงโปรดแต่น้ำหวาน หรือของหวานต่างๆ จะเห็นว่าขัดกันนะครับ จึงควรแยกหิ้งให้ถูกต้องจะดีกว่า และผมค่อนข้างแปลกใจที่พนักงานท่านนั้น กลับเป็นผู้รู้จริงมากกว่า คนระดับเจ้าของอาคารอื่นๆที่ผมพบหลายคน บางคนวางรวมกันแล้วยังวางลำดับต่างๆผิดหมด และเมื่อมีปัญหาต่างๆ เวลามาอธิษฐานขอให้เทพแต่ละองค์ช่วย ก้มักจะไม่ได้รับการช่วยเหลือ เพราะเหตุนี้นะครับ ดีไม่ดี อาจเกิดผลเสียอีกด้วย

2. เรื่องของลำดับชั้น ของเทพแต่ละองค์ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก และต้องศึกษาจริงๆ ถ้านำมาไว้ที่โต๊ะหมู่บูชาบ้านเรา ที่มีลักษณะเป็นชั้นๆ ถ้าเราวางตำแหน่งไม่ถูกต้องเทพองค์ไหนควรอยู่บนหรืออยู่ล่าง จะมีปัญหาแน่นอน ดังนั้น แม้เราจะเคารพ แต่ก็ควรต้องศึกษา ก่อนนำมาขึ้นหิ้ง ควรหาความรู้ไว้ หรืออย่างน้อยซักถามจากแหล่งที่มา หรือที่ไปเช่ามา จะได้ปฎิบัติให้ถูกต้องนะครับ

แม้แต่รูป ฮก ลก ซิ่ว วางเรียงไม่ถูกก็ยังมีปัญหาเช่นกัน ที่ห้องโถงของเจ้าของอาคาร มีภาพ ฮก ลก ซิ่ว แขวนไว้ เจ้าของเองเล่าว่า เมื่อก่อนทีบ้าน คนในบ้านมีปากเสียงกันบ่อยๆ จนครั้งหนึ่งมีคนมาทักว่า วางตำแหน่งหรือเรียงผิด จึงได้จัดวางใหม่ให้ถูก ภายหลังก็พบว่าปัญหาต่างๆเหล่านี้ ค่อยๆแก้ไขได้ ซึ่งเมื่อพบได้ดูก็แจ้งให้ทราบว่า วางตามนี้ถูกต้องแล้ว (ตามรูปประกอบนะครับ) และไม่ต้องนำไปไว้ที่หิ้งพระนะครับ ในทางศาสตร์ฮวงจุ้ยนั้น กล่าวไว้ว่า ที่ที่เหมาะสมที่จะวาง ฮก ลก ซิ่ว (Fuk Luk Sau) ในบ้านนั้น ควรวางไว้ข้างๆ โต๊ะรับประทานอาหาร หรือ ห้องนั่งเล่นของครอบครัว โดยควรวางไว้บนโต๊ะที่สูงที่สุดในบริเวณห้องดังกล่าว ไม่ควรวางไว้บนโต๊ะที่ต่ำกว่าโต๊ะตัวใดตัวหนึ่งบริเวณนั้น เพื่อแสดงความเคารพแก่ท่าน หรือ บางครั้งอาจมีการนำไปไว้ข้างหลังเก้าอี้ทำงานก็ได้ เพราะ จะแสดงถึงพลังของ ฮก ลก ซิ่ว ที่คอยช่วยเหลือ ค่ำชู ผู้ที่นั่งบนเก้าอี้ตัวนั้น
วิธีการจัดวาง ฮก ลก ซิ่ว ถ้าเราหันหน้าเข้าหาท่าน ทางซ้ายมือของเราจะต้องวาง เทพลก ส่วนตรงกลางเป็น เทพฮก และทางขวามือสุดของเราวาง เทพซิ่ว การวางต้องตั้ง เทพฮกไว้ตรงกลาง เพราะถือว่าเมื่อมี เทพลก และ เทพซิ่ว แล้วจึงมี เทพฮก คือ อายุยืน และ มั่งมีก่อน จึงจะมีอำนาจวาสนา

หลังจากนั้น การจดวางภายในอาคารก็ได้แนะนำให้เจ้าของอาคารทราบและปรับปรุง ซึ่งบางจุดผมก็ได้ทักก่อนว่า ไม่ดี อย่างห้องนอน เอาเตียงมาไว้ตรงนี้หรือนอนตรงนี้ไม่ดี ตัวเจ้าของเองก็บอกว่า จริง เพราะมานอนตำแหน่งนี้ทีไร รู้สึกนอนหลับไม่สนิท ตื่นมาก้ปวดเมื่อยไปหมด จนบางครั้งก็เหมือนถูกผีอำ ซึ่งผมก็ได้แนะนำตำแหน่งที่ดีที่ควรนอนให้ทราบ การปรับเปลี่ยนนั้น ผมจะพยายามเน้นให้มีแค่การย้ายตำแหน่ง การนำบางอย่างมาวาง หรือกั้นปิด โดยให้การทุบริ้อนั้น เป็นสิ่งสุดท้ายที่จะแนะนำ ควรทราบว่า ตำแหน่งทั้งแปดทิศภายในอาคาร จะต้องผ่านการคำนวนจากวันเดือนปีเกิดของเจ้าของอาคารเป็นหลัก ดังนั้นแต่ละท่านจะมีตำแหน่งที่ดี และไม่ดี ทั้งแปดทิศไม่เหมือนกัน การอ่านจากหนังสือว่าทิศนั้นดี ทิศนี้ไม่ดี ก็เหมือนคำแนะนำที่เป็นกลาง เหมือนการทำนายว่าคนเกิดวันจันทร์ ดีหรือไม่ดี ไม่ใช่การนำวันเดือนปีเกิดของคนนั้นเองเลยมาทำนาย ซึ่งย่อมจะได้คำทำนายที่ตรงมากกว่า ซึ่งก็เช่นกันที่ตำแหน่งที่อ่านมาว่าดี แต่ถ้าเป็นเฉพาะของเจ้าของอาคารแล้ว อาจเป็นทิศที่แย่ หรือเสียก็ได้ตำแหน่งทั้งแปดทิศของฮวงจุ้ย จะมีทิศที่ดีสี่ทิศ และไม่ดีสี่ทิศเช่นกัน ดังนั้นตำแหน่งทิศที่ดี จึงควรเป็นตำแหน่งห้องที่เราใช้ประจำ เช่นห้องนอน(เพื่อให้นอนแล้วสุขภาพดี), ห้องทำงาน(เพื่อให้นั่งทำงานแล้ว การงานราบรื่นไม่ติดขัด), ห้องนั่งเล่น(เพื่อสร้างความสามัคคีของคนในบ้าน)

ส่วนทิศที่ไม่ดี ก็อาจเป็นตำแหน่งของห้องที่เราไม่ค่อยได้ใช้ หรือไปอยู่ที่นั้นนานๆ เช่นห้องเก็บของ, ห้องน้ำ, ห้องครัว เหล่านี้เป็นต้น ซึ่งก็แน่นอนว่า เมื่อมีการปรับเปลี่ยนและโยกย้าย รวมถึงคำชี้แนะว่าอะไรเหมาะ และไม่เหมาะไปแล้ว ผุ้อยู่อาศัยก็จะมีความสบายใจ หลายสิ่งหลายอย่างจากการที่ผมไปดูมาหลายที่ มักพบว่า จุดหรือตำแหน่งที่เป็นปัญหานั้น ส่งผลเสียจริงๆ และตัวเจ้าของอาคารเองก็รู้สึกว่ามีปัญหาจริงๆ หรือตำแหน่งไหนดีอยู่แล้ว ตัวเจ้าของก้รู้สึกว่าดีเช่นกัน แม้จะไม่ต้องปรึกษาผู้รู้ทางด้านฮวงจุ้ยเลยก็ตาม


ไว้คราวหน้าถ้าผมไปดูฮวงจุ้ยที่บ้านใดแล้ว มีอะไรที่ดูจะมีประโยชน์จะมาเล่าให้ฟังบ่อยๆนะครับ

อ.ณัฐวรรธน์ ปภาเทพ www.modonut.net Tel 084-122-6913

 

 

การจัดฮวงจุ้ยหิ้งพระ และการจัดฮวงจุ้ยห้องพระที่เป็นมงคลอันรุ่งเรืองดีงามต่อผู้ที่อยู่อาศัย

1. เราไม่ควรที่จะเลือกตั้งวางหิ้งพระ หรือตั้งวางสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไว้ตำแหน่งที่เป็นพื้นที่ภายในของห้องครัว (ห้องครัวเหม็น คือ…ห้องครัวที่ใช้ประกอบอาหาร) เพราะถือว่าไม่เป็นมงคลต่อผู้ที่อยู่อาศัยภายในบ้านหลังนั้นๆ เป็นอย่างยิ่ง

2. เราไม่ควรที่จะเลือกตั้งวางตำแหน่งของห้องพระ หรือหิ้งพระ โดยที่มีด้านหลังของผนังห้องพระ หรือหิ้งพระติดแขวนไว้กับผนังของห้องน้ำ ห้องส้วม เพราะถือว่าไม่เป็นมงคลอย่างยิ่ง ด้วยความที่ห้องพระถือว่า เป็นธาตุไฟ จึงไม่สมควรที่จะตั้งอยู่ชิดติดกับห้องน้ำ ห้องส้วมที่ถือว่า เป็นธาตุน้ำ และยังเป็นอัปมงคลอีกด้วยครับ

3. ตำแหน่งของห้องพระ และหิ้งพระที่ดี เราไม่สมควรที่จะตั้งวางห้องพระ หรือหิ้งพระ ตรงกับตำแหน่งของประตูทางเข้าห้องน้ำ ห้องส้วม แต่ถ้าเราได้สร้าง หรือได้ตั้งวางไปแล้วนั้น เราก็สามารถที่จะทำการแก้ไขด้วยวิธีอย่างง่ายๆ ก็ได้ครับ โดยการตั้งฉากกั้นบังไม่ให้เห็นประตูห้องน้ำ ห้องส้วมเป็นพอครับ

4. ตำแหน่งของห้องพระที่ดี ไม่ควรที่จะมีห้องน้ำ ห้องส้วม และห้องครัว ตั้งอยู่ในตำแหน่งด้านหลังของห้องพระครับ เพราะจะถือกันว่าไม่เป็นมงคลที่ดีนัก ในทางฮวงจุ้ยจะถือว่า ห้องน้ำ และห้องครัว เป็นห้องที่มีความเป็นอัปมงคลของบ้าน จึงไม่สมควรที่จะไปตั้งชิดติดกับห้องเหล่านี้ครับ

5. ตำแหน่งของห้องพระที่ดี ไม่ควรที่จะมีห้องนอน ของคู่หนุ่มสาวตั้งอยู่ในตำแหน่งด้านหลังของห้องพระนะครับ เพราะจะถือกันว่าไม่เป็นมงคลที่ดีนัก ในทางฮวงจุ้ยจะถือว่า ห้องนอนเป็นที่ประกอบกามกิจที่เป็นกิเลสตัณหา จึงไม่สมควรที่จะไปตั้งชิดติดกับห้องพระครับ

6. ตำแหน่งของหิ้งพระที่ดี ไม่ควรที่จะตั้งวางหิ้งพระไว้ภายในห้องรับแขก เพราะว่าตำแหน่งที่ตั้งของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดี ควรที่จะเป็นตำแหน่งที่สงบนิ่ง ไม่วุ่นวายครับ

7. ตำแหน่งของห้องพระ หรือหิ้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดี ไม่ควรตั้งประจันตรงกับประตูของห้องนอน เพราะว่า ในทางฮวงจุ้ยจะถือเป็นพลังของปราณหยางพิฆาตที่รุนแรง จะไหลผ่านเข้าประตูห้องนอน ซึ่งถือว่าไม่เป็นมงคลยิ่ง แต่เราสามารถที่จะทำการแก้ไขด้วยวิธีการง่ายๆ โดยการตั้งฉากกั้นบังเอาไว้เท่านั้นครับ

8. โต๊ะหมู่บูชา หรือหิ้งบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ควรที่จะทำมาจากไม้เก่า หรือจากอุปกรณ์ที่ได้เคยผ่านการใช้งานอื่นมาแล้วนะครับ เพราะในทางฮวงจุ้ย ถือว่าเป็นความไม่บริสุทธิ์ในด้านพลังที่เป็นมงคลครับ

9. เราไม่ควรที่จะตั้งวางพระพุทธรูป หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ในตำแหน่งที่ไม่เหมาะสมนะครับ เช่น ตั้งวางในตู้โชว์เหล้า หรือในตำแหน่งที่ไม่สะอาด (ข้อควรจำ คือในทุกตำแหน่งที่เกี่ยวกับศีล 5 เช่น ที่ฆ่าสัตว์ ที่ไม่บริสุทธิ์ ที่เป็นอบายมุข และกิเลส)

10. ตำแหน่งของหิ้งพระที่ดี ไม่ควรที่จะตั้งวางเอาไว้ภายในห้องนอน หรือภายในห้องเก็บของ เพราะถือว่าไม่เหมาะสมครับ ยิ่งในสมัยนี้หลายคนใช้ห้องพระเป็นห้องเก็บของกันเลยก็มีนะครับ

11. ตำแหน่งของห้องพระ หรือหิ้งพระที่ดี ต้องไม่ตั้งอยู่ตรงพลังที่เป็นอัปมงคลพิฆาตทางฮวงจุ้ย เช่น ผนังพิฆาต เสาพิฆาต คานพิฆาต และเหลี่ยมมุมหลังคาพิฆาต

12. ตำแหน่งของหิ้งพระที่ดี จะต้องไม่ตั้งอยู่ในตำแหน่งใต้บันได หรือในตำแหน่งที่ด้านหลังของหิ้งพระเป็นบันได จะถือว่าไม่มีความเป็นมงคลที่ดีเลย เพราะในทางฮวงจุ้ยจะถือว่าบันไดเป็นที่ขึ้นลง เคลื่อนไหวซึ่งไม่มีความสงบ และยังหมายถึงการเหยียบย่ำลบหลู่สิ่งศักดิ์สิทธิ์อีกด้วยครับ

13. ตำแหน่งของหิ้งพระที่ดี จะต้องไม่ตั้งอยู่สูงกว่าระดับความสูงของคานด้านหน้าประตูใหญ่ จะถือกันว่าไม่เป็นมงคลที่ดีนัก เพราะถือว่าเป็นตำแหน่งที่เกินเอื้อม และสูงเกินไปสำหรับพลังที่เป็นมงคลภายในบ้าน

14. พื้นที่ด้านหน้าโต๊ะหมู่บูชา หรือพื้นที่หน้าหิ้งพระควรที่จะมีพื้นที่โล่ง และมากพอที่จะมีความสะดวก ในการเข้ามาทำการสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์นะครับ เพราะว่า การที่เราสามารถที่จะยืน หรือนั่งได้อย่างสะดวกในการกราบไหว้ ย่อมที่จะทำให้เรามีสมาธิที่ดี และก่อเกิดมงคลนั้นเองครับ

15. ตำแหน่งของหิ้งพระที่ดี จะต้องไม่ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่ใต้ขื่อใต้คานอย่างเด็ดขาด จะถือว่าไม่มีความเป็นมงคลที่ดีเลยครับ เพราะในทางฮวงจุ้ยจะถือว่าเป็นตำแหน่งกดทับ ที่ทำให้คนในบ้านไม่มีความเจริญนะครับ

16. ตำแหน่งของห้องพระ หรือหิ้งพระที่ดี ต้องไม่ติดหลอดไฟส่องตรงไปที่หิ้งพระที่มีความสว่างมากเกินไปนะครับ ถือกันว่าไม่เป็นมงคล เพราะพระ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในทางฮวงจุ้ย ถือว่าเป็นธาตุไฟ ยิ่งมีแสงไฟส่องไปมากเท่าไร ก็จะยิ่งเติมพลังให้ธาตุไฟรุนแรงมากเกินไป เดี๋ยวจะกลายเป็นพลังไฟเผาไหม้แทนครับ

17. ตำแหน่งของห้องพระ หรือหิ้งพระที่ดี จะต้องตั้งอยู่ในตำแหน่งที่เงียบสงบไ ม่ใกล้ชิดติดกับทางเดินเข้าออกที่วุ่นวายเกินไปนัก และจะต้องมีความสะอาดที่ดีอีกด้วยครับ จึงจะถือว่าได้ตำแหน่งที่เป็นมงคลที่ดีครับ เพราะว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์เราจะต้องให้ความเคารพบูชานะครับ

18. ตำแหน่งของหิ้งพระ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดี ไม่ควรที่จะตั้งอยู่สูงเกินไป หรือต่ำไปนัก เพราะถ้าตั้งอยู่สูงเกินไป จะทำให้คนในครอบครัวเป็นโรคเกี่ยวกับปอด หัวใจ สมอง สายตา และอวัยวะที่อยู่สูงขึ้นไปได้ง่าย แต่ถ้าตั้งอยู่ต่ำเกินไปจะเป็นโรคเกี่ยวกับช่องท้อง และช่วงล่างได้ (ข้อควรจำอย่างง่ายๆ คือ…สูงสุดไม่ควรที่จะตั้งอยู่สูงเหนือจมูก ต่ำสุดก็ไม่ควรที่จะต่ำกว่าสะดือ ดีที่สุดไม่ตั้งอยู่สูงเกินเอื้อมของแม่บ้านนะครับ)

19. โต๊ะหมู่บูชา หรือหิ้งพระที่ใช้สำหรับตั้งบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ควรที่จะมีขาที่แข็งแรงมั่นคง เพราะในทางฮวงจุ้ย จะถือเป็นนัยยะที่มั่นคงต่อผู้ที่อยู่อาศัยอีกด้วยนะครับ

20. ใต้โต๊ะหมู่บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ดี ไม่ควรที่จะตั้งวางโทรทัศน์ วิทยุ หรือตู้เลี้ยงปลาอย่างเด็ดขาดนะครับ

http://www.7tua.com/2011072601-7tua/fengshui-house2/

Sunday, January 15, 2012

Time To Say Goodbye – Who's Got Talent

ขอพูดถึงเพลงที่นำมาเป็นชื่อบล็อกก่อนค่ะ ชื่อเพลงคือ Time To Say Goodbye ถ้าอิชั้นจะจัดให้เข้าหมวดหมู่เองก็น่าจะเป็น Classical song แต่จริงๆ แล้วเพลงแบบนี้จัดเป็น "Operatic Pop" คือยังมี operatic ผสมอยู่มากนั่นเอง แต่ๆๆๆๆ แต่ ใครนะ ใครหนอ แต่งเพลงนี้ แล้วใครหนอร้องเพลงนี้เป็น the original artist เลยไปค้นคว้ามาได้ความดังนี้ค่ะ

เพลงนี้ประพันธ์โดย นักแต่งเพลงชาวอิตาเลี่ยน 2 ท่าน Francesco Sartori และ Lucio Quarantotto ไม่มีใครค่อยพูดถึงคนแต่งเพลง แต่คนที่โด่งดังกลับเป็นขับร้องเพลงนี้ึ่ะ ครั้งแรกเป็นการนำมาบันทึกโดยขับร้องแบบ duet ของ Sarah Brightman กับพี่บอด Andrea Bocelli และทั้งคู่ก็ได้บันทึกเสียงแบบโซโล่ ออกมาทั้งเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษและอิตาเลี่ยน

สาเหตุที่อิชั้นค้นคว้ามาแบ่งกันอ่านนั้น ก็มีอยู่หลายเหตุผลค่ะ เพลงเพราะได้ยินมมานานแล้ว (นานๆ ที) พอได้ดู Jackie Evancho ร้องเพลงนี้ ในรอบเซไมไฟน่อล America's Got Talent 2011 ก็แหม…เด็กอาไร๊… ร้องเพราะจริง ช่างเลือกเพลงร้องยากนิ จากนั้นไม่นานก็ได้ดูเด็กไทยลูกครึ่งร้องเพลงนี้ออกรายการเดียวกันแต่เป็นเวอร์ชั้นประเทศไทย อ้าว เว้ย เฮ้ย คิดได้ไง เค้าเพิ่ง ตัดสินกันไปล่วงหน้าไม่นาน (แจ๊คกี้ได้แค่รองชนะเลิศนะคะ Michael Grimm คอ.ปอ.ดอ. ค่ะ 5555 อิชั้นลุ้นแจ๊คกี้และตอนนั้นคิดเหมือนกันว่าน่าจะได้แค่รองเพราะทิศทางของเพลงที่ถนัด…มันไม่ค่อย commercial) แม่หนูคนนั้น เสื้อ ผ้า ลีลา ก๊อปเค้ามาทั้งกะบิ ดูถูกคนไทยไปหน่อย โลกเดี๋ยวนี้ใบเล็กนิดเดียว อินเตอร์เน็ต “คลิกๆๆๆ” ดู รู้ เห็นทันกันหมด กรรมการก็ไม่ทำการบ้าน หน้าอาย เยอะค่ะถ้าให้พูด ลองฟังต้นฉบับดูนะคะ

Sarah Brightman & Andrea Bocelli - Time to Say Goodbye

อันนี้เป็นเวอร์ชั่นที่ซาร่าร้องเดี่ยว

Sarah Brightman - Live from Las Vegas - Time To Say Goodbye

อันนี้เป็นหนูแจ๊คกี้วัย 10 ขวบ ร้องในรอบเซไมไฟน่อล ปี 2010 โปรดสังเกตเสื้อผ้าหน้าผม รอบนี้ผู้จัดช่วยแต่งเนื้อแต่งตัวให้แล้ว ลองกลับไปดูรอบคัดเลือกก่อนหน้านี้ น่ารักมากๆ เหมือนวิ่งเล่นอยู่ที่โรงเรียนแล้วมาขึ้นเวทีประกวดเลย ใสๆ เด็กๆ ดูได้ที่นี่ค่ะ http://youtu.be/3d_XTvLalJk พอขึ้นเวทีด้วยเสียงคึสูงปี๊ด soprano กรรมการและผู้ชมอึ้ง ปากห้อยไปตามๆ กัน อย่างนี้เค้าถึงเรียกว่า Talent จริงๆ คือ ตอนวันเกิด 8 ขวบ แม่ซื้อ DVD the musical เรื่อง The Phantom of the Opera ให้ จากนั้นก็รู้สึกชอบเพลงแนวนั้น ร้องโหยหวนอยู่ในบ้านเป็นประจำ พ่อแม่พี่น้องก็ตะลึงเห็นว่าร้องเพราะวุ๊ย มีอยู่วันนึงพาไปประกวดเวทีท้องถิ่น แจ๊คกี้ได้รองชนะเลิศมา คราวนี้เลยทำจริงจังประกวดไปทั่ว ล่าสุดไปโพสต์ไว้ที่ YouTube กรรมการก๊อตทาเล้นต์เห็นเข้าเลยเอาเข้ามาประกวด ตอนนี้กลายเป็น multi-platinum selling artist ไปแล้ว

Jackie Evancho ~ America's Got Talent 2nd Semi-finals

คราวนี้มาดูหนูแจ๊คกี้ ดูเอ็ต กับ ซาร่า เป็นการแสดงคั่นเวลาในรอบตัดสินชิงชนะเลิศ (FINALE) ของ America's Got Talent 2011 ค่ะ

Jackie Evancho & Sarah Brightman "Time to Say Goodbye"

คราวนี้มารู้จักรายการ America's Got Talent กันค่ะ รายการนี้มีต้นตำรับมาจากฝั่งอังกฤษโน่นค่ะ คือรายการ Britain's Got Talent ที่มี Susan Boyle ร้องเพลง 'I Dreamed A Dream' เป็นผู้ชนะเมื่อซีซั่นที่ 3 จำกันได้ไหมคะ ตานี้ Simon Cowell กับ Piers Morgan ผู้จัดหรือเจ้าของรายการโชว์ดังๆ หลายโชว์ รวมทั้งไอ้ก๊อตทาเล้นต์นี่ด้วย เริ่มเลยไซม่อน คาวว์ ได้นำโชว์ประกวดร้องเพลง “ไอโด้ล” เข้ามาก่อน เรียกว่า America’s Idol ต่อมาก็อีกหลายโชว์ จนมาถึง America's Got Talent ซึ่งผู้ชนะจะได้รับเงินรางวัล 1 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และสัญญาให้แสดงคอนเสิร์ตยิ่งใหญ่ในลาสเวกัสอีก 1 ปี ใครที่ได้รางวัลนี้ เหอะๆๆ ชีวิตเปี๋ยนไป๋ อย่างแน่นอน สัญญา 1 ปี นั่นแร๊งงง…. ระหว่างที่ยังครองตำแหน่งอยู่ (ยังไม่มีประกวดใหม่ ผู้ชนะใหม่) เค้าก็จะมีคอนเสิร์ตให้ผู้ชนะและรอง (หลายๆ คน หลายๆ ทีม) ตะเวนแสดงทั่วประเทศ ออกรายการโทรทัศน์ไม่ได้หยุดหย่อน แมวมามอง หมามาจ้อง ดังกันเละเทะ แจ๊คกี้ อีแวนโค่ เองก็มีซีดี ทั้งซิงเกิ้ล ทั้งเต็มอัลบั้มออกมาขายทำเงิน ติดอันดับ the best ก็หลายเพลง หลายหน

ไซม่อน คาวว์ รวยไม่พอ แตกกระจายขยายสาขาโชว์ Got Talent ออกไปอีกหลายประเทศ เอาคลิปข้างล่างมาให้ดูเป็นของออสเตรเลีย แม่นางคาร่าก็ดั๊น…..ร้องเพลงเดียวกับแจ๊คกี้ ในรอบ Semi Final อีก เริ่มต้นเลย พอได้ดู ได้ฟัง ร้องได้ดีทีเดียว (ดีกว่าน้องข้างล่างเยอะ 555) แต่ก็ไม่ชนะ กรรมการก็ชื่มแบบล้อเลียน ล้อเล่น ยังไงไม่รู้ เหมือนตายแล้วได้ขึ้นสวรรค์ไปเจอจีซีส 555 เพราะหมอกควัน ชุดราตรีสีขาวๆ ฯลฯ ดูกรรมการเค้าแล้วก็นึกถึงกรรมการของเรา “อวย” จนผิดเรื่อง แต่นิสัยและวัฒนธรรมของไทยด้วยค่ะ ที่ต้องชมไว้ก่อน ติ หรือ พูดตรงๆ ก็จะรับไม่ได้กัน กรรมการของเค้าคนนึงก็บอกว่าเลือกเพลงผิด เลือกเพลงยาก เหมือนจะแย้มนิดๆ ว่าไม่ original และมีข้อเปรียบเทียบมังคะ เชิญชมค่ะ

Australia's Got Talent 2011 - Clara Helms (Time To Say Goodbye)

ส่วนคลิปต่อไป อืมมมม…..เค้าวิจารณ์กันเจ็บๆ ว่า…เป็นทาเล้นต์ที่ซื้อได้ พ่อแม่มีตังค์ส่งเรียนกับ top voice coach มีชื่อในเมืองไทย แต่ทำไมโค้ชชื่อดังไม่สตั๊ดดี้ดีๆ เลือกเพลงอื่น ทำไม ทำไม … ทำให้เด็กออกมาแบบไม่ original สงสารเด็กเหมือนกัน จากวินาทีที่เป็นแช้มป์ กลายเป็น อะไรก็ไม่รู้ อิชั้นเองพอได้ดู ได้ฟัง ครั้งแรก ก็ อึ้ง….ตัดสินในใจว่าน่าจะได้รอง พอติดตามชมมาเรื่อยๆ จนถึงรอบไตัดสินก็อึ้งเข้าไปใหญ่ จริงๆ โทษกรรมการก็ไม่ได้ เพราะเป็นผลจากการโหวต แต่ แต่ๆๆๆๆๆ การโหวตนับคะแนน มีเบื้องหน้า เบื้องหลัง เบื้องลึก หรือปล่าวเราก็ไม่รู้ ไม่ได้โกรธ เกลียด หรืออตคติใดๆ เด็กคนนี้เลย เล่าตามเนื้อผ้าของผู้ชมคนนึงเท่านั้น

ไมร่า มณีภัสสร TGT11 Time to Say Goodbye Thailand's Got Talent FINAL

ผู้หญิงคนนี้ชื่อ Sophia Bella ร้องเพลงเดียวกันอยู่ที่ข้างถนนในแคลิฟฯ เจ้าของคลิปโพสต์ไว้ว่า….Well, she is a singer that I saw her on the Third Street Promenade/Santa Monica and I think her voice is wonderful! and that inspired me to make this MV to promote her...I hope that somebody will see this MV and want to give her for a big opportunity to be the famous singer!! so if you like it, please share it to your friends or the people, Thank you. ไม่อยากจะพูดว่า incomparable แม้แต่กับศิลปินข้างถนน แต่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ซอรี่นะหนูนะ (MV นี้ผลิตโดยคนไทยนะคะ)

ลิ้งค์นี้คุณๆ ต้องคลิกนะคะ http://youtu.be/LnL4F_vJV2o เด็กคนนี้ก็เก่งมากๆ เป็นรายการทำนองเดียวกันจากฝรั่งเศส ตอนจบได้รองชนะเลิศเหมือนกัน แต่โด่งดังกว่าคนที่ชนะ หนูน้อยแคโรไลน์ ร้องเพลงสไตล์ป๊อปได้เยี่ยมมากๆ ทั้งพลังเสียงและลีลาการร้อง…เกินอายุ มากๆ ก๊อปเอาไบโอมาให้อ่าน จะเห็นว่าเป็นพรสวรรค์และใจรักอย่างแท้จริง

Cliquez pour agrandir l'image

Caroline was born on May 9, 1996 in Moissac, France.

She grew up in the town of Casterlsarrasin, surrounded by her mom Laurence, her dad Joachim and her big sister Lucie.

At her early years, she was touched by a great passion for music and begun to sing. She entered a school of music to take singing lessons, and appeared on stage for the fist time at age 6 in a gala organized by an association for organ donation, where she performed the song “Aimer”. Caroline also participated in the pre-selection of the Junior Eurovision Song Contest.

She was soon invited to join the Big Bang Jazz Orchestra with which she performed on several occasions.She also participated in several singing contests and, most of the time, she won.

Several artists invited Caroline to open their shows: Patxi, Patrick Fiori, Michal, Hoda, Anne-Laure Sibon, etc.

Caroline was chosen to join the group “Pop System” on a casting organised by the TV show IAPIAP on the French channel Canal J. Her promoter was none other than French singer M. Pokora. The group performed on different stages as well as different TV shows on the channel.

A private voice teacher has been giving lessons to Caroline for the last year and a half.

After several singing lessons and successful performances, Caroline participated inIncroyable Talent, a talent contest broadcasted on French TV channel M6 on Thursdays. Caroline finished 2nd out of over 3.000 contestants.

For Caroline, to sing means many things: to find happiness and to blossom through her passion. Her musical references are Christina Aguilera, Alicia Keys and Celine Dion.
Her dream is not to become a “Star”, but to be a shining star on everybody’s eyes. She is happy to be living in this “fairy world”, as she says, the world of music.

Thanks to her melodious voice, she has acquired some recognition in the artistic world. She has been seen in Internet by the thousands of visitors of her MySpace, and on national TV shows in France.

Her family has encouraged and supported her since she decided to become a singer.

http://www.caroline-costa.net/en/biography.html

ก่อนจะจบบล็อกนี้ ฝากรูปหนูน้อยแจ๊คกี้มาให้ชมค่ะ