Saturday, May 1, 2010

กลับมาแล้วค่ะ

page-508

หายไปนานเลยค่ะ เพราะมีกิจ มีเหตุ ให้ต้องวุ่นวายกว่าปกติ กิจหลักๆ ก็คือได้พาลูกๆ กลับไปเยี่ยมครอบครัวที่เมืองไทย 3 อาทิตย์ เป็นการไปที่เร่งรีบ ล่กๆๆๆๆๆ และการเดินทางก็เป็นไปอย่างทุลักทุเลนิดๆ (ไม่หนักหนาเท่าไหร่ พอทนได้ค่า) เป็นเพราะอิแม่มันกังวลเกินไป ที่ต้องเดินทางกับไอ้ตี้เป็นครั้งแรก โชคดีที่รอมมี่โตมากแล้ว..เลยช่วยแม่ได้เยอะเลย ต้องแต๊งส์คุณลูกสาวมา ณ ตรงนี้ อิรอมเนี่ยเดินทางขึ้นเขาลงห้วยกับแม่ตั้งแต่ตัวติ๊ดนึง...เลยค่อนข้าง “โปร” ..รอมมี่ค่อนข้างจะ “อีซี่” ไปซะทุกอย่างเลยนะตอนเล็กๆ แต่ดันมายุ่งยาก เรื่องมากก็ตอนโตๆ เนี่ยแหละ (เครดิตรูปข้างบนเป็นฝีมือหนูดีล้วนๆ ถ่ายจากหน้าต่างเครื่องบินด้วยกล้องป๋องแป๋งที่เราใช้อยู่)

page-509

เล่าเรื่องการเดินทางตอนขาไปเลยดีกว่า นับว่าเป็น 27 ชั่วโมงที่เหนื่อยเอาการ กลัวว่าไอ้ตี้จะคลุ้มคลั่ง ต้องนั่งจับเจ่าอยู่กับที่เป็นเวลานานๆ เลยซ้อมปอนยามัน 5555 เพราะหมออู๋คิดเอาเองว่า ยาแก้แพ้ แก้หวัด น่าจะทำให้มันเคลิบเคลิ้มง่วงหลับไปได้บ้าง แต่ไอ้ตี้เป็นคนที่กินยายากมากกกกกก.... ปล้ำ กอด รัด บีบจมูก บีบแก้ม (แต่ยังไม่ได้บีบคอ 555) ป้อนกันกระจัด กระจาย เลอะ เหนียว ไปกันหมด มันก็ทั้งพ่น ทั้งถุย ถีบ ร้อง ต่อสู้ เฮ้อ...ล้มเหลว ล้มเหลวค่ะ อิแม่มันคิดได้อีก เลยเอายานอนหลับมาบด สอดไส้ในขนมเจลลี่ 5555 ฉลาดเน๊าะ ขอข้ามตัดตอนตรงนี้ไปก่อน เพราะนึกออกเรื่องนึง...เรื่องสายการบินที่อิชั้นและลูกๆ ใช้บริการในเที่ยวนี้คือ ยูไนเต็ดแอร์ไลน์ ต้องขอบอกว่า ไม่ประทับใจแม้แต่น้อยค่ะ ขอให้คะแนน 4 เต็ม 10 ละกัน จากที่ได้เคยมีโอกาสเดินทางไปโน่นมานี้กะใครๆ เค้าอยู่บ้าง ใช้บริการมาหลายสายการบิน ทดชื่นชอบและชื่นชมก็คือแจแปนแอร์ไลน์ค่ะ คนอื่นคิดไงอิชั้นไม่แซบค่ะ เรทติ้งอันนี้เป็นของทดคนเดียว

page-507

ไอ้สายการบินยูเอ ไม่มาอัญเชิญพวกเราไปขึ้นเครื่องก่อนทั้งๆ ที่ไอ้ตี้นั่งในรถเข็นของมันรอ เช็ค-อิน ทุกๆ ขาไป (รวมทั้งสิ้น 6 ขาค่ะ ถ้าไม่เอารถเข็นไปล๊อคตัวไอ้ตี้ไว้ แม่กะพี่ก็คง....รากเลือดค่ะ) อิแม่มันก็รู้งานดีพอควรนะ เอาหน้าบานๆ + ไอ้ตี้ในรถเข็นไปเสนอหน้า แบบ...เห็นกุปะ เห็นกุมั๊ย สุดท้ายเลยต้องแต๋นไปทักท้วง ทวงสิทธิ์ นี่ๆ แก ชั้นขอเข้าต่อจากพวกชั้นหนึ่งนะ รอบแรกผ่าน เลยทำมันครบทั้ง 6 ขาเลยค่ะ ด้าน-ได้-อาย-อด nothing to lose นิ 5555 มาถึงเรื่องยานพาหนะของยูเอ แหงะ เก๊า...เก่า โบ๊...โบ...โบราณค่ะ โทท๊ง...โททัดส่วนตัวสำหรับชั้นประหยัดก็ไม่มี พรรคกะยาจกเลยอดไปตามๆ กัน 555 หูฟงฟูฟังก็แบบ โป๊เปลือยแบบถูกใช้มาแล้ว ไม่เอาไปเก็บทำฟามสะอาดห่อใหม่ให้ดูดี บางไฟล้ท์โชคดีก็มาแบบใส่ถุงพลาสติกซีลมาเรียบร้อยดูไฮยีนขึ้นนิดนึง สู้สายการบินอื่นๆ ไม่ได้เลย พนักงานก็โอเคดีอยู่ จะไปเอาอะไรกะเค้ามากมายเน๊าะ พนักงานไม่กี่คนต้องบริการคนเป็นร้อย ในพื้นที่จำกัด เวลาจำกัด เห็นใจคนอาชีพนี้ (เฉพาะคนที่ตั้งใจทำงานนะ ไม่นับ “ไอ้+อี” จากสายการบินแห่งชาติที่ไม่อยากบริการเพื่อนร่วมชาติ...จ้า การบินไทย จ้า รู้ๆ กันอยู่ ไม่ต้องอธิบายให้เสียเวลา) สรุปว่า...การเดินทางตลอดปลอดภัยดี เหนื่อยน้อยกว่าที่คาดไว้นิดนึง ไอ้ตี้หลับยาวๆ เกือบตลอดทาง ตื่นมาเจี๊ยวจ๊าวช่วงสั้นๆ ไม่กี่ที่ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ “อัด” ยานอนหลับที่เตรียมไปเลย และที่ประทับใจสุดๆ คือ เป็นครั้งแรกในที่ชีวิตที่ทดไม่ถูกเปิดกระเป๋าค้นทั้งเที่ยวไปและเที่ยวกลับ สุดยอด พะย่ะค่ะ 5555 ดูรูปที่อิรอมแกล้งน้อง 555 เอาแซนวิชแห้งๆ ที่ไม่อร่อยเลยทิ่มหน้าน้องเล่น 555 และมีรูปส้วมที่สนามบินนาริตะมาให้ดู ลูกๆ ประทับใจมาก 5555 กับร้านกิ๊ฟช้อปสุดโปรดของหนูดีที่ตั้งหน้า ตั้งตารอว่าขากลับจะไปซื้อของกุ๊กกิ๊ก (ซื้อมาจากเมืองไทยภูเขานึง ยังไม่พออีกเหรอวะ)

page-510

การไปเมืองไทยเที่ยวนี้ก็เพื่อพาลูกๆ ไปเยี่ยมคุณยายและพี่หญิงใหญ่และครอบครัว รวมทั้งอยากให้คุณลูกๆ ได้เห็นงานสงกรานต์ที่เมืองไทยจริงๆ แต่สิ่งที่ประทับใจมากๆ สำหรับทริปนี้ คือ...การได้ไปพบเพื่อนๆ ที่อุบลฯ โดยกระประสานงานของ “ตุ้ม” เพื่อนเลิ้บ ต้องขอบคุณเพื่อนตุ้ม กับคุณสามีและลูกสาวมากๆ เลย คืนนั้นเพื่อนๆ มากันเยอะแยะ พาลูก พาสามี พาภรรยามากัน หลายคนก็ขับรถข้ามเมือง ข้ามจังหวัดมากันเลย แย่งกันพูดจนอาหารเหลือแบะแบน 30 ปี ที่อู๋ไม่ได้เจอเพื่อนๆ (คือเพื่อนๆ เค้าเจอกันนานๆ ครั้ง หรือบ่อยๆ ครั้งก็มี) ประทับใจ ชื่นใจมากๆ โปรดสังเกต...อู๋ “มหึมา” มาก 55555

page-513

ลูกๆ ได้ไปเล่นสงกรานต์กันอย่างสนุกสนานเหลือเกิน ไม่ได้ไปไหนกันไกลหรอกค่ะ เพราะแถวๆ บ้าน (โชคชัย 4) ก็เล่นกันครึกโครมไม่แพ้ที่ไหนๆ เพลงกระหึ่มติ๊ดชึ่งสุดๆ เด็กๆ เต้นกันอย่างเมามันส์ มีรูปที่ถ่ายจากทีวีด้วย เป็นรูปจากมุมสูงที่เค้าถ่ายจากแถวๆ หน้าบ้าน จะเห็นว่าการจารจรอัมพาตไปเลย คนเดินกันให้ขวัก น่าสนุกจริงๆ แต่ไม่ยักอยากไปเล่นกะเค้า ดีว่ามีคุณพี่เขย ไปนั่งเฝ้าไอ้ตัวเล็ก แล้วก็หลานชายเป็นบัดดี้พาน้องรอมเล่นน้ำ

page-515

มีอยู่วันเพื่อนจินมารับคุณอู๋กับลูกหลานไปแต๊ดแตร๋กันที่พัทยาหน่อยนึง ก็สนุกดี ไอ้ตี้ได้ลงทะเลไทยหน่อยนึง ดูเหมือนว่าไม่ประทับใจเท่าไหร่ 555 หลบมาเล่นทรายซะเนี่ย

page-517

รูปรวมมิตรสงกรานต์ ที่ประทับใจสุดๆ ก็เจ๊หนวดซอยภาวนา แกตั้งแพลตฟอร์มส่วนตัว (จริงๆ เห็นอยู่หลายอันแต่ว่างปล่าว) ผ่านไปมาหลายรอบ เห็นแกเต้นอยู่อย่างนั้นถ่ายรูปไม่ได้ซักที สุดท้ายก็ได้มาก่อนสงกรานต์เลิก คนอาไร๊.... โคตรน่ารักเลย ใจรักจริงๆ 5555 นอกนั้นก็เป็นรูปสงกรานต์ที่พัทยาเป็นส่วนใหญ่ เห็นไอ้พวกชาวตะวันออกกลางซะเยอะ และเล่นไปไพ้พ์ฉีดน้ำกัน รูปที่ถ่ายมาได้ก็คือถ่ายในรถเลยมัวซัวไปหน่อย เห็นเค้าเล่นกันสนุกมาก แถมมีหนูๆ น้องเล่นเป็นเพื่อน เปิดเพลงกันดังลั่น แด๊นซ์กระจาย น่าสนุกจริงๆ ป้าแก่ได้แต่ดู 555

page-516

กลับเมืองไทยเที่ยวนี้ กินๆๆๆๆ แต่ไม่รู้สึกสะใจ นึกไม่ออกว่าอยากกินอะไรเป็นพิเศษ ดูเหมือนจะกินอาหารไอ้ยุ่นหลายมื้อกว่าอย่างอื่น ไม่ได้กินเตี๋ยวเรือที่อยากเหลือเกิน แต่ได้กินมะขามเทศด้วย 555 ของโปรดที่คนรอบข้างเกลียด เลยไม่มีใครแย่ง ส่วนทุเรียนก็ไม่มีใครแย่ง...เพราะชาวเบาหวานไม่บังอาจ 555 สบายอู๋ไปเลย ก็อย่างที่แซ่บๆ กันดีอยู่แล้ว ว่าทดเองก็เป็นคนอ่อนหวานเหมือนกัน (เบาหวานแหละ) แต่ยอมตาย 555 เพราะอดอยากมานาน (ขนาดอดอยากยังตัวเท่านี้ 5555) งานนี้ไม่พลาดขนมหวานๆ จาก ดิโอลด์สยาม หาบมากันบานเบอะ โซ้ยอยู่คนเดียว ข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวเหนียวน้ำกะทิทุเรียนอีกหลายรอบ โอเลี้ยงๆๆๆๆๆๆๆๆ งานนี้ไม่กล้าเจาะเลือดเลยแหละ มิเต้อร์ระเบิดแน่นอน 5555 ไปเมืองไทยเที่ยวนี้ กินอะไรก็ไม่ประทับใจเช่นเคย เป็นเพราะแก่ลง หรือแก่ขึ้นวะ 555 ผ่านโลกมาเยอะ อะไรดู “งั้นๆ” ดูแฟนซี “ลุ๊ค” เป็นหลัก ปลอม ปรุงแต่งกันมากเกินจำเป็น อาหารหวาน ขนมขะต้ม โดยเฉพาะพวกมีกะทิก็พากันหยอดหยดวานิลาใส่ลงไป แหวะๆๆๆ

page-511

ได้ไปเรียนถ่ายรูปกับเพื่อนสุม ป้าแก่ 2 คน แก่กว่าใครเค้าเพื่อน แล้วก็กล้องจิ๋วกว่าใครเค้าอีกด้วย ทีมวิทยากรดี ได้ความรู้เพิ่มเยอะเชียว และได้เรียนกับเพื่อนที่ถูกคอกัน เลยสนุกสนานมากมาย ชอบๆๆ ตอนแรกอายเค้านะ เพราะทั้งชั้นเรียนมีแต่คนแบกค่อดพ่อค่อดแม่กล้องมากัน อิป้า 2 คน ก็แว๊ดไปหน่อยนึงว่า...ไหนว่าเป็นคลาสของบีกินเน่อร์ไง ...คุณครูบอก..หลังๆ มานี้พวกบีกินเน่อร์ใช่แต่ไอ้กล้องยักษ์ๆ กันขอรับ กล้องจิ๋วก็เรียนกับเค้าได้ไม่เขอะเขินแน่นอนขอรับ.. ก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่ด้วยที่เซ่อๆ บ้าๆ ห่วงคุยกันซะมาก ก็เลยตั้งใจเรียนแค่ 70-80% ได้แค่นั้นก็เกินคุ้มแระ 5555 เป็นคนมักน้อยค่ะ แล้วอาหารกลางวัน ค๊อฟฟี่เบรค โรงแรมจิ๋วๆ นั่นถือว่าพอใช้ได้เลยนะ สรุปว่าหลังจากไปเล่าเรียนมา...ตอนนี้ก็ทำได้ดีกว่าที่เคย point & shoot เยอะเชียวแหละ ฝีมือล้นกล้องเล้ยยยย... 5555 อย่าให้เซดเชียว 5555 ฝีมือพัฒนาขึ้นเยอะ แต่อุปกรณ์เหมียนเดิม รูปที่ได้ก็อย่างที่เห็นนี่แหละ 555 ถึงจะไปร่ำเรียนมาแล้ว..ก็ยัง..รำไม่ดีโทษปีโทษกลอง..เหมือนเดิม 55555

page-514

อาการที่เทืองไทย (ช่วงที่ไป) ร้อนมากกกกกกกก.... เหงื่อสาดทั้งวัน อาบน้ำก็ไม่ชื่นใจ อิรอมเอาตัวรอดไปเปิดแอร์อยู่บนเกลือบตลอดเวลา ลูกๆ (รวมทั้งอิแม่มันด้วยแหละ) โดนยุงคุกคาม แขนขาลายเน่าเฟะไปตามๆ กัน เอารูปลูกๆ กับครอบครัวช่วงที่อยู่ที่กรุงเทพมาแปะให้ดูกัน รูปฝอยไปนิด คือรูปมันเยอะมาก 555 โอ้ย…คิดถึงจังเลย… ไอ้ตี้โดนคุณยายจับตัดผม แต่ทำไม่สำเร็จ 55 มันก็อยู่แบบแหว่งๆ ไป 2-3 วัน สุดท้ายพี่ปลื้มเอามันเข้าร้านตัดผมสำเร็จ

page-518

คืนก่อนที่จะกลับมีสะไพ้... เพื่อนสมัยวัยเด็กเล็กมาเยี่ยมหา ตะบึงขับรถมาจากโคราชโน่น ประทับใจเพื่อน “หลอลี่” ของอิชั้นจริงๆ เพื่อนเลิ้บเพื่อนเกลอคนนี้โดนอิชั้นเอาเสียมสับนิ้วมันเกือบขาดเชียวนะคะ จำไม่ได้ว่าเล่นอะไรกัน แต่ต้องเอาเสียมจิ้วๆ หมุนๆ ขุดดินเป็นรูกลมๆ ไอ้หลอก็ชั้ไปชี้มา จะเอาตรงไหนก็ไม่เอาซะที อิชั้นก็สับโช๊ะเข้าให้ ตอนทดเป็นเด็กๆ โหดมากค่ะ แม่ยังเสริมว่าอิชั้นชอบรังแกคนใช้เป็นงานหลักด้วย 5555 ไปกรุงเทพเที่ยวนี้ไม่ได้เจอเพื่อนรุ่นโตเลย ทั้งๆ ที่อยู่กรุงเทพฯ กันทุกคน แต่ด้วยสถานการณ์บ้านเมือง การจราจร เวลาและความไม่สะดวกตรงกัน ฯลฯ เสียดายจังเลย ปีหน้าฟ้าใหม่ถ้าได้ไปอีก (เมื่อมีตังค์ง่ะ) คงได้ไปช่วงลูกปิดเทอม ไม่พาลูกโดดโรงเรียนไปเล่นสงกรานต์แบบนี้อีกแล้ว รีบเกิ้นนนนน... เหนื่อยว่ะ หรือถ้าถูกล๊อตโต้ก็จะเอาหน้าบานๆ ตัวอ้วนๆ บินชั้นหนึ่งไปเยี่ยมหาเพื่อนๆ ให้เบื่อขี้หน้ากันเลยทีเดียว 5555

page-519

ได้ไปทำ Fish Spa มาด้วย แหวะๆๆๆๆๆๆๆ แต่ก็ทำไปแบบ once in lifetime 5555 พอเห็นร้านก็ส่งสัญญานบอกลูกว่าลองปะ อิรอมพยักหน้าตกลง แม่มันก็ไปสอบถามได้ความว่า 20 นาที 120 บาท จัดการล้างตรีน แล้วโดดลงไปเลย อิรอมเกิด “แหยง” ไม่ยอมลง อิแม่มันโดนปลา 800 ตัวรุมคนเดียวเลย ไอ้ตี้แทบตาย ร้องซะร้านเค้าแทบแตก กลัวปลากินแม่มันตาย ร้องให้แม่ออกมาจากแท๊งค์ 555 ผ่านไปพักใหญ่ๆ พูดหว่านล้อมจนลูกยอมลงบ่อมาด้วย ปลามันก็แบ่งๆ ไปรุมทึ้งอีกรอม 5555 อยากจะบอกว่ามัน สยึมกึ๋ย… ไสหยืด… มากกกกกกกกก… แต่ไม่กล้าโชว์ความ “แหยง” ให้ลูกเห็น มันไม่ใช้ความเจ็บปวดแต่มัน อูย…จึ๊กกะดึ๋ย…แหวะๆๆๆๆ ไม่ทันหมดเวลาหรอก..พากันโดดออกมาเลย เท้าก็ดูสะอาดดี แต่ไม่เอาอีกแล้ว ไปทำเล็บตามร้านยังไม่ชอบเลย 555 เพราะดูรวมๆ แล้วไม่น่าจะไฮยีนเลย ตีนใครบ้างก็ไม่รู้ แหงะ แถมตอนที่โดดลงไปก็ไม่ดูตาม้าตาเรือ เจือกโดดตูมลงไปในแท๊งค์ที่ปลาตัวใหญ่ที่สุด เค้ามีปลาต่างไซ้ส์ในแต่ละอ่าง เด็กที่ร้านบอก…ลูกค้าประจำชอบปลาตัวใหญ่…เพราะดูดแรงดี เฮ้ยยยย…… แจ๊คพอตเลย 5555

page-520

ไปแระ จะพยายามมาอั๊พให้บ่อยๆ ค่ะ รูปเป็นกะบุง เดี๋ยวไปผ่าตัดตกแต่งแล้วจะเอามาเล่าเรื่องสู่กันฟังค่ะ บายฟอร์นาวค่ะ

My basic principle is that you don't make decisions because they are easy;

you don't make them because they are cheap;

you don't make them because they're popular;

you make them because they're right.

OLL-03

Tuesday, February 16, 2010

หวาน หวาน…เป็นลม..จริงหรือปล่าว

page-505

ด้วยมีเห็นให้บ้านนอกต้องโห่เข้าเมืองกัน เพราะว่าพาสปอร์ตหมดอายุไปตั้งแต่ปีที่แล้ว ก็เลยไปทำเป็น “อีพัดปอด” ซะให้มันเสร็จๆ แต่ไอ้ที่จะไปทำนั่นอยู่แอลเอโน่น โชคดีนะที่แอลเอ เพราะ e-passport ต้องเอาหน้าสวยๆ นิ้วอ้วนๆ ไปสแกนด้วย ถ้าเค้าไม่มีกงสุลไทยที่แอลเอ ครอบครัวของอิชั้นจะทำยังไง ต้องโห่ไปดีซีโน่นเลย ตายห่า….ง่าๆๆๆๆๆ เลย โสหุ้ยการไปดีซีนี่ไปเที่ยวเมืองไทยได้เลยนะ รูปข้างบนนั่นเป็นช่วง Grapevine บน I-5 (Interstate Highway) ก็ขึ้นเขา-ลงเขา เห็นบนเขามีหิมะประปราย ถ้าเป็นเดือนก่อน ก็มีปิดถนนกันเลยแหละ เพราะเป็นฟรีเวย์เส้นสำคัญของแคลิฟฯ รถบรรทุกใช้กันหนาแน่น ทางขี้นลงก็ลาดชัน

page-504

ส่วนรูปนี้เป็นรูปผู้โดยสาร ท่านตี้กับหญิงรอม อิรอมหลับอ้าปากหวอรอดักแมงวัน 555 ไอ้ตี้ก็จ้อไปตลอดทาง ดันไปม่อยกระรอกตอนเกือบเข้าตัวแอลเอ

page-506

ส่วนรูปนี้เป็นที่โรงแรม ตื่นขึ้นมาเตรียมตัวไปทำธุระ โรงแรมนี้เป็นโรงแรมที่ไปนอนกันประจำเวลาไปแอลเอ เป็นโรงเตี๊ยมราคาย่อมเยาแถวฮอลิวู้ด (คืนละ $82.-) ปกติจะหอบหมอนผ้าห่มไปด้วย คราวนี้ดันลืม เลยเปิดฮีทเตอร์ให้อุ่นจัดๆ จะได้ไม่ต้องห่มผ้า นอนมันบนผ้าคลุมเตียงแบบนั้นเลย ครอบครัวเราจะไม่ค่อยทุ่มเรื่องโรงแรม ต้องเป็น 4 ดาว หรือ 5 ดาว เอาแค่ อยู่ย่านไม่น่ากลัว ดูสะอาดหูสะอาดตา เพราะแค่ซุกหัวนอน ตื่นมาก็ไสหัวไปไหนต่อไหนกันแล้ว เก็บตังค์ไปซื้อหาอะไรอร่อยๆ กินกันดีกว่า 555 เห็นแก่กินจริงๆ 5555

page-503

ที่ต้องไปพักใกล้ๆ ไทยทาวน์ ทุกครั้งที่ไปแอลเอก็เพราะไอ้เรื่อง “เห็นแก่กิน” นี่แหละ ไปถึงก็รีบไปฟาดซะรอบนึง ดึกๆ ออกไปหาเตี๋ยวเรือกินอีกรอบนึง ตื่นขึ้นมา เช็คเอ๊าท์เสร็จ ก็ไปหาอะไรฟาดอีกรอบนึง พอไปทำธุระที่กงสุลเสร็จก็บึี่งกลับมาหาอะไรโซ้ยให้หนักอีกรอบนึงก่อนกลับ กินอาหารไทยแถวนี้…สะใจกว่าที่ไหนๆ เพราะมันรสชาติเหมือนเมืองไทย (ไอ้เรื่องหวานนำ ยังนำอยู่ แต่ไม่แหลมปี๊ดน่าเกลียดแบบแถวๆ ที่อยู่) ก๋วยเตี๋ยวก็มีสารพัด เตี๋ยวเรือ เตี๋ยวหมู เตี๋ยวเนื้อ เตี๋ยวเป็ด ก๋วยจั๊บ เย็นตาโฟ เตี๋ยวห้อยขา-ยกขา ถ่างขา-หุบขา ฯลฯ มีโม้ดดดด….. 555 เดินเข้าร้านเค้าเหมือนจะบ้า อยากกินมันไปซะทุกอย่าง

คืนแรกที่ไปถึง กินข้าวราดแกงกันเป็นรอบแรก พอกินเสร็จก็หาบขนมขะต้ม กลับโรงแรม มาตั้งหลักกินๆๆๆๆๆๆ เพราะจะได้รู้ว่า อันไหนเริ่ด…จะได้โกยซื้อหอบกับมากินที่บ้านนอก จากรูปมันก็อร่อยทุกอย่าง ไอ้ปุยฝ้ายนั่น นุ่มนวลอร่อยเหมือนของเอสแอนด์พี อันนี้มาทุกครั้งซื้อ (หลายถุง) ทุกครั้ง ลูกผัวอิชั้นเรียกมันว่าคัลเล่อร์ฟูลคัพเค้กค่ะ 555แป้งจี่-บ้าบิ่น ก็ซื้อมาเก็บใส่ตู้เย็น จะรับทานก็เอาออกมาอุ่น.. หอม อุ่น อร่อย ทุกครั้ง มีหนมเบื้องด้วย แต่เดินฟาดกันจนหมดก่อนถึงโรงแรม ทองหยิบ-เป็นของโปรดรอมมี่มัน แพงกว่าเค้าเพื่อนมั๊ง 12 ดอก 6 เหรียญ ขนมชั้น กาละแมเขียว-ดำ ก็อร่อยมากกกกก…. เจือกซื้อมานิดเดียว ขนมถ้วยกับขนมฟักทอง..งั้นๆ ไม่ปลื้มกัน กะยาสาทร..ก็แหงะ อิก๊อตเห็นแล้วต้องซื้อ พอลองกินคำนึง ก็ไม่แตะอีกเลย อิชั้นไม่ชอบกะยาสาทรตั้งแต่เกิดเลย ก็เลยไม่ลอง ตอนนี้นิมนต์ลงขยะไปแล้ว ส่วนปาท่องโก๋ ก็ซื้อมาเก็บไว้ในตู้เย็น พอจะทานก็เอาใส่เตาติ๊ง กินกะกาแฟร้อนๆ ใช้ได้แหละ ไม่เริ่ดเหมือนสดๆ จากกระทะที่เมืองบางกอกแน่อนอน ส่วนไอ้สังขยาซื้อมากะจะจิ้มโก๋กินในรถ แหวะมากๆ แป้งล้วนๆ รสชาติใช้ไม่ได้เลย หนักแน่นเหนียว น่าเอาไปทำพวกไส้หนมปังหรือโตเกียวมากกว่า จิ้มไม่ได้เลย

page-502

อันนี้เป็นข้าวของที่ซื้อมานิดหน่อยจากร้านคนไทย เห็นน้ำปลายี่ห้อโปรดเลยซื้อมา 2 ขวด อีโน วิคส์ แล้วก็ยาดมวาเป๊กซ์ เห็นแล้วก็อดซื้อไม่ได้ คนเมืองไทยอยากได้ของเมืองนอก คนอยู่เมืองนอกอยากได้ของจากเมืองไทย 5555 ที่เจ็บใจสุดๆ ก็คือ ไอ้สาหร่าย…แงๆๆๆๆ อิรอมกับแม่ หงุดหงิดมาก เพราะซื้อมาแค่ถุงเดียว แล้วมาเปิดกินกันตอนถึงบ้านแล้ว ถ้าเปิดกินตั้งแต่ที่โน่น ก็คงจะหาบกลับมาเต็มรถ หร่อยมากกกกก….กินเพลินเลยแหละ ไอ้พวกพริกแกงก็ซื้อมาอย่างงั้นเอง ที่บ้านก็มีตุนอยู่พอสมควร แต่อิรอมเค้าอยากทำเป็ดย่าง เลยหยิบผงเป็ดย่างมาให้แม่ดู ทำกินกันนะแม่นะ เออ…ก็ได้วะ ลองดู แต่ไม่รู้เมื่อไหร่ 555 รอไปก่อนลูก

ที่จั่วหัวเรื่องหวานๆ ก็เพราะ กินขนมไทยหวานๆ แบบบานตะไท ตลอดสัปดาห์ อิก๊อตท้าให้เจาะเลือดตรวจน้ำตาล ไม่กล้าเลยค่ะ ท่านผู้ชม กลัวมิเตอร์แตก 55555 หลายวันผ่านมาเลยตรวจซะหน่อย ก็ยังไม่ค่อยดี วันก่อน 176 วันนี้ ลงมาที่ 145 แล้ว เฮ้อ….ทำยังไงดีวะ ถึงจะควบคุมได้ตามที่หมอกำชับ ตื่นนอน fasting ประมาณ 95-115 ระหว่างวัน ไม่ควรเกิน 125 นะเธอ ทำยังไงดี ช่วงนี้ไม่ได้เป็นเบาหวาน แต่กลายเป็น “หนักหวาน” 5555 จะตายมั๊ววะเนี่ย ที่ว่า “หวานเป็นลม ขมเป็นยา” เฮ้อ….. ยังไงก็ขอหวานดีๆ ไว้ก่อนดีกว่า ไม่ชอบกินยาเล้ยยยย….

สรุปว่าเป็นทริปด่วนๆ รีบไปรีบมา แต่พวกเราก็มีความสุข สนุกสนาน อิ่มหนำสำราญตามอัตภาพ ที่สำคัญที่สุด เรา 4 คนพร้อมหน้าพร้อมตา..สุขใจแหงๆ แน่นอน…. ส่วนพาสปอร์ตก็รอกันต่อไป เพราะเจ้าหน้าที่บอกว่าประมาณ 4-6 สัปดาห์ นี่ก็ผ่านไป 10 วันแระ รอกันอย่างใจจดจ่อต่อไป….

Shared joy is a double joy;

shared sorrow is half a sorrow.

StrawberryMama-02

Saturday, February 6, 2010

If Today Was Your Last Day

ย๊างงงงง…ยังไม่ตาย 555 จั่วหัวน่ากลัวปะ 5555 คือมันเป็นเพลงโปรดของทดตอนนี้ เป็นของ Nickelback จริงๆ ชอบเพลงของวงนี้หลายเพลงเลยแหละ ชอบดนตรีหนักๆ แต่ไม่ชอบเฮฟวี่ฮ้าร์ดร๊อคนะคะ ไอ้หน้าปลาจวดนี่ร้องเพลงถูกใจป้า เพลงนี้สะกิดใจตอนแรกก็แบบ.. แกรมม่าอะไรของมึ๊งงงง…. ฟามหมายของเพลงก็ดี เอ้อ…. ดีแหละ ใช้ชีวิตให้มันส์..หยดติ๋งๆ ไปเลย หรือ มีชีวิตอยู่อย่างมีคุนนะฆ่า คิคิคิ คุณค่า จ้า คุณค่า ไปร้องเพลงกันดีกว่า http://youtu.be/lrXIQQ8PeRs

My best friend gave me the best advice
He said each day's a gift and not a given right
Leave no stone unturned, leave your fears behind
And try to take the path less traveled by
That first step you take is the longest stride

If today was your last day and tomorrow was too late
Could you say goodbye to yesterday?
Would you live each moment like your last
Leave old pictures in the past?
Donate every dime you had, if today was your last day?
What if, what if, if today was your last day?

Against the grain should be a way of life
What's worth the price is always worth the fight
Every second counts 'cause there's no second try
So live like you're never living twice
Don't take the free ride in your own life

If today was your last day and tomorrow was too late
Could you say goodbye to yesterday?
Would you live each moment like your last?
Leave old pictures in the past?
Donate every dime you had?

And would you call those friends you never see?
Reminisce old memories?
Would you forgive your enemies?
And would you find that one you're dreaming of?
Swear up and down to God above
That you'd finally fall in love if today was your last day?

If today was your last day
Would you make your mark by mending a broken heart?
You know it's never too late to shoot for the stars
Regardless of who you are

So do whatever it takes
'Cause you can't rewind a moment in this life
Let nothing stand in your way
'Cause the hands of time are never on your side

If today was your last day and tomorrow was too late
Could you say goodbye to yesterday?
Would you live each moment like your last?
Leave old pictures in the past?
Donate every dime you had?

And would you call those friends you never see?
Reminisce old memories?
Would you forgive your enemies?
And would you find that one you're dreaming of
Swear up and down to God above
That you'd finally fall in love if today was your last day?

ส่วนเพลงนี้ก็โคตรชอบ เศร้าอิ๊บอ๋าย…….

This time, This place
Misused, Mistakes
Too long, Too late
Who was I to make you wait
Just one chance
Just one breath
Just in case there's just one left
'Cause you know,
you know, you know

[CHORUS]
That I love you
I have loved you all along
And I miss you
Been far away for far too long
I keep dreaming you'll be with me
and you'll never go
Stop breathing if
I don't see you anymore

On my knees, I'll ask
Last chance for one last dance
'Cause with you, I'd withstand
All of hell to hold your hand
I'd give it all
I'd give for us
Give anything but I won't give up
'Cause you know,
you know, you know

[CHORUS]


So far away
Been far away for far too long
So far away
Been far away for far too long
But you know, you know, you know

I wanted
I wanted you to stay
'Cause I needed
I need to hear you say
That I love you
I have loved you all along
And I forgive you
For being away for far too long
So keep breathing
'Cause I'm not leaving you anymore
Believe it
Hold on to me and, never let me go
Keep breathing
'Cause I'm not leaving you anymore
Believe it
Hold on to me and, never let me go
Keep breathing
Hold on to me and, never let me go
Keep breathing
Hold on to me and, never let me go

เก่าๆ อีกเพลง ของนังซีลีน ดิออน ฟังแล้ว “ฮึด” ได้อีก

That's the way it is

I can read your mind and I know your story
and I see what you're going through yeah
It's an uphill climb, and I'm feeling sorry
But I know it will come to you yeah

don't surrender coz' you can win
In this thing called love
When you want it the most there's no

easy way out
When you're ready to go and your heart's left in doubt
Don't give up on your faith
Love comes to those who believe it
And that's the way it is

When you question me for a simple answer
I don't know what to say, no
But it's plain to see, if we stick together
You're gonna find the way, yeah

So don't surrender coz' you can win
In this thing called looove

When you want it the most there's no easy way out
When you're ready to go and your heart's left in doubt
Don't give up on your faith
Love comes to those who believe it
And that's the way it is
(That's the way it is)

When life is empty with no tomorrow
And loneliness starts to call
Baby don't worry, forget your sorrow
'Cause love's gonna conquer it all, ALL!

When you want it the most there's no easy way out
When you're ready to go and your heart's left in doubt
Don't give up on your faith
Love comes to those who believe it
And that's the way it is

Don't give up on your faith
love comes to those who believe it
and that's the way it is.

That's the way it is
That's the way it is, yeah
Don't give up on your faith
Love comes to those who believe it
And that's the way it is.

Tuesday, February 2, 2010

สวัสดีปีใหม่ 2010 สว้สดี ตรุษจีน & Happy Valentine’s Day

หายไปเลย กร๊ากกกก…. ยังไม่ตาย ครอบครัวอันเป็นที่รักยังอยู่ครบ เริ่มปีใหม่ก็ยุ่งๆ นิดหน่อย เครียดเยอะ แต่ก็ยัง ปาร์ตี้ฮ้าร์ด 555 เครียดก็เรื่องฟันลูกชาย เครียดกันข้ามปี วุ่นวายอยู่หลายเดือน สุดท้ายก็ จบเสร็จไปแบบ “ฟางเส้นสุดท้าย - The Last Straw” จริงๆ ที่วิ่งพลานซ่านแตกก็เพราะ เงินๆๆๆๆๆๆ แต่ก็คิดว่าจบลงแบบพอทนได้ จาก หมื่นหก ซึ่ง “เว่อ” เกินเหตุ หมอสุดท้ายที่หากันจนเจอ คาดว่าประมาณเกือบๆ หมื่น (ยังมิได้บิลเลยจ้า…ลุ้นต่อไป) เรียกว่าแม่มัน hunting for pediatric dentists อย่างรากเลือดลงแดงเลยทีเดียว มาดูรูปกันก่อน เดี๋ยววันหลังจะมาเพิ่มเติมนะคะ

อันนี้ดื้อๆ ซนๆ รักๆ ชังๆ ตามปกติของพี่น้อง รอมมี่+ก๊อตตี้

page-498

อันนี้แม่กับพี่พยายามหลอกล่อถายรูปฟันเน่าๆ ของไอ้ตี้มาอวอท่านผู้ชม 1 วันก่อนผ่าตัด

page-499

ออกมาจากห้องผ่าตัดสดๆ ตาตู่ๆ ปากตุ่ยนิดๆ เงียบๆ น่าสงสาร แม่น้ำตาร่วง…ตามระเบียบ

page-500

หลายวันต่อมา แต่ดั๊นนนนน… ชุดนอนชุดเดิม 555 ไอ้ตี้ก็เริ่มลิงได้ปกติ

page-501

ไปแระ เดี๋ยวว่างๆ จะมาเล่าในรายละเอียดให้ฟังจ้า….

Love me when I least deserve it,

because that's when I really need it.

OLL-07

Wednesday, December 30, 2009

Happy New Year 2010

happy_new_year_01

ปีใหม่นี้ ขอให้ทุกคน มีแต่ความสุขกาย สุขใจ ไร้โรคภัยใดๆ เบียดเบียน และร่ำรวยเงินทองกันโดยถ้วนหน้า เถิ้ดดดดดด…..

happy-new-year

Wishing you good times, good health, good cheer,

and a very Happy New Year !

Happy-New-Year-2010-latest-pic

Tuesday, December 22, 2009

Meatballs ผัดเปรี้ยวหวาน + สลัดๆ ไม่ใช่โจรสลัด

friends_at_iida_happy-holidays

ลูกๆ กินยาก วันๆ ไม่รู้จะทำอะไรให้ลูกกิน แล้วช่วงหลังๆ มานี้ ก็มีให้แต๊ดแตร๋ออกไปโน่นมานี่ไม่ได้หยุด ลูกๆ ฝากท้องไว้กับแม๊คโดเน่าบ่อยเหลือเกิน แม่ที่แสนดีรู้สึก guilt นิดๆ หาเวลาอยู่บ้านไม่ไปไหน แล้วทำอะไรให้ลูกๆ กินได้ยากจรงิๆ เพราะพอกลับเข้าบ้าน…โรคประจำตัวก็กำเริบหนัก “โรคขี้เกียจ” น่ะ 5555 อย่างเมื่อวาน…ทำเมนู “น่าอาย” อีก ต้มมาม่าใส่ไข่ ใส่ลูกชิ้นหมู โยนผักสลัดลงไปถุงนึง อีรอมกะไอ้ตี้กินกันดีเชียว พอเวลาอาหารที่แม่มันบรรจงและตั้งใจทำสุดฝีมือ+สุดหัวใจ มันไม่แตะกันซะคำ อยากจะเอา “ยี” หัว พวกมันจริงๆ

page-498

ไอ้ตี้มันเป็นคนไม่ชอบกินเนื้อสัตว์ ก็เลยต้องหาวิธีหลอกล่อให้มันกินเนื้อสัตว์ วันนี้ก็เลยลากเอา Turkey Meatballs ที่ขังไว้ในฟรีซเซ่อร์นานแล้ว…เอาออกมาปลอมตัวแปลงโฉม วิธีที่อิชั้นทำก็ง่ายๆ แหละ เตรียมเครื่องเคราเหมือนผัดเปรี้ยวหวาน เรียกว่ามีอะไรก็โยนๆ ลงไป วันนี้มี แตงกวา พริกหวาน หอมใหญ่ มะเขือเทศ เห็ดหอมสด แครอท แล้วก็ไม่ลืมเติมซ๊อสมะเขือเทศข้นลงไปซะหน่อย พอจะเริ่มลงมือผัด ควานหาเส้นสปาเกตตี้ หรือ มักกะโรนีข้องอ ไม่เจอ..ปวดเฮดเลย แต่โชคดีเจอ Mostaccioli กล่องนึง (ขนาดและรูปร่างเหมือน Penne แหละ เพียงแต่ผิวเรียบ ส่วนเพนเน่ ผิวจะเป็นลายริ้วๆ) ปกติจะซื้อเส้นพาสต้าเก็บไว้ตลอด และซื้อเก็บต่างๆ รูปแบบด้วย แปลกๆ เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เอาไว้ล่อหลอกให้ลูกกิน 555 สรุปว่าผัดซ้อสเปรี้ยวหวานเสร็จก็ราดไปบนไอ้เส้น “มุสตาชิโอลี” ที่ต้มเตรียมไว้ จบไปมื้อนึง

page-501

พักนี้ “ฮิต” ทานสลัด เพราะระบบขับถ่ายชักแย่ แต่มาดูน้ำสลัดของอิชั้นกันดีกว่า เป็นคนไม่กลัวเรื่องน้ำสลัดข้นๆ มันๆ แต่อย่างใด จะ heavy หรือ light ได้หมด ที่อ้วนเนี่ยไม่เกี่ยวกับน้ำสลัดหรอกค่ะ แต่เป็นเพราะกินแบบยัดฟูกยัดหมอนมากกว่า 5555 มาดู มาดู น้ำสลัดของอิชั้นดีกว่า เรียงตามลำดับความชอบเลยนะ (แม่บ้านหลังยาว..ไม่ตีเดรสซิ่งสดๆ ร๊อกกก….555 เป็นแม่บ้านขวดๆ นานแล้วจ้า)

1) Ken's Steak House Raspberry Walnut Vinaigrette Dressing (Lite) อันนี้เป็นอันดับ 1 หมดไป 2 ขวดแล้ว จริงๆ มีเดรสซิ่งในดวงใจ Marie's Honey Mustard Dressing ครองแช้มป์มาหลายปี พออิชั้นได้ลองของพี่เคน….ขวดนี้ อูย… นังมารีตกกระป๋องไปเลย พี่เคนเปรี้ยวๆ หวานๆ ทำให้กินสลัดได้เป็นกะมังๆ วันละหลายรอบเลยเชียว

2) Marie's Honey Dijon Dressing ขวดนี้คล้ายๆ Marie's Honey Mustard Dressing แต่ “ใส” กว่า เวลาจะรับทานเดรสซิ่งอันนี้มันจะป็นเรื่องเป็นราวกว่าไอ้อันดับหนึ่ง เติมไข่ต้มลงไปคลุกๆ ด้วย อืม…หย่อย

3) Kraft Light Raspberry Vinaigrette อันนี้ก็คล้ายๆ อันที่ 1 แต่ อันนี้เปรี้ยวโดดๆ พอทดแทนกันได้ ซื้อมาตอนที่ Ken's หมด..แล้วหาซื้อแถวๆ นี้ไม่ได้

4) Wishbone Bountiful’s Berry Delight ไอ้ขวดนี้กะไอ้ขวดที่ 3 นี่สูสีเลยนะ เปรี้ยวๆ หวานๆ หวานกว่าของคร๊าฟท์ ลังเลว่าจะให้ขวดนี้อันดับ 3 ดีมั๊ย 555 เป็นว่ามีอันดับ 3 อยู่ 2 ขวดละกัน

5) Kraft Creamy Italian Salad Dressing จริงๆ ไม่โปรดอิตาเลี่ยนเดรสซิ่งเท่าไหร่ แต่อีซะมีเค้าชอบ คือ รับทานได้-แต่ไม่โปรดปรานมากมาย พอมาลองอีครีมมี่นี่แล้ว อืม…อร่อยเหมือนกันนะ

6) อันนี้คล้ายๆ ครีมสลัดแบบไทยๆ Kraft Coleslaw Dressing จริงๆ ไม่ใช่เดรสซิ่งที่โปรดเลย แต่เป็นเดรสซิ่งที่เอาไว้ขยำผักทำโคสะลอว์ เอาไว้ทานแนมเวลาทำอาหารที่เน้นพวกเนื้อๆ แบบสะเต๊ก เนื้อย่าง

จริงๆ มีเดรสซิ่งอีกอันที่ลูก (อิรอม) กะอีก๊อตชอบ มันคือ Ranch….ลืมถ่ายรูปมา 555 แต่อิชั้น ไม่ช้อบบบบบ… ไม่ชอบ มีอันต้องจำใจรับทานหลายครั้งหลายหน รสชาติเหมือน “อ้วก” 5555 จริงๆ นะ ถ้าใครชอบก็ขออภัย เวลาไปกินอาหารนอกบ้าน ก็จะรีเควส Thousand Island เป็นอันดับแรก ถ้าที่ไหนไม่มีก็จะรีเควส Italian ไปให้มันจบๆ

page-502

ตานี้ก็มาดูเครื่องโปรยสลัดของอิชั้น เยอะมากนะคะ…ขอบอก ไม่รู้เค้าเรียกอะไร เครื่องโรย เครื่องโปรย เครื่องปรุง 555 แต่อะไรที่เค้าชอบกันเป็นสากล….อิชั้นมักจะไม่ชอบ 5555 มันคือ ครูทานส์ (A crouton is a small piece of sautéed or rebaked bread, often cubed and seasoned, that is used to add texture and flavor to salads, notably the Caesar salad, as an accompaniment to soups, or eaten as a snack food. The word crouton is derived from the French croûton, itself derived from croûte, meaning "crust".) ไม่ชอบเลยแหละ ไอ้เต๋าหนมปังกรอบๆ เนี่ย บางทีซีซันนิ่งมาเยอะ ยิ่งไม่ถูกปากถูกใจอิชั้นหนักเข้าไปอีก ปกติเป็นคนไม่เค็ม 5555 คือ ไม่ทานเค็มน่ะค่ะ เป็นหญิงจืด อะไรที่เค็มจั๊ดนัก…ไม่ไหวเด้อ พอดีไปเจอไอ้ถั่วรวมมิตรถุงๆ ในรูปเข้า กำมาโปรยๆ ใส่สลัด ทีละหลายๆ กำมือ สาดเบค่อนจากไอ้ถุงดำๆ นั่นลงไปหน่อยนึง ราดน้ำสลัดที่ถูกใจอีกโครมใหญ่ ยัมๆๆๆๆๆ ไอ้เบค่อนถุงนี่เป็นเบค่อนจริงๆ นะคะ มีขายหลากหลายยี่ห้อ แต่ยี่ห้อนี้เค็มน้อยหน่อย เบค่อนพวกนี้เป็นเศษเบค่อนจริงๆ ไม่เหมือน Bacon bits ซึ่งเป็นแป้งทอดกรอบรสเบค่อน มาถึงผักสลัด อิชั้นชอบโรเมน ไม่ชอบผักกาดแก้ว-iceberg lettuce หรือผักที่รสชาติคล้ายกันเลย สลัดถุงๆ ที่เห้นในรูปนั่นคือสลัดที่อิชั้นซื้อประจำ ซื้อทีละ 3-4 ถุงเลย ราคาถุงละ 1 เหรียญเท่านั้น ทำมาม่าให้ลูก ทำยำรสจัดทั้งหลาย ก็ใช้สลัดถุงนี่แหละค่ะ จบเรื่องโจรสลัด 555

page-499

เมื่อวานไปซื้อกับข้าวกับปลา เตรียมทำคริสต์มาสดินเน่อร์ (ไม่ทำไก่งวงแล้ว 5555 เข็ดซะ 555) พอดีเจอทีรามิสุ โหยอยากทานอยู่นานมากแล้ว จริงๆ มีเจ้าประจำที่มอลล์…อร่อยมาก (เจ้าดังๆ ที่บางกอก…หลบไปได้เลย 555) พอเจอไอ้กล่องนี้เข้าก็รีบลากกลับมาบ้าน ร้อนรนมือไม้สั่น พอใส่ปากคำแรกก็ เอ้อ…. It’s just OK not wowww…woo hoo…แต่อย่างใดค่ะ พ.ด.ด. เท่านั้น คงไม่ซื้ออีกแล้วล่ะ 12.99 เก็บไปซื้อ French Bakery เจ้าประจำดีกว่า…..

x6a00d83453a73169e2010536bb2c3c970c-800wi

ปล. ปีนี้บ้านเราไม่ได้ตั้งต้นคริสต์มาสค่ะ เพราะว่ามีแต่เรื่องยุ่งๆ hectic ตลอด เลยตกลงกับลูกและซะมีว่าปีนี้ “งด” ของขวัญของลูกๆ ก็ไม่ได้มีมากมาย เอากองๆ ไว้หน้าทีวีแหละ 5555 ไอ้ต้นในรูปข้างบน….เห็นขำดีเลยเอามาแปะ…แบ่งๆ กันขำ 555

ยังไงก็ขออวยพรให้ทุกๆ ท่าน สุขกาย สุขใจ สมหวังในทุกสิ่ง ตลอดปีนี้ ปีหน้า ชาตินี้ ชาติหน้า เลยนะคะ ซ้า….ตุ๊

x3135388516_4164f87158

Wednesday, December 16, 2009

พันธุ์อะไรในปากเธอ

ในที่สุดก็มีคนแต่งเพลงให้สามีสุดที่รักของอิชั้น …ถูกใจ ถูกใจม๊ากกกก…..

เชิญฟังและขับร้องกันตามสะดวกค่ะ

S! Radio
Slim boy ก๊วนกวน
เพลง พันธุ์อะไรในปากเธอ (Slim boy)
ศิลปิน Slim Boy ก๊วนกวน
อัลบั้ม Slim boy ก๊วนกวน
ดูเนื้อเพลงคัดลอกโค้ดเพลงนี้

เพลง : พันธุ์อะไรในปากเธอ
อัลบั้ม : Music Airline
ศิลปิน : Slimboy Ringtone

อยากรู้พันธุ์อะไรเลี้ยงไว้ในปากเธอ

เชาเชา ชิวาวา นี่มันพันธุ์อะไรกันนะ

ปักกิ่งหรือไฮยีน่าถึงพูดจาไม่เข้าหู

บูลล์ด๊อก บ๊อกเซอร์ ปากเธอต้องอ้าดู

อยากรู้พันธุ์อะไรเลี้ยงไว้ในปากเธอ

เกรทเดน อัลเซเชี่ยน พูเดิ้ล

ปอมเมอเรเนี่ยน โดเบอร์แมน หรือร๊อตไวเลอร์

ปากเธอนะพันธุ์ไหน

อาจเป็นบูลล์เทอร์เรีย ปากเสียได้เรื่อยไป

อยากรู้พันธุ์อะไรเลี้ยงไว้ในปากเธอ

พันธุ์ทางหรือพันธุ์แท้ ชอบมากระแนะกระแหน

หลังอานหรือว่าบางแก้ว อย่าแซวกันได้ไหม

ปากเธอมันวอนเห่าหอนได้เรื่อยไป

อยากรู้พันธุ์อะไรเลี้ยงไว้ในปากเธอ

ปากเธอมันวอน สักวันต้องตายไว

อยากรู้พันธุ์อะไร เลี้ยงไว้ในปากเธอ

Housework-01

Friday, December 11, 2009

หนาว หนาว หนาว

page-491

thermometer

หลังจากเจอวิกฤติ Hectic มาตลอด 2-3 สัปดาห์ จริงๆ มันก็ยังไม่ซ่างซาไปเท่าไหร่หรอกค่ะ แต่เบื่อแระ มาคุยเรื่องหนาวๆ เย็นๆ กันดีกว่า ที่ร้อนรุ่มกลุ้มใจเก็บไว้ก่อน เดี๋ยวรวบรวมสติ-สะตังได้จะมาเล่าให้ฟังค่ะ ตอนนี้แถวๆ นี้หนาวมาก หนาวอิ๊บอ๋าย ใครที่อยู่ตรงไหนของโลกแล้วมาบอก เชอะ ไม่เห็นหนาวเท่าแถวบ้านชั้นเลย บ้านชั้นหิมะท่วมขาวโพลน หนาตั้ง 30 ศอก ฯลฯ ต้องเข้าใจนะคะ บ้านแกก็คือบ้านแก ไม่ใช่บ้านช๊านนนน… แล้วคนเราทนทานหนาว ร้อน เย็น แฉะ ได้ไม่เท่ากัน ไม่ใช่โรคจิต แบบ… บ้านใครหนาวกว่าชนะ บ้านใครหิมะเยอะกว่าชนะ เชิญบ้าไปคนเดียวเถอะ 555 (แต่คนโรคจิตแบบนี้มีเยอะนะคะ 555)

เป็นว่าที่บ้านเราหนาวมากค่ะ 5555 กลางวันก็ประมาณ 40°F ต้นๆ พอเย็นๆ ตกค่ำก็หนาวไปอีกหน่อยนึงประมาณ 30°F ต้นๆ หนักหนาหน่อยก็ตอนเช้ามืดไปถึง 8-9 โมงเช้าก็ประมาณ 25-29°F ตอนนี้ก็เลยมี Alert ตลอดเกี่ยวกับ Freez Advisory ก่อนหน้านี้ก็แค่เตือนเรื่อง Frost ก็ห่วงต้น หมากรากไม้จะโดนน้ำแข็งเกาะหนาวเฉาตายกันไปซะหมด หลังๆ มาเป็น ฟรีซแล้ว เป็นห่วงแมวมาก หาอีนิ๊งหน่องแมวสุดที่รักไม่เจอมา 2 วันแล้ว (รูปทั้งหมดถ่ายจากกล้องป๋องแป๋งที่มีอยู่ตัวใหม่ เจ้า Canon PowerShot SD780IS 12MP แดงแปร๊ดดดด…. 555 ไม่มีกล้องโปรๆ ใช้กะใครเค้าหรอกค่ะคู้นนนน…)

page-492

ตอนเช้าก็ต้องออกไปอุ่นรถทิ้งไว้ซัก 10 นาที เพราะรถน้ำแข็งจับ พอเข้าไปในรถก็แทบหนาวตาย ยะเยือกมากๆ ขวดน้ำทิ้งไว้ในรถก็แข็งโป้กเป็นน้ำแข็งทั้งขวด จนบ่าย-เย็นก็ยังละลายไม่หมด ตกค่ำก็ทิ้งแข็งโป้กต่อไปอีก 5555 สนามหญ้า (เต็มไปด้วยใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นมาเต็ม) ก็โดนน้ำแข็งเกาะหมด บน driveway ก็น้ำแข็งเกาะเพียบ เดินต้องระวังเดี๋ยวลื่นหัวฟาดพื้นตาย ช้าน…ตาย…ม่าย…ด้ายยยย….ลูกยังเล็กเฟ้ย แล้วถ้าหากหิมะตกแถบนี้จริงๆ จะเดือดร้อนกันมาก เพราะคนแถวนี้ไม่คุ้นเคยกับการใช้ชีวิตกับหิมะ ถนนหนทาง โซ่ใส่ล้อรถยนต์ก็ไม่มีกันทุกบ้าน บ้านอิชั้นไม่มีซักอัน 555 แค่ขับรถฝ่าทะเลหมอกให้รอดชีวิตไปตลอดซีซั่นก็โชคดีมากแล้ว หรือไม่ไปจอย pile-up ร้อยคันกับใครก็บุญอักโขมากเข้าไปอีก จำได้ว่าปีก่อนประกาศว่าจะมีหิมะ อิชั้นก็ตื่นตูมไปกะเค้า แจ้นไปซื้อสโนว์แจ๊คเก๊ตให้ลูก 5555 สรุปมันเป็นแค่ฝอยๆ ลอยมาตอนดึกๆ นิดหน่อยแล้วก็ละลายหายไป ไม่มีกี่คนนักหรอกที่ได้เห็น แต่บ้านผีปอปได้เห็นกะเค้าหนอยนึง 555 จริงๆ มันเคยมีหิมะตกแถบนี้เป็นระยะๆ 10-15 ปีก่อนโน้น เรียกว่าเดือดร้อนไปทั่ว คนแถวๆ นี้จะไปเล่นสกี กีฬาปุยหิมะทั้งหลาย ก็ขับรถขึ้นเขาไปซักชั่วโมงก็ถึงสกีรีสอร์ตแล้ว ส่วนอิชั้นคนยากก็จะพาลูกๆ ขับรถขึ้นเขาไปหน่อยนึง เจอข้างทางตรงไหนให้ลูกๆ เล่นตรงนั้น พอเล่นเป็นโคลนก็ขับรถหาที่ทำเลงามๆ หิมะหนาๆ เล่นกันใหม่ 5555 ฟรีค่ะ เลอะเทอะกันพองามก็บึ่งกลับบ้านมาแช่น้ำอุ่นๆ สบายใจแฮ … มีแม่จนก็สนุกแบบนี้แหละค่าาาา…

page-493

โชคดีที่แถวๆ นี้ไม่มีหิมะ ถึงจะหนาวไม่แพ้ใครก็เหอะ นึกไม่ออกเลยถ้ามีหิมะเหมือนที่เห็นตามข่าว หนัง หรือรูปต่างๆ อิช้านจะทำยังไง เพราะขี้เกียจทั้งผัวทั้งเมีย ต้องโกยหิมะเหมือนที่อื่นๆ ตายแน่ๆ สงสัยจำศีลเป็นหมีขั้วโลก ไม่ไปไหนแน่ๆ รวยตายเลย 5555 เพราะที่ที่เราอยู่เป็นแวลเล่ย์ หรือก้นกระทะนั่นเอง เป็นแอ่งเป็นอ่างใหญ่ยักษ์ ล้อมรอบด้วยเทือกเขา ด้านนึงเป็น Sierra Nevada (ด้านขวามือที่สีส้มๆ น้ำตาลๆ นั่นแหละ แคลิฟอร์เนียนี่ใหญ่กว่าประเทศไทยนิดหน่อยค่ะ) ส่วนไอ้ด้านริมทะเลเป็นเทือกเขาเล็กๆ น้อยๆ ต่อกัน เรียกอะไรไม่รู้ 5555 แต่อยากโชว์ว่าเราอยู่ในอ่าง 5555 ปกติพออากาศเริ่มเย็นๆ ปลาย Fall หรือประมาณปลายตุลา ต้นพฤศจิกา ไปจนถึงปลายๆ มกรา หรือ ต้นๆ กุมพาเลยทีเดียว ที่คนละแวกนี้ (กลางๆ แวลเล่ย์) ก็แย่แล้วกับการผจญหมอกนรก ที่เรียกว่าหมอกนรกเพราะมันนรกจริงๆ นะคะ เมืองในหมอก เมืองสามหมอก แม่ฮ่องสอน นั่นอนุบาลมากๆ ค่ะ (วันหลังมาเล่าเรื่องหมอกนรกดีกว่า 5555) หมอกมันหนามาก หนักมาก มีหลายแบบ เป็นกำแพงหนา เป็นหมอกแล้วมีละอองน้ำ mist เดินเปียกเหมือนตากฝนเลยแหละ ฯลฯ บางวันเค้าบอกว่าเป็น Low Cloud พัดผ่านเข้ามาจากทะเลและติดกับดักโดนเซียร่าเนวาด้ากันไว้ ไปไหนไม่ได้เลยนั่งอ้วนอยู่ในแวลเล่ย์ไม่ไปไหน อิชั้นก็เลยกลายเป็นนางฟ้านางสวรรค์ใช้ชีวิตกลางม่านเมฆ 555 หน้าหนาวที่นี่ก็หนาวจนตับหดเลย พอหน้าร้อนไอ้ก้นกระทะก็ร้อนซะตับแหกเลยเหมือนกัน (กะทะ หรือ กระทะ วะเนี่ย สะกดไม่ถูก….5555)

california-map

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว เค้ามีคริสต์มาสพาเหรดที่ดาวน์ทาวน์ สิ่งบันเทิงรื่นเริงใจแถวนี้ไม่มีอะไรมากมาย เพราะเป็นเมืองเล็กๆ พาเหรดแค่นี้ก็แห่ไปดูกันไปค่อนเมือง จากประสบการณ์ทุกๆ ปี ไปล่าช้าหน่อยก็ไม่มีที่จะแทรกเข้าไปนั่งหรือโผล่หัวเข้าไปดู ปีนี้ก็เลยรีบไปจับจองฟุตบาทแต่ไก่โห่ 5555 โห่จริงๆ เพราะไม่ได้เตรียมอะไรไปรองนั่ง ตูดเย็นเจี๊ยบเลย 5555 แล้วโห่ไปเร็วรอซะเซ็งเลย นั่งจนตูดชาได้ชั่วโมงครึ่งขบวนพาเหรดเค้าถึงได้เริ่มแห่มากัน ไอ้พวกเอาของเล่นไฟแล่บต่างๆ มาเดินเร่ขาย ก็ขยันเดินผ่านไปผ่านมาจริงๆ ลูกๆ ก็งอแงงี่เง่าอยากได้ อยากซื้อไปหมด แล้วแพงมาก แพงจนอุบาทว์ ไอ้หลอดๆ ที่หักแล้วเรืองแสงทำเป็นสร้อยคอนั่น เส้นละ 3 เหรียญ จะบ้าเหรอ ปกติ 3 เส้นเหรียญนึง เชี่ยเน๊าะ แล้วเดินจริ๊งงง… มากมายหลายเจ้าด้วยนะ อยากจะเอาเท้าไปขัดขาให้มันล้มป้าบบบบ…ตรงหน้าซะจริงๆ คืนนั้นก็หนาวเหน็บมากๆ ขอบอก ไอ้ตี้โดนแม่ห่อไว้ตามเคย ปล่อยให้เดินเพ่นพ่านไม่ไหว แม่มันไม่มีแรงวิ่งไล่ จับมัดไว้ให้เป็น Dr. Hannibal Lecter ตามระเบียบ (ไอ้หูมิกกี้สีฟ้านั่น 5 เหรียญเชียวนะคะ ป๋องแป๋งสุดเดชด้วย รอมมี่อยากได้ งี่เง่าให้แม่ซื้อ พอซื้อให้ดันไม่ใส่ซะนี่ อายเค้าค่ะ น่าตื้บมากลูกชั้น)

page-495

พาเหรดประดับไฟที่นี่มีแค่จิ๋วติ๋วจิ๊ดนึงแหละ หน่วยงานต่างๆ โรงเรียนก็พากันประดับตกแต่ง floats ตามประดามี น่ารักน่าเอ็นดูตามประสาเมืองเล็กๆ รถขยะ รถไปรษณีย์ แมงกะไซ ฯลฯ มากันเยอะแยะ บางอันก็แต่งซะสุดฝีมือ บางอันมีไฟหลากสีกระพริบมาแค่สายเดียว แบบอิรถไปรษณีย์ (ยังก๊ะโลงอนาถา 55555)

page-496

ถ่ายรูปไปได้ไม่เท่าไหร่กล้องก็แบตหมด อดเอารูปแปลกๆ มาอวด 555 ไม่มีอะไรแปลกหรอก ก็แค่วงโยธวาทิศของไฮสคูลประจำตำบลน่ะ เค้ามีไอ้พวกเด็กสาวรำธง เด็กๆ ที่เป่าปี่ตีกลองก็เอาไฟกระพริบหลากสีพันตัวเดินมาเป็นแถวน่ารักดี แต่พวกรำธงน่ะ ใส่เสื้อผ้ายืดกำมะหยี่รัดรูป บางคนก็สูงยาวระหง..น่ามอง บางคนก็อ้วนตุ๊บเป็นลอน..น่าเห็นใจ (คนอ้วนย่อมเข้าใจคนอ้วนสิ) วัสดุที่สวมใส่ก็ดูเย็นเยือก ดั๊นนน… เสือกไม่มีแขนอีก ครูบาอาจารย์นี่บ้าเน๊าะ สงสารเด็กๆ เพราะหนาวมากกกกกก…….

page-497

ดูไอ้แทรกเต้อร์ Harvester มโหฬารมากๆ ดูจากคนบนรถเทียบกับล้อ มหึมาจริงๆ อยู่แถวๆ นี้ได้เห็นพวกเครื่องจักรเครื่องยนตร์แปลกประหลาดบนท้องถนนหรือในทุ่งบ่อยๆ รูปร่างหน้าตาหลายๆ อย่าง ดูๆ ไปเหมือนอิชั้นอยู่ในซีนสตาร์วอร์ 5555 สรุปคืนนั้นก็พาลูกอยู่ดูจนจบ กลับบ้านแวะซื้อแม๊คโดเน่าให้ลูกกิน แล้วก็ไม่ลืมซื้อ “แม๊ค-ริบ” ให้ตัวเอง ตอนนี้ McDonald's brought back the McRib sandwich อิชั้นดีใจกว่าใครๆ เลยเชียว เพราะเป็นเมนูโปรดจากร้านพี่เน่าเค้า เมื่อปีกลายเจือกประกาศ McDonald's announced the 'Farewell Tour' of the McRib sandwich อิชั้นโมโหเป็นอย่างมากกกก….. 5555 ผู้คนเค้าก็ตังเว๊บไซ้ต์ให้คนช่วยกันเข้าไปโหวตไม่ให้แม๊คโดเน่ายกเลิกเมนูนี้ อิชั้นก็ไปโหวตก็เค้าอยู่พักนึง นานๆ ไปก็เงียบ พอเค้าเอากลับมาก็ดีใจซะ 5555 หนาวไปหนาวมา…. กลายเป็น McRib ได้ยังไง 5555 บายเด้อค่ะ

mcribisback

The family is one of nature's masterpieces.

โชคดี-01

Thursday, December 3, 2009

Lady Mo - ท้าวสุรนารี (พ.ศ. ๒๓๖๙-พ.ศ.๒๓๙๔)

สืบเนื่องมาจากเคยถูกลูกและสามีถามเกี่ยวกับ “บ้านเกิด” ของอิชั้นหลายครั้งหลายหน แต่…เชื่อมั๊ย 555 อิชั้นตอบอะไรไม่ได้มากหรอก นอกจากอะไรนิดๆ หน่อยๆ เกี่ยวกับชิวิตวัยเด็กเล็ก บ้านช่องที่อยู่ การเล่นดื้อซน เรื่องถูกตีบ่อยๆ และที่ไม่เคยขาดคือ เรื่องเกี่ยวกับ “ย่าโม” พอคิดไปคิดมาเรื่องแบบนี้ไม่น่าจะใช้วิชา “ทรงเดช” ที่มีเฉพาะตัว ลูกและสามีน่าจะได้อ่านได้รู้อินโฟที่ถูกต้อง ก็เลยใช้บริการของกูเกิ้ล แล้วก็เลือกมาแปะให้ได้อ่านกัน

เกริ่นนิดนึง … อิชั้นเกิดที่โคราช พ่อแม่ไม่ใช่คนโคราชแต่โคจรมาพบรัก แต่งงาน และวางไข่ที่โคราช 5555 พออายุได้ 10 ขวบ ก็ย้ายตามเด็ดพ่อไปทั่วราชอาณาจักรสยาม (พ่อเป็นข้าราชการค่ะ มิใช่ หัวหน้าวงดนตรี ลิเก หรือหมอลำ แต่อย่างใด 555) ต่างกับพี่สาวของอิชั้นที่พลาดการเดินสายคาราวานชีวิตแบบอิชั้น เพราะพี่หญิงใหญ่เธอถูก “ล๊อค-อัพ” อยู่ที่โรงเรียนประจำของชาวคุณหนูแถวๆ สะพานซังฮี้ 555 กว่าจะพ้นโทษออกมาก็เป็นสาวใหญ่แล้ว 555 แล้วตอนเด็กๆ อิชั้นก็ไม่ได้มีกิจกรรมวิสาสะกับใครๆ นัก ไปไหนไปกันก็กับครอบครัว พอย้ายออกจากโคราชเมื่อวัยเยาว์ ก็ขึ้นเหนือล่องใต้ไปหลายจังหวัด พอพ่อย้ายกลับมาประจำที่โคราชอีกครั้งอิชั้นก็เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยที่กุงเต๊บซะแล้ว เวลากลับบ้านทีก็ติดแหง่กกับที่บ้านอีก เพื่อนฝูงตอนเด็กๆ ก็ไม่รู้จักมักจี่ จำชื่อได้ จำนามสกุลไม่ได้ จำหน้าค่าตาใครก็ไม่ได้ ไม่มีที่อยู่-เบอร์โทร ของเพื่อนๆ เหมือนเด็กสมัยนี้ โคราชก็เลยเป็นเพียงบ้านเกิดที่รักและผูกพันเท่านั้น แต่ก็ภูมิใจเสมอที่จะบอกใครๆ ว่าเป็น “ลูกย่าโม” จริงๆ ลึกๆ ก็รู้สึกละอายเล็กๆ ที่จะบอกว่า ไม่รู้ที่มาที่ไปประวัติของเมืองโคราชและย่าโมอย่างแท้จริง การค้นคว้าครั้งนี้นอกจากสนอง need ของลูกผัวแล้ว ก็เป็นการเก็บเกี่ยวความรู้ที่ควรรู้ (มานานแล้ว) ให้กับตัวเองด้วย เมื่อครั้งที่กลับไปเยี่ยมครอบครัวที่เมืองไทยหลายปีก่อน ได้มีโอกาสพาลูกและสามีไปเที่ยวโคราช ทุกๆ คนดูสนุกสนาน ประทับใจ ได้ไปแวะ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ปราสาทหินพิมาย ไทรงาม ทุ่งสำริด มวกเหล็ก ปากช่อง ฯลฯ ลูกถามอะไร แม่ก็ตอบได้นิดเดียว 555 น่าอายเน๊าะ

จากการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ อ่านแล้วก็ อืม… รู้สึกดี พออ่านมาถึงข้อความที่ว่า “From the memoirs of Acharn Ladawan Wannabun (Jitasombat) former director of the Nakhonratchasima Elementary school, fifth generation grandchild of Thao Suranaree, who stated that her mother’s ancestry, who investigated her roots, stated that her ancestry can be traced back to a foster child of Thao Suranaree, as Thao Suranaree had no children of her own.” ก็ เอ่อ… ไม่เคยรู้เล้ยยยย… เป็นข้อมูลที่น่าสนใจยิ่งนัก เพราะอาจารย์ลดาวัลย์ วรรณบูลย์ อดีตผอ.โรงเรียนอนุบาลนครราชสีมา สมัยโน้น…. โรงเรียนชั้นประถมต้นจะไม่เรียกคุณครูว่าอาจารย์ คำว่า “คุณครู” นี่เพราะเน๊อะ พวกเรา (ครอบครัวของอิชั้น) เรียกท่านว่า ครูใหญ่ หรือ คุณครูลดาวัลย์ (สมัยโน้นอีกนั่นแหละ ตำแหน่งใหญ่สุดของโรงเรียนก็คือ ครูใหญ่ มิใช่ ผู้อำนายการ อย่างในปัจจุบัน) บ้านของเรา (ซึ่งเป็นบ้านหลวง) อยู่เยื้องๆ จากบ้านของท่าน จึงเรียกได้ว่าครอบครัวเราสนิทสนมกับท่านดีในระดับหนึ่ง ในความทรงจำของอิชั้น ท่านเป็นสตรีสูงวัย ใจดี ดิชั้นเป็นนางรำ ระบำ รำฟ้อนให้กับงานโรงเรียนเป็นประจำ ก็เลยต้องอยู่ซ้อมรำบ่อยๆ หลังเลือกเรียน เลยได้มีโอกาสได้นั่งรถประจำตำแหน่งของท่านกลับบ้านบ่อยๆ เช่นกัน โก้นะคะ…จะบอกให้ รถโฟล๊คตู้สีฟ้า แถมได้ไปมากับครูใหญ่ด้วย คุณครูสมัยโน้น…เป็นบุคคลที่ผู้คนนับหน้าถือตา เป็นอาชีพที่มีเกียรติมาก พอได้ทราบว่าท่านเป็นเหลนทวดเจเนอเรชั่นที่ 5 ของย่าโม มันปลื้ม…ปลื้มใจดีค่ะ

เริ่มเลยก็เพลงมาร์ชเมืองโคราชที่ได้ยินได้ฟังจนติดหูยังแต่เล็ก งึมๆ งำๆ ดำน้ำร้องตามเค้าได้ด้วยนะ แต่พอค้นเจอเนื้อเพลงจริงๆ 5555 อารายว้า…. งึมงำพึมพำมาผิดๆ ตลอดเลย อ่านเนื้อเพลงแล้วก็ “จับใจ” ดีแฮะ อิชั้นนี่เป็น “นักสู้-นักรบ” โดยสายเลือดด้วยนะ หากจะบอกว่า เด็ดพ่อของอิชั้นนั้น originally จาก “บางระจัน” เชียวนะ อย่า… อย่าชวนทะเลาะเชียว.. “ลูกอิสาน-หลานย่าโม + ทายาทชาวบ้านบางระจัน” เตือนไว้ตรงนี้เลย 555

เพลง มาร์ชนครราชสีมา


ราชสีมาเหมือนดังศิลาที่ก่อกำแพง

สยามจะเรืองกระเดื่องเดชแรง

ด้วยมีกำแพงคือราชสีมา

ชาวนครราชสีมาแต่โบราณ

เหี้ยมฮึก กล้าหาญยิ่งหนักหนา

ศึกเสือเหนือใต้ที่ไหนมา

เลือดนครราชสีมา ไม่แพ้ใคร

แต่ก่อนกาลวีระสตรี

ท้าวสุรนารี ผู้เป็นใหญ่

กล้าหาญยอดยิ่งผู้หญิงไทย

มิ่งขวัญ ธงชัยของเมืองเรา

มาเถิดเราชาวนครราชสีมา

หน้าเดิน รีบมาสู้กับเขา

หากศัตรูไม่เกรงข่มเหงเรา

สู้เขา สู้กันอย่าพรั่นใจ

อย่าเสียเวลาเลย มาอ่านกันเลยดีกว่า (ที่คัดลอกมาจาก 3 เว๊บหลักๆ บางที่ข้อมูลซ้ำซ้อน ตัดต่อจากต้นฉบับเค้ามากๆ ก็ไม่ดี โปรดให้อภัยนะค๊าาา…)

อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี

แต่ก่อนกาลท่านวีรสตรี ท้าวสุรนารีผู้เป็นใหญ่

กล้าหาญยอดยิ่งผู้หญิงไทย มิ่งขวัญธงชัยของเมืองเรา

ท้าวสุรนารีเดิมชื่อ โม หรือ โม้ ท่านเป็นบุคคลสำคัญประวัติศาสตร์ของจังหวัดนครราชสีมาในฐานะผู้กอบกู้เมืองนครราชสีมา จากกองทัพของเจ้าอนุวงศ์ แห่งเวียงจันทร์ เมื่อพุทธศักราช ๒๓๖๙ คุณหญิงโม เกิดเมื่อพุทธศักราช ๒๓๑๕ ปีเถาะ ในแผ่นดิน พระเจ้าตากสินกรุงธนบุรี บิดามารดาชื่อนายกิ่ม นางบุญมา เมื่ออายุ ๒๕ ปี ได้เข้าพิธีสมรสกับเจ้าพระยามหิศราธิบดี (ทองคำ) ที่ปรึกษาราชการเมืองนครราชสีมา ครั้งยังดำรงฐานันดรศักดิ์เป็นพระยาสุริยเดชวิเศษฤทธิ์ทศทิศวิชัยปลัดเมืองนครราชสีมา มีนิวาสถานอยู่ ณ บ้านตรงกับข้ามกับวัดพระนารายณ์มหาราช (วัดกลางนคร) ไปทางทิศใต้ ท่านไม่มีบุตรสืบตระกูล ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อเดือน ๕ ปีชวดพุทธศักราช ๒๓๙๕ รวมอายุได้ ๘๑ ปี

วีรกรรมของคุณหญิงโมนั้นเป็นที่คนไทยรุ่นหลังทราบดีว่า ท่านได้เป็นหัวหน้ารวบรวมครอบครัวชายหญิงชาวนครราชสีมา (ที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลย) เข้าต่อสู้ฆ่าฟันทหารลาวล้มตายเป็นอันมาก ณ ทุ่งสำริด แขวงเมืองนครราชสีมา เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม พุทธศักราช ๒๓๖๙ ที่ช่วยให้ฝ่ายไทยสามารถกอบกู้เมืองนครราชสีมากลับคืนมาได้ในที่สุด

อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี

แต่ก่อนกาลท่านวีรสตรี ท้าวสุรนารีผู้เป็นใหญ่

กล้าหาญยอดยิ่งผู้หญิงไทย มิ่งขวัญธงชัยของเมืองเรา

อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี

อนุสาวรีย์ของท่านประดิษฐานอยู่ที่หน้าประตูชุมพล ตั้งแต่พุทธศักราช ๒๔๗๗ และได้บูรณะใหม่ให้งาม สง่ายิ่งขึ้นเมื่อ ๒๙ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๑๐ ปีพุทธศักราช ๒๕๒๔ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยาม บรมราชกุมารีและสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ทรงวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์ ท้าวสุรนารี ในโอกาสนี้ พระราชทานบรมราโชวาทมีความตอนหนึ่งว่า ".... ท้าวสุรนารี เป็นผู้ที่เสียสละ เพื่อให้ประเทศชาติได้อยู่รอดปลอดภัยควรที่อนุชนรุ่นหลัง จะได้ระลึกถึงคุณงามความดีของท่าน บ้านเมืองทุกวันนี้เป็นสิ่งที่ต้องหวงแหน การหวงแหน คือ ต้อง สามัคคี รู้จักหน้าที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันชาวนครราชสีมา ได้แสดงพลังต้องการความเรียบร้อย ความสงบ เป็นปัจจัยสำคัญทำให้ชาติกลับปลอดภัยอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าสถานการณ์รอบตัวเราและรอบโลกจะผันผวน และล่อแหลมมากแต่ถ้าทุกคนเข้มแข็ง สามัคคี กล้าหาญ และเอื้อเฟื้อต่อกัน ชาติก็จะมั่นคง...."

ข้อมูลอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีเพิ่มเติม

อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี
อนุสาวรีย์ท่านท้าวสุรนารี หรือ คุณหญิงโม [ย่าโม]

สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2477 ตั้งอยู่หน้าประตูชุมพล ซึ่งเป็นประตูเมืองเก่าทางด้านทิศตะวันตก อนุสาวรีย์เป็นรูปหล่อทองแดง รมดำ สูง1.85 เมตร หนัก 325 กิโลกรัม ประดิษฐานอยู่บนไพทีสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง สูง 2.5 เมตร รูปหล่อท่านท้าวสุรนารี ตัดผมทรง ดอกกระทุ่ม แต่งกายด้วยเครื่องยศพระราชทาน มือขวากุมดาบ ปลายดาบจรดพื้น มือซ้ายท้าวสะเอว หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นที่ตั้งของ กรุงเทพฯ อนุสาวรีย์นี้เป็นที่เคารพสักการะ ของชาวจังหวัดนครราชสีมา และประชาชนทั่วไป

ชาวนครราชสีมา จัดให้มี งานฉลองวันแห่งชัยชนะของท่านท้าวสุรนารี เป็นประจำทุกปี ระหว่างวันที่ 23 มีนาคม-3 เมษายน

อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี

ท้าวสุรนารี นามเดิม คุณหญิงโม เป็นธิดา นายกิ่ม นางบุญมา เกิดเมื่อพ.ศ.2314 สมรสกับพระยาปลัดเมืองนครราชสีมา(ทองคำ) ซึ่งต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้มีตำแหน่ง เป็น พระยามหิศราธิบดี

ในปี พ.ศ.2369 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าอนุวงศ์บุตรเจ้าศิริบุญสาร ผู้ครองกรุงศรีสัตนาคนหุต ล้านช้างและเวียงจันทร์ ซึ่งเป็นเมืองขึ้นของไทยต้องการเป็นเอกราช จึงเป็นกบฏยกทัพจะมาตีกรุงเทพฯ เจ้าอนุวงศ์ใช้อุบายหลอกลวงเจ้าเมืองตามรายทาง โดยปลอม ท้องตราพระราชสีห์ ว่า ไทยขอให้เจ้าอนุวงศ์ยกทัพมาช่วยรบกับอังกฤษ ซึ่งยกทัพเรือจะมาตีกรุงเทพๆ จึงไม่มีผู้ใดขัดขวาง

วันที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2369 เจ้าอนุวงศ์ยกทัพมาถึงเมืองนครราชสีมา ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านและ มีความอุดมสมบูรณ์ ในขณะที่เจ้าพระยามหานครราชสีมา ไม่อยู่ และพระยาปลัดเมืองนครราชสีมาไปราชการเมืองขุขันธ์ กองทัพเจ้าอนุวงศ์มาถึง จึงเข้ายึดเมือง ยึดทรัพย์สินและให้เพี้ยรามพิชัย หรือพระยารามพิชัย กวาดต้อนชาวเมืองไปเป็นเชลยศึก เดินทางกลับไปเวียงจันทร์ก่อน ส่วนเจ้าอนุวงศ์เดินทัพต่อไปยังสระบุรีเพื่อเข้ากรุงเทพฯ

ในบรรดาเชลยศึกมีคุณหญิงโมรวมอยู่ด้วย คุณหญิงโม เป็นหญิงที่ฉลาดหลักแหลมรู้ทันว่า เจ้าอนุวงศ์หลอกลวง คุณหญิงโมออกอุบายให้ทหารเวียงจันทร์ ตายใจ โดยให้หญิงไทยที่ถูกต้อนเป็นเชลยยั่วยวน หน่วงเหนี่ยวทหารให้เดินทัพช้าลง วางแผนให้พวกผู้หญิง หลอกขอมีด จอบ เสียม มาใช้ซ่อมเกวียนและทำอาหาร แท้จริงแล้วกลับนำมีด จอบ เสียมนั้นมาลอบตัดไม้เป็นอาวุธแอบซ่อนไว้

ระหว่างพักที่ทุ่งสัมฤทธิ์ แขวงพิมาย ซึ่งห่างจากตัวเมืองนครราชสีมา ประมาณ ๔๐ กิโลเมตร ในวันที่ 23 มีนาคม พ.ศ.2369 สบโอกาสเหมาะ พวกผู้หญิง ช่วยกัน หลอกล่อ มอมเหล้าทหารจนเมามายไร้สติไปทั้งกองทัพ แล้วช่วยกันทั้งหญิงและชายแย่งอาวุธฆ่าฟัน จนทหารล้มตายเป็นจำนวนมาก กองทัพแตกพ่ายไป เมื่อได้รับชัยชนะแล้ว จึงตั้งค่ายอยู่ที่ทุ่งสัมฤทธิ์ ชาวเมืองที่หนีรู้ข่าวการชนะศึก จึงพากันกลับมาสมทบ และพระยาปลัดก็ยกทัพตามมาช่วยทันเวลา ส่วนเจ้าอนุวงศ์รู้ข่าวว่ากรุงเทพๆ ยกทัพขึ้นมาช่วย จึงเลิกทัพกลับไปเวียงจันทร์

วีรกรรมที่คุณหญิงโม ได้ประกอบขึ้นที่ทุ่งสัมฤทธิ์ครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ สถาปนาคุณหญิงโม ให้ดำรงฐานันดรศักดิ์ เป็นท้าวสุรนารี และพระราชทานเครื่องยศทองคำประดับเกียรติ ดังนี้

  • ถาดทองคำใส่เชี่ยนหมาก ๑ ใบ
  • จอกหมากทองคำ ๑ คู่
  • ตลับทองคำ ๓ เถา
  • เต้าปูนทองคำ ๑ อัน
  • คณโฑทองคำ ๑ ใบ
  • ขันน้ำทองคำ ๑ ใบ

อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี

ท้าวสุรนารี ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อ พ.ศ.2395 รวมสิริอายุ 81 ปี

อนุสาวรีย์ของท่านประดิษฐานอยู่ที่หน้าประตูชุมพล ตั้งแต่วันที่ ๕ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๗๗ และได้บูรณะใหม่ให้งามสง่ายิ่งขึ้นเมื่อ ๒๙ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๑๐

417px-เสด็จพระราชดำเนิน_อนุสาวรีย์

เหตุการณ์ที่สมควรจะบันทึกไว้ในปี พุทธศักราช ๒๕๒๔ คือเมื่อวันที่ ๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๒๔ เวลา ๑๔.๐๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ ทรงวางพวงมาลา ณ อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี ท่ามกลางพสกนิกร ที่เข้าเฝ้าถวายความจงรักภักดีอย่างเนื่องแน่น ในโอกาสนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานบรมราโชวาทมีความตอนหนึ่งว่า

....ท้าวสุรนารีเป็นผู้ที่เสียสละเพื่อให้ประเทศชาติได้อยู่รอดปลอดภัย ควรที่อนุชนรุ่นหลังจะได้ระลึกถึงคุณงามความดีของท่าน บ้านเมืองทุกวันนี้เป็นสิ่งที่ต้องหวงแหน การหวงแหน คือ ต้องสามัคคี รู้จักหน้าที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ชาวนครราชสีมา ได้แสดงพลังต้องการ ความเรียบร้อยความสงบเป็นปัจจัยสำคัญทำให้ชาติกลับปลอดภัยอีกครั้งหนึ่ง แม้ว่าสถานการณ์รอบตัวเราและรอบโลก จะผันผวนและ ล่อแหลมมาก แต่ถ้าทุกคนเข้มแข็ง สามัคคี กล้าหาญ และเอื้อเฟื้อต่อกันชาติก็จะมั่นคง....

ขอขอบคุณ > > http://www.moohin.com/043/043k001.shtml

อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี

เมื่อท้าวสุรนารี ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อปีพุทธศักราช 2395 อายุ 81 ปี เจ้าพระยามหิศราธิบดีผู้เป็นสวามี ได้ฌาปนกิจศพ และสร้างเจดีย์บรรจุอัฐิไว้ ณ วัดศาลาลอยซึ่งท้าวสุรนารีได้สร้างไว้


กู่อัฐิท้าวสุรนารี - วัดพระนารายณ์มหาราช

กู่อัฐิท้าวสุรนารี

วัดพระนารายณ์มหาราชเมื่อเวลาผ่านไปเจดีย์ชำรุดลง พลตรีเจ้าพระยาสิงหเสนี (สอาด สิงหเสนี) ครั้นเมื่อยังเป็น พระยาประสิทธิศัลการ ข้าหลวงเทศาภิบาล ผู้สำเร็จราชการเมืองนครราชสีมา องคมนตรี และรัฐมนตรี ได้บริจาคทรัพย์สร้างกู่ขนาดเล็ก บรรจุพระอัฐิท้าวสุรนารีขี้นใหม่ที่วัดกลาง (วัดพระนารายณ์มหาราช) สร้างเสร็จเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน ร.ศ.118 (พ.ศ. 2442)

ต่อมากู่นั้นได้ทรุดโทรมลงมาอีก อีกทั้งยังอยู่ในที่แคบ ไม่สมเกียรติ พระยากำธรพายัพทิศ (ดิส อินทรโสฬส) ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา นายพันเอกพระเริงรุกปัจจามิตร (ทอง รักสงบ) ผู้บังคับการมณฑลทหารบกที่ 5 พร้อมด้วยข้าราชการ และประชาชนชาวนครราชสีมา ได้พร้อมใจกันสร้างอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีด้วยสัมฤทธิ์ ซึ่งทางกรมศิลปากรได้มอบให้ ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้ออกแบบร่วมกับ พระเทวาภินิมมิตร (ฉาย เทียมศิลปไชย) ประติมากรเลื่องชื่อในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม


พิธีเปิดอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี บนฐานอนุสาวรีย์ใหม่ ปี พ.ศ. 2510

พิธีเปิดอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีบนฐานอนุสาวรีย์ใหม่

ปี พ.ศ. 2510 ทั้งนี้ได้อัญเชิญอัฐิของท่านนำมาบรรจุไว้ที่ฐานรองรับ และประดิษฐานไว้ ณ ที่หน้าประตูชุมพล อนุสาวรีย์หล่อด้วยทองแดงรมดำ สูง 1.85 เมตร หนัก 325 กิโลกรัม ตั้งอยู่บนฐานไพที สี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสองซึ่งบรรจุอัฐิของท่าน แต่งกายด้วยเครื่องยศพระราชทาน ในท่ายืน มือขวากุมดาบ ปลายดาบจรดพื้น มือซ้ายท้าวสะเอว หันหน้าไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นทิศที่ตั้งของกรุงเทพมหานคร นับเป็นอนุสาวรีย์ของสามัญชนสตรี คนแรกของประเทศ เริ่มก่อสร้างในปี 2476 แล้วเสร็จ และ มีพิธีเปิดอนุสาวรีย์เมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2477

ในงานพิธีเปิดนี้ จึงได้มีการสร้างเหรียญไว้เป็นที่ระลึก โดยมี สมเด็จมหาวีรวงศ์ (ติสโส อ้วน) เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และพระคณาจารย์สายพระอาจารย์มั่น - พระอาจารย์เสาร์ ร่วมพิธีปลุกเสกที่ วัดสุทธจินดา ชาวเมืองนครราชสีมารัก และหวงแหนเหรียญรุ่นนี้กันมาก เพราะถือกันว่านี่คือ เหรียญแห่งชัยชนะ เพื่อศรีสง่าแห่งบ้านเมือง และเชิดชูเกียรติ ท้าวสุรนารี วีรสตรีไทยตลอดกาล และทางกรมศิลปากร ได้ขึ้นทะเบียนอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี เป็นโบราณสถานวัตถุแห่งชาติ เมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2480

ครั้นเมื่อปี พ.ศ. 2510 ฐานอนุสาวรีย์ชำรุด ข้าราชการ และประชาชนชาวนครราชสีมา โดยนายสวัสดิวงศ์ ปฏิทัศน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้น เป็นประธาน ได้ร่วมใจกันสร้าง ฐานอนุสาวรีย์บรรจุอัฐิท้าวสุรนารี ขึ้นใหม่ ณ ที่เดิม เพื่อให้เป็นศรีสง่าแก่บ้านเมือง และเชิดชูเกียรติท้าวสุรนารี วีรสตรีไทยตลอดกาลนาน แล้วเสร็จ เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2510


เหรียญที่ระลึกในงานพิธีเปิด พ.ศ. 2477 (ด้านหน้า)เหรียญที่ระลึกในงานพิธีเปิด

เหรียญที่ระลึกในงานพิธีเปิด พ.ศ. 2477 (ด้านหลัง)

ทางจังหวัดนครราชสีมา หน่วยงานราชการต่าง ๆ รวมทั้งประชาชนชาวนครราชสีมา ได้การจัด งานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี (คุณหญิงโม) เป็นงานประจำปีของจังหวัด เพื่อเป็นการเคารพสักการะ เชิดชูเกียรติ ในวีรกรรมของท้าวสุรนารี และเหล่าบรรพบุรุษของชาวนครราชสีมา จัดขึ้นบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัด กำหนดจัดระหว่างวันที่ 23 มีนาคม - 3 เมษายน ของทุกปี

ที่มา......จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

ขอขอบคุณ > > http://www.kaweeclub.com/16/2552%28%29/

Lady Mo History

An unofficial translaton by the Korat Post from material provided by the former governor's administration.

Translation of Thao Suranaree Biographical History
Thai Versions Provided by Nakhonratchasima Provincial Governor’s Office
August 25, 2004 & lost by the new incoming Administration who has remained silent about what happened to it.

English translation requested by October 25, 2004
Note: This is an unofficial translation, provided for informational purposes.

Section 1

Thao Suranaree, whose original name was Mo, was born in BE 2314. Her father’s name was Mr. Kim, her mother’s name was Mrs. Boonma. Thao Suranaree was a native of Nakhonratchasima by birth, and lived across from a temple in the heart of Nakhonratchasima (Wat Phranaraimaharat). In the year BE 2339, at age 25, Mo married Mr. Thongkham, of the provincial political affairs office. Subsequently Mr. Thongkham changed position to become the Nakhonratchasima city secretary of political affairs. It was a position considered to be equivalent to the rank of a noble. The people of Nakhonratchasima preferred to address him as ----- but he ---- and said to use “Phrayapalat.” The people called his wife Mo, then later Mae, and then finally Mae Mo. Currently she is called by the name Ya Mo, or Khun Ya, but the most popular name is Ya Mo.

Khun Ying Mo was a person of high intelligence. She also was an accomplished rider of both elephants and horses. Her favorite horse was black. Khun Ying Mo was a faithful follower of Buddhism, and liked taking her children and nephews and nieces to Wat Sakaew and Wat Isan regularly.

Section 2

Heroic Deeds of Khun Ying Mo

In BE 2369, Prince Anuwongseof Vientiene revolted and ledan army to seize Nakhonratchasima. At that time, Phrayasuriyadej was away on business to Khukhan, leaving behind only minor officials of the political affairs department. The Vientiene troops easily entered and seized Nakhonratchasima, overrunning the small number of defenders, including Khun Ying Mo, and herding them together to march back to Vientiene.

Khun Ying Mo sagaciously instilled morale and heart in the captive people of Nakhonratchasima . She did everything to make the Lao soldiers sympathetic to their Thai captives. She also found ways to delay the journey, such as claiming that captives were sick or that a cart had broken and needed repair. She was also holding secret talks. She asked [her captors] for axes to repair ‘broken’ carts, or to cut brush for firewood, etc., in order that the captives would have these tools when needed. Khun Ying Mo ordered that wood sticks be gathered and sharpened with axes, and that hoes be used as well in place of weapons [when the time arrived].

Upon reaching Thungsamrit, Khun Ying Mo, with a strategy in mind, asked her captors to allow the marchers to rest so that their sore muscles could recover from the long journey, and the Lao commanders allowed this. After setting up camp at Thunsamrit, Phrayahrom, Phrayapalat and Khun Ying Mo commanded that a group of young women lure the Lao soldiers outside the camp. Cooks remained in camp. At this time, male cooks separated into groups with a number of weapons. Junior political affairs department staff took the left and right flanks. Phrayapalat acted as commander of the main force. Khun Ying Mo acted as head of a group of skilled women in a reserve force. After some time passed, all those who had prepared rushed together at the same time, shouting and cheering, chopping at the Lao soldiers and scattering them in confusion. The Lao soldiers had no idea of the impending attack, and fell and died or scattered away. Thus the following verse was authored to honor the people of Nakhonratchasima, by Phraya Upakitsin:

In sudden rush, jabbing quickly
Men leading and women in reserve
Men charging and women pushing forward,
Together confronting, spreading
Women of stout heart --- Lao soldiers

Without spears they used axes,
Without swords they used sticks and clubs big and long,
They struck and lashed, annihilating the Lao soldiers
A stampede in the border jungle.

Verse Honoring the People of Nakhonratchasima

Section 3

After the battle was over, His Majesty the King conferred the title of Thao Suranaree on Khun Ying Mo, as well as conferring the further title of …. On Phrayapalat.

Six years after the battle had ended, in the year B.E. 2375, Thao Suranaree and Phrayapalat produced a book and presented it to Wat Isan as a way of commemorating the event. The book that was presented to the temple was titled, ….. made out of 20 palm leaves, written in Khmer and Bali and Thai script and with a vermillion design on gold leaf. Currently this ancient document is retained in the Nakhonratchasima Chalermphrakieti National Library. Head of the library’s documents section Mr. Somchai Faksuwan stated that Wat Isan donated the document to the National Library, and that there is clearly legible writing that reads Phayapalat Khun Ying Mo, produced upon the passing of the king, in B.E. 2375, Pii Marong….

When Thao Suranaree passed away n B.E. 2395 at age 71, her surviving husband Chaophrayamahisarathibodee enshrined her remains in a chedi he built at Wat Salaloi.

Section 4

Residence of Thao Suranaree: Testimony from foster children

From the memoirs of Acharn Ladawan Wannabun (Jitasombat) former director of the Nakhonratchasima Elementary school, fifth generation grandchild of Thao Suranaree, who stated that her mother’s ancestry, who investigated her roots, stated that her ancestry can be traced back to a foster child of Thao Suranaree, as Thao Suranaree had no children of her own. Thao Suranaree therefore took in a niece, by the name of Boonma, to raise as her own child. Boonma had one child, Nang Nuu Uan, who in turn married Phraphichaisongkranpol. They had one child, named Luang Sathonsapkit (Ud Chatawaraha), who married Mrs. Jaem. They had six children, as follows:

1. Mrs. Lukjan (Chatawaraha) who married Luang Rachathura (Inthornkamhaeng)
2. Mrs. Tongmee (Chatawaraha) who married Khunwannawutwijarn (Tongpaan Jitasombat)
3. Mr. Sorn Chatawaraha who married Mrs. Tongjeu maiden name Prayong
4. Mr. Sangiem Chatawaraha who married Mrs. Num
5. Mrs. Cheuyn (Chatawaraha) who married Luangphraphannittisart (Kree Sornsing)
6. Mr. Thanom Chatawaraha who married Mrs.Liap maiden name Maenaruj and Mrs. Tongkham. Mrs. Tongkham had the second child of Luangphraphannittisart who married Khunwannawutwijarn (Tongpaan Jitasombat) and they had six children, as follows:

1. Mr. Niphol Jitasombat, who married Mrs. Sri; they had one child.
2. Mrs. Jaras Maneesuwan, who married Mr. Anand Maneesuwan; they had three children.
3. Mr. Charoen Jitasombat
4. Mrs. Ladawan Wannabun who married veterinarian Suwn Wannabun – they had no children.
5. Miss Aree Jitasombat
6. N.A. Wijit Jitasombat who married Mrs. Uthaiwan – they had three children.

Acharn Ladawan Wannaboon wrote that she was raised by her aunt Jaem Chatawaraha because her mother had to travel with her father who traveled from province to province in government service. As she was being raised, her aunt told her details of Thao Suranaree, as follows…

Section 5

The residence of Thao Suranaree was the area and home where Luangphraphannittisart and Aunt Jaem lived, and which fell into the hands of the fifth generation descendents who now live in it. Originally the north property line was next to Wat Phranaraimaharat (Wat Klang). It was an area next to the wat pond where there was a betel garden for eating betel nut. Later authorities requested the property to build a market. It was called Phranarai Market. The reason that it was thus named was a Phranarai shrine standing, and later when Chompol Road had to be cut, land belonging to Khun Ying Mo – the north side which bordered the road, the southern side which bordered Mahadthai Road, the each which bordered a public way, and the west side which bordered private property. There were 7.1.57 rai total. According to the property deed issued to Luang Sathonsanprakit , son of Phraphichai Songkramphol and Mrs. Nuu Uan Phichaisongkramphol, in the property there was an earthen home, behind which was a well (the well is still there). The southern side adjacent to Mahadthai Road had a large pond named Maew Pond (now filled in), where Khun Ying Mo and her children/grandchildren celebrated Songkran.

Gold insignia of rank graciously conferred were cited as follows:

One gold tray for betel nuts
One gold betel cup
Three gold boxes vine design
Gold water pot
Gold basin
Betel envelop

Royal decorations received are as follows:

Gold hemmed sarong
Gold lined blouse
Sash blanket (sort of a shawl)
Gold lined breast cloth

Luang Sathonsappakit (Ud Chatawaraha) was a descendent who inherited the land, insignia and decorations. Aunt Jaem also willed separate items to Acharn Ladawan Warrabun and N.A. Wijin Jitasombat, comprising one gold tray, a set of two betel cups, three vine design inlaid gold boxes, one gold vine design inlaid envelop. N.A. Wijin Jitasombat received one gold water bowl, an assortment of decorations from the fourth great-grandchild named Chalaem, said to have seen a monk take the material and cut it into a bag which later became dilapidated.

Section 6

Construction of the Thao Suranaree Army Monument

The individual who sculpted the statue was named Mrs. Nim, wife of Phra Bunkhamborinak – whose name was also that of a four-way intersection, southerly one down from Lak Muang. It was called Bunkham Intersection, since his home was in the area. Those who were able to substantiate so stated that Mrs. Nim was the model for another statue of Thao Suranaree victory Monument, Miss Benjang Intsol. The reason for using Mrs. Nim as the model may have been because it was desired to have the statue with the image of a woman of Korat with [characteristics described] by her children who passed them up through Mo’s grandfather. As well, the craftsman’ skill was so as to have the statue appropriate to that of a heroine.

When Thao Suranaree died in BE 2395 (AD 1852), Chao Phraya Mahismathipodi had the body cremated and then built a chedi and placed the bones in it was Wat Sala Loi. Subsequently, Wat Salao Loi became dilapidated and lie in waste. Col? Phraya Sungsaenee, when at the time carrying the rank and title of Phraya Prasitisankul, retired form government service as Nakonratchasima provincial governor and built a temple at the former of Wat Pharanarai Maharat, NW, then ‘invited’ the mortuary urn of Thao Suranaree to be established there in BE 2443 (RS 117). Later, Phraya Kamtorn Phayaphit (Dis Intasolos?) and P.O.? Phrarerng Rukpatjamitr (Thong Rak Sanjob) considered and saw that the urn of Lady Mo bones at Wat Phranarai Maharat was decomposing, so they sought another appropriate place, that is, in the area of Chompol Gate. After installing the victory Monument, Thao Suranaree’s bones were placed in the monument foundation in BE 2488?. Since BE 2510, the monument’s foundation was raised. Mr. Sorn Chatasuaisha?, who was the fourth great—great grandchild, asked to be given some of Thao Suranaree’s bones, from the Nakhonratchasima provincial governor, to enshrine them n the chedi east of an old Buddhist chapel at Wat Salaloi. Currently Thao Suranaree’s bones are at Wal Salaloi and are paid constant respect by the people.

Section 7

Thao Suranaree and People’s Beliefs

People’s beliefs are acceptance of something existing in one’s consciousness, from a supernatural power that are either good or bad for the individual. Even though these supernatural beliefs may not be able to be proven true, people in society accept them and give respect, stand in awe, praise, prostrate in worship and entreat. Groups or people thus prostrate, such as to pray to heaven to enable oneself to share some of that supernatural power, giving rise to love, to pity, not being angry or not to do harm, as well as to gain some benefit. There are two levels of belief; that is, a part of religion that is a belief with a reason, that is able to explain what one is uncertain of - that is a guide including a guide for life. The second level of belief is local beliefs, that is, when investigated, are found to be practiced according to tradition. In regard to Thao Suranaree, the general public has the latter belief.

Thao Suranaree is a great heroine. Her bravery and ability, restraint, sacrifice for her nation was an inspiration at Tung Samrit. Her bravery is the pride of the people of Nakhonratchasima. This pride and impression makes her almost a family heroine. Thus the people of Korat are partly her children, partly her grandchildren, and have a connection with Thao Suranaree that is one of trust and fond memory. Therefore, when passing Thao Suranaree’s monument, everyone will wai in request for a blessing from her automatically. She is thus truly an important person belonging to all of the people.

Section 8

Thao Suranaree is a sacred and precious spirit of Nakhonratchasima, caring for, shielding, protecting, monitoring..so that her children and grandchildren will have happiness, progress, enjoy success, even if they are not native Koratians, she will give good luck to them as well.

With the installation of the Thao Suranaree monument in BE 2477? (1934) ceremonies were held commemorating, offering sacrifice, to her spirit in Heaven and devotion offerings, whereby it was decided that 23 March would be the official date of celebrating victory over the Vientiene enemy, and it has been so up to the present. These ceremonies changed ThaoSuranaree from being an ordinary person to being a saint. That the government and the people have incorporated these ceremonies has changed Thao Suranaree into a figure of worship, of prayer, giving success hoped for. As well, there is the redeeming of vows to her spirit through Phaleng Korat (the Korat Song), whereas the Korat Song has never diminished from the area of the Thao Suranaree victory monument.

The ceremony of Thao Suranaree’s sacrifice on 23 March 2477, is both a Buddhist and a Brahmin one. In regard to the Brahmin part, a sacred command is read. Part of it speaks of inviting her spirit to visit so that her children and grandchildren can offer sacrifices, and for her to receive these sacrifices. As well, she is called “Phra Mae Thaan,” which is a title of high esteem whereas [she is seen] as a guardian spirit, one [indicated in] the sacred command, “… upon the occasion where government officials, merchants, and the people have happiness, e jubilant, elated and inspired, rejoicing in devotion, joining to build her victory monument…to increase devotion to the fullest, as well as her prestige, and thus ask her to appear during the ceremony so that here descendents can offer sacrifices and pay respects. She is invited to visit and receive delicious food to enjoy, which includes swine head, auspicious rice, papaya salad, duck, chicken, shrimp and fish, minced fish and fruit, chow-chow, oiy bananas, as well as sweets – tomdaeng, tomkhao, as well as liquor, inviting her, Phra Mae Thaan, to visit andeat, and when she is finished eating the meal, to invoke a blessing that all of her descendents may continually receive more than ample possessions, be safe and devoid of disease that would disturb them, to experience happiness, prosperity, stability, many accomplishments, to live to a long life..”(Public Record 2540:90) whereby the ceremonies in offering respect to Thao Suranaree have become an annual event. Currently it causes those who take part in the ceremonies to believe that Thao Suranaree has the standing of a guardian saint that visits the Thao Suranaree victory monument in waiting to help, guard and oversee the city and the people so that they live in happiness, safety and are free from all harm.

Section 9

Ya Mo’s power always manifests itself to government officials and to the general public. For example, Mr. Damrong Ratanaphanich, while he was serving as governor of Nakhonratchasima,said that “The top of the Moon River Dam was about to collapse on 24 October 2533 (AD 1940). I asked Lady Mo for assistance in prevailing against the water so that the dam would not collapse. I asked fleeing villagers to seek higher ground, but then the dam did not collapse. I swear that it was a miracle of Thao Suranaree’s (or Lady Mo’s) spirit. Say that it was deep belief n Ya Mo.
There was an experience that should be written down and remembered: that is in 2529 (AD 1936), when I was serving as serving as provincial governor for Nakhonratchasima, I was on my way to accept a new post in the Justice Department in Bangkok. My wife Sritong had asked Ya Mo, please have me return to live in Korat (Nakhonratchasima Chamber of Commerce, 2534:3). That power [of Thao Suranaree] led to medals and figures to be made in her likeness, such as that the Chamber of Commerce has made in celebration of its tenth anniversary in 2534 (AD 1991). The medal ceremony was presided over by his Holiness the Supreme Patriarch Phrayansangworn. Suranaree Wittaya school made statues of Thao Suranaree 70 and 30 centimeters tall, as well as making gold plated medals, upon the occasion of the 75th anniversary of the school on BE 2543 (AD 2000).

Section 10

Thao Suranaree and The Korat Song

The Korat Song is a local song. It is only vocal with no instruments used. It is an extemporaneous format song with quick interchanges between men and women where they say that Thao Suranaree likes the Korat Song a great deal, that if anyone supplicants Thao Suranaree for a blessing, they will be able to receive one with the Korat Song. She is thus seen as one who injects breath into the Korat Song so that it lives on.

The figure of Thao Suranaree is a symbol of Nakhonratchasima. To install the Thao Suranaree foundation in 2577 (AD ), the citizens of Nakhonratchasima played a part in donating copper coins, each costing one sating [one Baht has 100 satangs) to be accumulated to cast the statue. Thus Nakhonratchasima province used the statue as a provincial symbol. In addition, there were also government officials and shop merchants - who brought the name and symbol in part of their names in worship with the belief that this would bring good luck – such as Suranaree Wittaya School, Suranaree Ice House, Suranaree Printing Company, Suranaree SarnSport Company, Ltd. as a few examples. In addition, the name and symbol appears on various products, such as in those produced that are connected with matters of the heart, that are able to communicate and cause understanding.

Thao Suranaree resides in memory, praise, great esteem, and worship of the people of Nakhonratchasima, because she is a brave heroine. Even though she is a woman, she was able to use her mind and her hands to solve the land’s crisis. She is thus a heart-rallying symbol for the people of Korat and of the nation.


A photo of Thao Suranaree (Lady Mo), taken from Klang Plaza Department Store.
Photo by the Korat Post.

The procedure is simple.

1. Proceed to the garland and bouquet vendors to the left side of the Lady Mo statue.

2. The vendors are used to people walking up so know what you need. But if you can speak any Thai, or even English, it's nice!

3. As of 31 March 2004, we were quoted a figure of 20 Baht for the garland (two garlands are available - a small one, or a larger one with a ribbon), and another 20 Baht for the lotus bouquet. You may be able to bargain, but maybe not. The total cost - 40 Baht - is slightly over $1 U.S. You don't need to buy both garlands, but if you do, the cost will be 60 Baht rather than 40 total.

4. The lotus bouquet consists of three joss sticks, a candle, a small gold leaf between two thin pieces of paper, and a lotus flower.

5. After making your purchases, proceed to the Lady Mo (Thao Suranaree) statue, removing your shoes either at the bottom of the stairs or if you prefer, up at the top just before approaching the statue.

6. Kneel in front of Thao Suranaree statue, and with the lotus bouquet between your hands, 'wai' with your hands even with the bottom of your nose, and dip your head slightly downward. During this 'wai,' you may make a wish if you choose, or ask for a blessing or special consideration for yourself, a family member or friend, group, etc. Alternatively, if you do not choose to make a wish, merely conclude the 'wai' and then stand.

7. Place the garland at or around/near the feet/base of the Lady Mo statue. 'Wai" once more if you wish.

8. Light the candle, generally by using one of the other burning candles that have already been placed. Use the flame from the candle to light the three joss sticks. When they are lit, you may wish to extinguish the open flame with a quick waving of the sticks. It is not considered appropriate to blow the flame out.

9. Place the candle nearby the others, and then place the joss sticks in the receptical with the others. You can then 'wai' once more.

10. Place the gold leaf over the bust of Lady Mo. You will notice it nearby, covered with gold leaf. The gold leaf is rather sticky to fingers. The best way to place the leaf is to remove one side of the protecting paper, and then press the gold leave over the surface of the bust, and vigorously press on the backside of the remaining paper until the leaf sticks.

11. If you wish, 'wai' once more, then you may leave.

12. If you wish, you can also 'wai' once more in front of Lady Mo where you first began the ceremony.

That's about it. There are a lot of photographers about. They advertise in Thai that photos cost 10 Baht each. You are, of course, free to take your own photos.

Thanks > > http://www.thekoratpost.com/ladymo.html