Showing posts with label Daddy. Show all posts
Showing posts with label Daddy. Show all posts

Friday, April 29, 2011

แปะมือกันป่วย…หมอรวยตามเคย

ตลอดเดือนที่ผ่านมาอิชั้นกับลูกชายก๊อตตี้ผัดกันป่วย ลูกเอาเชื้อโรคมาฝากจากโรงเรียน เป็นหวัดไอจนตัวโก่งน่าสงสาร ไม่กี่วันต่อมาแม่ก็เป็นหวัด ไอ แบบหนักมาก ไอแบบเลือดออกมาเลย ไอจวนปวดท้อง ฉี่เล็ด ไอที่เจ็บซี่โครง ไอจนเหนื่อย นั่งร้องไห้เลยค่ะ พอลูกค่อยยังชั่วหน่อยนึงก็มาทวงเอาเชื้อโรคคืนจากแม่ ลูกป่วยงอมอีก มีช่วงนึงที่อิชั้นเป็นแบบหนักๆ นอนซมเลยก็ 4-5 วัน ต้องลากสังขารขับรถรับ-ส่งลูก กินยาเป็นตะกร้า หนูดีโตพอที่จะหากับข้าวกับปลากินเองได้ แล้วอาหารโฟรสเซ่นก็ซื้อไว้เต็มตู้เย็น แต่ไอ้ตัวเล็กสิคะ อิชั้นยังต้องไปหุงหา (บางที่ยังต้องป้อน) ขุนให้เสร็จๆ วันละ 2-3 ครั้ง ส่วนตัวเองช่วง 4-5 วันนั้น น้ำหนักหายไป 9 ปอนด์ ชอบจังเลย แต่ไม่ชอบตรงที่ป่วย พอฟื้นตัวมาหน่อยก็ฟาดทุกอย่างที่ขวางหน้า ได้คืนมาหมดทุกกิโลทุกขีดแล้วยังได้แถมมาอีกหน่อย

page-673สก๊อตตี้ที่โรงเรียนวัน Easter Party ค่ะ

ตอนกลางๆ เมษาก็พาพ่อบ้านไปโรงพยาบาลทำ colonoscopy ซึ่ง 2-3 วันก่อนหน้าก็ต้องมีการเตรียมตัว ล้างไส้ล้างพุง ห้ามกินโน่นกินนี่ ต้องดื่ม solution ที่รสชาติ “โคตรโหด” เป็นแกลลอน ตามเวลาที่เค้ากำหนดมา (เคยต้องดื่มไอ้โซลูชั่นนั่นตอนที่ผ่าตรูด จำได้ว่ารสชาติ so nasty กว่าจะหมดขวดแทบตายเลยค่ะ) อีกอย่างนึงที่น่ารำคาญมาก คือ ผู้ชายนะคะ จริงๆ แล้วใจเสาะ ขี้กลัว กว่าผู้หญิงเยอะเลย ('MythBusters' confirms whether women tolerate pain better than men.) กลัวๆๆๆ บ่นๆๆๆ ตลอดเวลาที่รู้ว่าต้องทำเทสต์อันนี้ (เกือบๆ 1 เดือน) พูด พล่าม บ่น สงสัย กังขา แพล่มๆๆๆๆๆ ตลอดเวลา เบื่อหน่ายมาก อิชั้นเหนื่อยหน่ายที่ต้อง “ฟัง” จนต้องตะหวาดแว๊ดกลับไปหลายหน กรู….ผ่าตรูด 2 ครั้ง ผ่าคลอด 2 หน แต่ละหนหมอผ่าขาดกลางครึ่งตัวเลย ไม่บ่นซักคำ แล้วก็ยังไม่ตาย แค่ต้องโดนหมอเอากล้องเสียบตรูด (ไม่ใช่กล้อง DSLR หรือ กล้องส่องดูดาวซะหน่อย 555) แถมเค้าให้ดมยาสลบด้วย โอ้ยยยย… เบื่อ ตอนนี้ค่อยสบายหูไปหน่อย เพราะจบไปแล้ว แต่ก็ต้องขับรถบริการอยู่ 2-3 วันหลังจากทำเสร็จ ตามหมอสั่ง ขนาดตัวเองป่วยๆ ก็ยังต้องทำหน้าที่ภรรยาที่ดี หรือ subservient wife (ฟระ) เพราะเบื่อไม่อยากบ่น ไม่อยากทะเลาะกับ whining old man อดทน นับถอยหลัง ให้มันจบๆ เสร็จๆ ซะทีจะได้สบายหู เฮ้อออ……

page-671พ่อหยุดอยู่บ้านบ่อยๆ เด็กๆ เลยได้ออกไปไหนๆ บ่อย Eat Out บ่อย และได้ของเล่นใหม่ๆ แทบทุกวัน

เอาวิธีปฏิบัติตัวก่อนทำ colonoscopy มาให้อ่านค่ะ ถ้าอยากอ่านแบบละเอียดมีให้อ่านเยอะเลย กูเกิ้ลคำว่า colonoscopy ดูค่ะ

How to Prepare for the Colonoscopy Test

You will need to completely cleanse your intestines. Your health care provider will give you instructions for doing this. This may include a combination of enemas, not eating solid foods for 2 or 3 days before the test, and taking laxatives. You will usually be told to stop taking aspirin, ibuprofen, naproxen, or other blood-thinning medications for several days before the test.

You will be asked to drink plenty of clear liquids for 1 - 3 days before the test. Examples of clear liquids are:

  • Clean coffee or tea
  • Fat-free bouillon or broth
  • Gelatin
  • Sports drinks
  • Strained fruit juices
  • Water

Unless otherwise instructed, continue taking any regularly prescribed medication. Stop taking iron medications a few weeks before the test, unless your health care provider tells you otherwise. Iron can produce a dark black stool, which makes the view inside the bowel less clear.

Outpatients must plan to have someone take them home after the test, because they will be woozy and unable to drive.

page-667ก๊อตตี้เน่าๆ หลังเลิกเรียน และเด็กๆ ที่ร้านว๊าฟเฟิ่ลแสนโปรด อยากทำว๊าฟเฟิ่ลได้เจ๋งๆ แบบนั้นจังเลย กรอบนอก-นุ่มใน ซื้อกลับมาแช่ตู่เย็น 3-4 วัน เออใส่เตาติ๊งแป๊บนึง ออกมากรอบนอก-นุ่มใน หอมเหมือนใหม่สดจากร้านเลยค่ะ

หลังจากทำส่องกล้องลำไส้ใหญ่เสร็จ อีกสัปดาห์ต่อมาพี่แกก็ต้องไปทำ biopsy ตับ คราวนี้ก็โวยวายติดต่อกันหลายวันไม่หยุดเหมือนเดิม เบื่อฟังมากๆ (ที่เอามานินทา ไม่ใช่ไม่รักนะคะ รักอยู่แล้วววว….. จะบ้าบอคอแตกก็ต้องรัก เพราะเป็นคนหาเลี้ยง 5555) ที่บ่นมากมายเพราะเค้าไม่ได้วางยาสลบ แต่จะฉีดยาให้ชาบริเวณที่จะถูกเจาะเท่านั้น หมอจะใช้เข็มเจาะรูที่พุงกะทิแล้วก็ทำพิธีทิ่มแล้วดูดตับออกมา 2 ชิ้น (หลอด) เพื่อไปตรวจ คิดดูเอาเถิดคุณๆ คะ ไอ้เครื่องมือก็จิ๋วนึง ไม่ใช่มีดอีโต้ คงไม่เอาตับออกมาจนไปทำตับหวานตับย่างรับทานได้หรอก อีตานี่ก็บ่น กลัวตาย ทำมห้อิชั้นต้อง bluff กลับไปว่า นี่ๆๆๆๆ แกๆๆๆๆ ช้านนน…ต้องทำ Amniocentesis ตั้งสองครั้งสองคราตอนท้อง ไม่สลบ ไม่ฉีดยาชา ทิ่มกันสดๆ เข็มเท่าเข็มฉีดฟาย ดูดเอาของเหลวออกมาหลอดเบ้อเริ่มเทิ่ม พอเสร็จปุ๊บ-ปิด “ปั๊ดเต้อ” กันน้ำรั่วซึมเสร็จ กลับบ้านได้ อีพ่อบ้านก็บ่นๆๆ ว่าไอ้ที่เราถูกกระทำน่ะเล็กน้อย แต่เค้าจะมาเอาชิ้นตับไปนี่เรื่องใหญ่ ก่อนทำต้องงดยาบางชนิดประมาณ 1 สัปดาห์ มีข้อปฎิบัติไม่ยุ่งยากเท่าไหร่ พอทำเสร็จก็ห้ามขับรถเหมือนเดิม ลางานอยู่บ้านก่อน-หลัง procedure เพราะกลัวตาย+ขี้เกียจ และชักติดใจที่ไม่ต้องไปทำงาน 555 พอข้ามคืนก็บ่นว่าปวดท้อง หมออู๋จัดยาให้ก็หายดี แต่ก็ยังนั่งคลำ นอนคลำ เดินคลำ ไอ้ปั๊ดเต้อที่เค้าปิดรูที่ถูกเจาะตลอดเวลา แผลกะติ๊ดนึง ไม่ต้องเย็บเลย ใจเสาะจริงๆ

page-672พ่อบ้านทำหน้าเหมือนเมา ทั้งๆ ที่เป็นคนไม่ดูด ไม่ดื่ม พากันไปดินเน่อร์ร้านหะรูหะรานิดๆ แถว Tower District เพราะซื้อ Voucher ครึ่งราคาเก็บไว้หลายใบค่ะ ค๊อกเทลแก้วนั้นของอิชั้นค่ะ อร่อยและหนักหน่วงดี เอสคาโก้ และ Basque ซีฟู้ดส์ซุป ก็ของอิชั้นค่ะ ลูกๆ และพ่อบ้านกินอะไรกันบ้างก็ไม่รู้ แม่มันมาวววววว….. ป่วยแล้วเมา หลับลึกดีนักแล…

การที่ต้องเอาเนื้อตับไปตรวจ (จากที่อ่านๆ มาค่ะ ไม่ได้เป็นหมอเด้อค่ะเด้อ แต่อยากจะมาสรุปให้อ่านได้เข้าใจง่ายๆ ค่ะ) วิธีการจริงๆ คือ เข็มขนาดใหญ่จะแทงเอาเนื้อตับแล้วตูดออกมา แล้วตับเป็นอวัยวะเพียงอย่างเดียวของมนุษย์ที่ heal ตัวเอง และงอกออกมาคืนขนาดเท่าเดิมได้ แต่ไม่ใช่ตับเสียมากๆ ทั้งยวงแบบมะเร็งนะคะ อันนั้นหมอต้องตัดส่วนที่เสียทิ้งไป หากเหลืออยู่ไม่มากร่างกายก็ฟังชั่นก์ไม่ดี ไม่เหลือเนื้อตับดีๆ มากพอให้สร้างเนื้อตับขึ้นมาใหม่ ต้องขอบริจาคมา implant ต่อไป ส่วนคนที่ให้บริจาคตับ หมอก็จะตัดไปเท่าที่ไม่ทำร้ายระบบร่างกายของผู้บริจาค หลังจากพักฟื้นไม่กี่วันก็สามารถกลับไปดำเนินชีวิตตามปกติได้ ส่วนตับก็จะค่อบๆ ทำการเยียวยาแผลที่ถูกตัดและเจริญเนื้อตับออกมาจนเท่าเดิมได้ภายในไม่กี่เดือนค่ะ

page-669ก๊อตตี้ดื้อๆ ซนๆ ที่โรงพยาบาลตอนรอให้หมอล้วงตับพ่ออยู่ค่ะ ได้ Red Velvet Cupcake มาช่วยกู้ภัยลดความซนนิดนึงค่ะ

เอาวิธีปฏิบัติตัวก่อนทำ liver biopsy มาให้อ่านด้วยค่ะ ถ้าอยากอ่านแบบละเอียดมีให้อ่านเยอะเลย กูเกิ้ลคำว่า liver biopsy ดูค่ะ

How does a person prepare for a liver biopsy?

At least 1 week before a scheduled liver biopsy, patients should inform their doctor of all medications they are taking. Patients may be asked to temporarily stop taking medications that affect blood clotting or interact with sedatives, which are sometimes given during a liver biopsy.

Medications that may be restricted before and after a liver biopsy include

  • nonsteroidal anti-inflammatory drugs, such as aspirin, ibuprofen, and naproxen
  • blood thinners
  • high blood pressure medication
  • diabetes medications
  • antidepressants
  • antibiotics
  • asthma medications
  • dietary supplements

Prior to liver biopsy, blood will be drawn to determine its ability to clot. People with severe liver disease often have blood clotting problems that can increase the risk of bleeding after the procedure. A medicine given just before a liver biopsy, called clotting factor concentrates, reduces the risk of bleeding in patients with blood clotting abnormalities.

Patients who will be sedated should not eat or drink for 8 hours before the liver biopsy and should arrange a ride home, as driving is prohibited for 12 hours after the procedure. Mild sedation is sometimes used during liver biopsy to help patients stay relaxed. Unlike general anesthesia where patients are unconscious, patients can communicate while sedated but then often have no memory of the procedure. Sedatives are often given through an intravenous (IV) tube placed in a vein. The IV can also be used to give pain medication, if necessary, after the procedure.

liver-biopsy

หลังจากพ่อบ้านต้องเข้าออกโรงพยาบาลติดๆ กัน ต้องลางานอยู่บ้านหลายวัน มันช่างประหลาดๆ ค่ะ เพราะปกติพ่อบ้านใช้เวลาอยู่ที่ทำงานมากกว่าอยู่บ้าน พอพี่แกต้องมาเดินเกะกะเพ่นพ่านในบ้านติดต่อกันทีละหลายๆ วัน มันแปลกๆ จะทำอะไรก็ดูขัดหูขัดตาอิชั้นไปหมด เหมือนโดนปล้นพื้นที่ในบ้าน territory entrapment ทีวีก็แย่งกันดู หนีไปดูในห้องนอน ก็ตามไปเปลี่ยนช่อง นอนดูขวางโลก ให้หงุดหงิด แต่ไม่อยากอาละวาด พยายามบอกตัวเอง be happy นานๆ จะได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน 24 ชั่วโมงติดกันหลายๆ วัน แต่.. แอร๊กกกกก…… ไม่ไหวค่ะ พอนึกอย่างมีเหตุผลแบบไม่เข้าข้างตัวเอง คำตอบคือ อิชั้นอาจจะกำลังถูก menopause attacks อะไรๆ เลยดูไม่ถูกใจไปหมด หงุดหงิดง่าย แล้วอิชั้นก็ป่วยๆๆๆ ไม่สบายเนื้อสบายตัว เลยพาลให้ไม่สบายใจ ปวดหัว ปวดตา ไม่อยากขับรถไกลๆ พอถึงเวลาต้องกลับไปทำงาน พี่แกก็โทรไปลางานเพิ่มอีก 2 วัน อ้าว..เว้ย..เฮ้ย..อารายว้าาาา……

page-670เด็กๆ เจริญอาหารที่ IHOP - International House of Pancakes แม่ไม่สบาย พ่ออยู่บ้าน โห่กันไป IHOP หลายหนเลยค่ะ เพราะเป็นช่วงที่ Kids Eat Free พอดี เลยราคาน่าร๊ากกกก……

พอพ่อบ้านหยุดอยู่บ้านในขณะที่ลูกๆ ไปโรงเรียน มันก็มีดีอยู่บ้าง คือ พ่อบ้านไปรับลูกๆ ให้ (แต่ไม่ยอมไปส่งให้หรอกนะคะ ให้อีตาคนนี้ตื่นเช้า เหมือนให้ไปตาย เผลอๆ มีศึก) ใช้ไปซื้อกับข้าวกับปลาได้บ้าง แค่นั้นจริงๆ 555 จากที่ตั้งใจจะมาบ่นเรื่องป่วยๆ ไข้ๆ กลายเป็นมานินทาพ่อบ้าน 555 แล้วก็เล่าเรื่อง “สะพรึง” เล็กๆ 555

page-675IHOP อีกแล้ว งานนี้ก๊อตตี้โดนพ่อดุเพราะซนและวุ่นวายเหลือเกิน ตอนนั่งอยู่กับแม่ยิ้มแย้มแป้นแล้นเชียว พอพ่อย้ายสลับไปนั่ง 555 ก๊อตตี้กินแพนเค้กเคล้าน้ำตา 55555 สมน้ำหน้ามากกกก…..

กลับมาที่อิชั้นกับลูกๆ งานนี้ buffy รอมมี่ ไม่ป่วยค่ะ มีขี้มูกยืดกับไอนิดหน่อย เมื่ออาทิตย์ก่อนอิชั้นก็เริ่มไออีก คราวนี้งอมหนักกว่าเดิม ทุกข์จริงๆ ค่ะ จัดหายากินเอง จนเชื้อโรคดื้อยาแหละ พอวันอาทิตย์ตื่นมาขี้ตาเกรอะกรัง แดงกล่ำ น่ากลัวมาก จัดการแล่นไปวอลมาร์ทซื้อยาหยอดตาสำหรับโรคตาแดง หมั่นหยอดทั้งวัน ก็ไม่ทุเลา เลยนึกถึงยาแก้อักเสบที่มีเก็บไว้ (ไม่ได้เอาออกมากินก่อนหน้านี้เพราะหวัดเกิดจากแบคทีเรีย กินไปก็เสียเปลาค่ะ) เอาออกมาจัดการซะ เผื่อจะช่วยเรื่องเชื้อโรคตาแดง-ตาอักเสบให้ทุเราได้บ้าง พอเช้าวันจันทร์ออกไปส่งลูกๆ ที่โรงเรียนเสร็จก็เลยไปโรลพยาบาลดพื่อทำนัดหมอ หมอก็คิวเต็ม เจ้าหน้าที่ก็บอกมานั่งรอ walk-in ละกัน (ไม่โทรไปทำนัดเพราะมีบทเรียนกับบริการหน้าเคาน์เต้อร์ รพ. นี้ “ห่วย+ขี้เกียจ+negligence” แบบได้โล่ห์ เยสๆๆๆ โอเค.. โอเค.. พอเรา show-up ไม่มีนัด-เนิ๊ดอะไรเลย ไปนั่งรอเงกแบบพวก walk-in เลยต้องไปทำนัดแบบ “ตาต่อตา” ค่ะ) เช้าวันอังคารก็บึ่งไปแต่เช้าหลังจากส่งลูกที่โรงเรียนเสร็จ โหยยยย….. คนเต็มเลย ทำใจไว้ก่อนเลยว่าต้องนั่งจนรากงอกแน่ เลยไปนั่งจอหน้าทีวี กะดูทีวีแห้เซ็ง แต่ผิดคาดรอไม่นานเลยค่ะ (30 นาทีได้) พอเข้าไปรอในห้องตรวจก็ไม่นานอีก ฟลุ๊คมากๆ น้องหมอ Karl ทักทายเหมือนเพื่อนสนิท ปึ๊งแฟ้มประวัติก็ไม่เอาเข้ามา ส่องจมูก คอ แหกหู แหกตา ตรวจแป๊บๆ ก็เสร็จ บอกว่าอิชั้นเป็น Allergy Attack แบบ servere จะมา อัลเลอ“จ้ง-จี้” อะไร กินยาภูมิแพ้ทุกวัน เฮ้อออออ….

page-674ช่วงที่แม่ไม่สบายนอนซม บางวีคเอนด์ก็ได้ Eva กับแฟนหนุ่มพาเด็กๆ ไปพาร์คมั่ง ไปเลคมั่ง ดีกว่านอนดูโทรทัศน์ทั้งวัน

มันต้องไม่ใครก็ใคร (บักหมอคาร์ลหรืออิชั้น) ที่ misdiagnosed พอเจอหมออิชั้นก็บอกแบบผู้ (อวด) รู้ว่า อิชั้นเป็น super bad cold & cough เป็นๆ หายๆ มากว่าเดือน พอเมื่อไม่กี่วันก็ดันเป็น pink eyes อีก อีหมอคานก็บอก ตายังแดงอยู่มาก แต่น่าจะไม่ใช่โรคตาชมพู 5555 ฝรั่งตั้งชื่อโรคได้น่ารักดีเน๊าะ เอายาไปหยอดละกัน แล้วอาการภูมิแพ้ก็น่าห่วงมาก เดี๋ยวให้พยาบาลมาฉีดยาให้นะ อยากให้เปลี่ยนยาแก้ภูมิแพ้เป็นแบบ super extremely strong allergy medicine นะ (โห…จะอะไรกันนักกันหนา ตอนนี้ก็กินยาวันละเป็นกำๆ คงจะต้องตายเพราะยาละมั๊งตรู ยังจะมาให้กินค่อตพ่อค่อตแม่ antihistamine เบื่อว่ะ) แล้วก็เปิดแน่บออกไป ซักพักพยาบาลเข้ามากับเข็มฉีดยา 1 หลอดในถาดเล็กๆ ก่อนจะฉีดก็ให้อิชั้นเซ็นยินยอมถึงรู้ว่าใน syringe เล็กๆ หลอดนั้นเป็น cocktail ของยา 2 ชนิด (จำชื่อไม่ได้ แหะๆ) พอพยาบาลบอกให้นอนคว่ำเพราะจะฉีดที่ก้น อิชั้นก็ถามไปว่ายาในหลอดนั้นมีอะไรที่เป็น sulfa group หรือปล่าว If “YES”… call ambulance, I need to go straight to ER pretty quick. เธอก็อึกอัก-ขอตัววิ่งไปถามหมอ พอกลับเข้ามาก็บอกว่าปลอดภัย Nothing is Sulfa! จัดการทิ่มฉึก จบ เสร็จ ได้ใบสั่งยา อีหมอคานโผล่หน้ามา Happy Mother’s Day, Bye! Oh….I need to see you in 2 months. I'll let the staff know you need be here for your follow-up appointment. Bye Darling! แว๊ก 555 มันเป็นตุ๊ดแหงๆ เลย ยิ่งเจอยิ่งตุ้งติ้ง 5555 น่าร๊ากกกกก……

page-666ยาที่ได้มาล๊อตล่าสุด กับกองยาที่ขนกินเข้าไป จริงๆ มีอีก 2-3 กล่องที่กินไปหมดไม่เหลือซากให้ถ่ายรูป NyQuil ที่เห็นในรูปเป็นขวดที่ 2 ถ้าถ่ายรูปตั้งๆ ก็จะเห็นได้ว่าเหลืออีกแค่ “กรึ๊บ” เดียว ยาอมหมดไป 3 กล่อง เปิดเครื่อง steam warm mist ทั้งวันทั้งคืน

พอออกจากโรงบาลก็แจ้นไป CVS ซื้อหายาตามใบสั่ง (ปกติต้องไปซื้อยาที่ Target เฟสโน่นู้นนนน…. แต่ป่วยหนักแล้วน้ำมันก็แพงโคตร เลยต้องไปซื้อที่ CVS ซึ่งอิชั้นเคยฟาดหัวฟาดหางไว้ที่นั่นอยู่หลายหน 555 เสียฟอร์มน่าดู แต่โชคดีที่พวกเทคนีเชี่ยนหน้าใหม่ๆ ทั้งหมดเลย) รออยู่ไม่นานก็ได้ยามา ทั้งๆ หมด 4 อย่าง จ่ายไป $74.79 มียากินแก้โรคภูมิแพ้ 30 เม็ด ยา Vicodin 30 เม็ด แล้วยาหยอดตา 2 ขวดจิ๋วๆ อันนึงเป็นยาแก้แพ้ อีกอันเป็นยาหยอดแก้ตาอักเสบ ยังไงวะ ไหนบอกว่าไม่ใช่ตาแดง แล้วจ่ายมาทำไมเนี่ย พวกหมอๆ ก็ต้อง “save their asses” เป็นธรรมดา คนไข้บ้านนี้เมืองนี้ก็เลยถูกรักษาแบบ over treatment ดีนะว่าไอ้ยานั่นหลอดไม่ถึง 2 เหรียญ คือประกันคัฟเว่อร์เกือบหมด แต่ไอ้ยาหยอดแก้แพ้นั่นหลอดตั้ง 22 เหรียญ (แค่ 20% ของราคาจริงนะคะ ฮึ่ม) ส่วนที่แพงที่สุดคือไวโคดีน (“ฝิ่น” ตามใบสั่งอย่างถูกกฏหมายของอิชั้น 555) 30 เม็ด $39.98 ถ้าเป็น generic ก็ประมาณ $4 for 30 tablets อิชั้นต้อง “เสพ” ยาตัวนี้ประมาณเดือนละ 5-6 เม็ด เวลาที่ปวดท้องปริศนา (ไม่มีหมอคนไหนหาสาเหตุเจอมากว่า 40 ปี 555 ถึงเรียกว่า “ปวดปริศนา” 555) ไอ้ 30 เม็ดที่ได้มา-อยู่ได้หลายเดือนค่ะ อิชั้นไม่ติดยานี้นะคะ แต่ยานี้ช่วยได้มากเวลาปวดปางตายแบบอิชั้น เคยใช้แบบ generic เพราะงก แต่มันไม่เห็นผล เหมือนกิน Tylenol ยังไงอย่างงั้น เวลากินยาตัวนี้เข้าไป พอยา kick ปุ๊บ จะรู้สึกแปลกๆ อธิบายยาก ง่วงๆ เหมือนอยู่ในวังวน twilight zone 5555 บางทีรู้สึกคลื่นไส้ ถ้านอนก็ “หลับปุ๋ย” สบายเชียวค่ะ ถ้ากินตอนขับรถ (อิชั้นทำบ่อยๆ เพราะความจำเป็น) อึ๋ย กึ๋ย น่ากลัวค่ะ เพราะเบลอๆ ลอยๆ เบาๆ แต่ไม่ยักง่วง จบเรื่องยาบ้าดีกว่า เดี๋ยวเพื่อนๆ จะอยากลอง 5555

Vicodin เป็นยาบรรเทาอาการปวด เป็นยาผสมระหว่าง ยาเสพติดที่ใช้บรรเทาอาการปวด (Narcotic analgesics) กับยาแก้ปวด ลดไข้ กลุ่ม Acetaminophen (Paracetamol) ยานี้มีคุณสมบัติ เมื่อใช้เป็นประจำ และบ่อยครั้ง จะทำให้ติดยา และต้องเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ โดยปกติ Vicodin ใช้เรียกแทนสาร Hydrocodone ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายฝิ่น (Opiate antagonist) มีสูตรทางเคมีคือ C18 H21 NO3 ในประเทศ สหรัฐอเมริกา จัดให้ สารนี้ เป็นสารควบคุม ตามกฎหมายของ Control Substance Act โดยจัดอยู่ในกลุ่มที่ 2 (Schedule II ) ซึ่งสารอื่นๆ ที่อยู่ในกลุ่มนี้ได้แก่ morphine, cocaine, methamphetamine (ยาบ้า) และ Methadone เป็นต้น ซึ่งในประเทศไทย กำหนด ให้เป็นยาเสพติด ประเภท 2 (ประกาศกระทรวง สาธารณสุขฉบับที่ 135 พ.ศ. 2539) ในประเทศ สหรัฐอเมริกา การซื้อ vicodin ต้องใช้ ใบสั่งแพทย์ เพื่อให้มีการดูแล การใช้ อย่างใกล้ชิด แต่ พบว่ามีการขายอย่างแพร่หลายทาง e-commerce โดยมีชื่อการค้าต่างๆ กัน

http://www.dmsc.moph.go.th/chiangmai/hotissue04.htm

page-668วีคเอนด์ที่ค่อยยังชั่วก็ทอดกล้วยหอมให้ลูกผัวกินกันอร่อย เอา New York สเต๊กที่เหลือมาจาก Eat Out เอามา หั่น โยนใส่เตาติ๊ง แล้วทำยำเนื้อรสแซ่บทานกับพ่อบ้าน (ในรูปยังไม่ได้เอาไปอบค่ะ) ส่วนพ่อบ้านก็ทำสปาเก๊ตตี้มีทซ๊อส signature ของพี่แก ทำหม้อใหญ่เลย กินกันได้หลายวัน Meaty มากๆ ชามที่เห็นในรูปเป็นของอิชั้น ที่เลอะๆ เพราะเป็นรอบที่สอง ทานกับมะกอกดำ อืมมม….หย่อย

เลิกพูดเรื่องยาดีกว่า จากนี้ก็ภาวนาให้หายป่วยเร็วๆ ไม่สบายแบบนี้นานๆ มันเหนื่อยค่ะ และสงสารลูกด้วย เหมือนลูกๆ ถูกทิ้ง เวลาแม่ไม่สบายก็มานอนกองดูทีวีบนเตียงแม่ เลยจะพาลป่วยกันไป ป่วยกันมา ไม่มีวันจบ นี่กะว่าตาหายแดงซักนิดจะพาลูกๆ ไปว่ายน้ำค่ะ และอิชั้นจะกลับเข้า gym อย่างจริงๆ จังๆ เสียที เสียดายตังค์ค่าสมาชิกค่ะ ปีละหลายอยู่ (กลัวผัวด่าด้วย 5555 โน๊…โน่… ปล่าวกลัว ….เกรงใจคนจ่ายตังค์ตะหาก 5555)

All happy families resemble one another,

each unhappy family is unhappy in its own way.

2725626745_2a599f90c5

Tuesday, July 21, 2009

Happy B’Day 2 Me งั่กลงไปอีก 1 ปี

ที่ใครๆ ชอบพูดว่า “อายุเป็นเพียงตัวเลข” มันก็จริงยู้…. แต่คนเราถึงจะพยายามให้ “young at heart” แค่ไหน สังขารมันก็ฟ้องอยู่ดีค่ะ ตอนนี้รู้สึกแบบไม่ดี๊ด๊าเหมือนเคย ทั้งนอกและในเลย เพราะอ้วนมากค่ะ อ้วนที่สุดในชีวิต อ้วนกว่าตอนท้อง 9 เดือนอีก 555 เลยไม่สบายเนื้อสบายตัว แล้วก็ผัดวันประกันพรุ่งที่จะไปยิม โดนพ่อบ้านด่าประจำเรื่องไม่ไปยิม บ่นมากเลยว่า อีอ้วนเอ้ยยยย…. ไม่ใช่ไม่รักที่อ้วน ไม่ใช่เกลียดหรือเบื่อขี้หน้าเลยต้องไล่ให้ไปยิมทุกวัน อ้วนเป็นตันก็รัก แต่เป็นห่วงสุขภาพ… I don’t want you to die young ก๊ากกก… อย่างกรูนี่ไม่ young แล้วจ้าฮั่นนี๊ ยานจ้ายานไม่ใช่ยัง แล้วตอนนี้ร้อนมากๆ ไม่อยากเปิดประตูบ้านเลย เพราะมันร้อนแสบไปหมด เลยสิงอยู่ในถ้ำไม่ค่อยจะออกไปไหน ลูกๆ ก็เลยเอาลูกกะตาแปะไว้ที่จอโทรทัศน์ตั้งแต่ลืมตาตื่นจนหลับตานอน สงสารลูกเหมือนกัน อยากพาออกไปขี่จักรยานที่พาร์คซึ่งอยู่ไม่ไกล แต่อิชั้นทนแดดตอน 6 โมง ถึง 2 ทุ่มไม่ได้ จะไปหลังจากนั้น 3 ทุ่มก็เริ่มมืด อู้ยยยย… พอแก่แล้วอ้วนนี่ปัญหาและเงื่อนไขในชีวิตเยอะเน๊าะ 5555

page-423

ตลอดเดือนนี้ก็มีกิจกรรมเซ็งๆ สนุกๆ ทำกันนิดหน่อย สุดสัปดาห์แรกแห่ไปตัดผมกันทั้งบ้าน ไม่มีใครไว้ใจให้อิชั้นตัดให้แล้ว 555 โดยเฉพาะพ่อบ้าน บ่นนั่นนี่ เล็มนี่หน่อย ข้างนี้สั้น ข้างนั้นยาว ถ้าขอให้ตัดให้อีกก็ไม่ตัดให้มันแล้ว เลยต้องเสียค่าตัดผมยกโคตรไป 100 นึงค่ะ (รวมติ๊บด้วยนะ) จากรูปข้างบนจะเห็นว่าเป็นแม่ไอ้ตี้นี่แสนยุ่งยากเพราะยังต้องเป็นวิศวกรรถไฟด้วย คอยต่องรถไฟให้ลูกวันละ 800 รอบ แล้วนิสัยไม่ดีด้วย ไม่ชอบใจก็ถีบถล่มให้พัง ขว้างกระจัดกระจายทั่วบ้าน อิแม่มันก็ไม่ช่วยเก็บซิ ใช้วิธีไล่ฟาดให้เก็บ เหนื่อยหน่ายกับนิสัยไม่ดีของลูกจังเลย….นอกเหนือไปจากเรื่อง “กินยาก” ของไอ้ตี้ที่เหนื่อยใจสุดๆ ทุกวัน ส่วนอีกรูปรอมมี่แต่งหน้าให้ตัวเองแล้วก็แต่งให้น้องด้วย

page-424

รูปก้อนนี้เป็นตอนที่พากันไปกินพิซซ่าที่ร้านของอีแวว (Valerie) ดูพ่อบ้านเล่นยิงปืนกะลูกดิ ตู้เกมส์บ้าไรไม่รู้แพง กะหยอดให้ไอ้ตี้เล่นคนเดียว พอหยอดไปเหรียญนึง ไอ้ตี้ก็ยิงโน่นนี่ไปเรื่อยดันไปโดนไอ้เกมส์แพง เสียดายเหรียญนึงแต่เจือกโง่หยอดเติมไปอีกสี่เหรียญ 555 กลัวลูกไม่ได้เล่น พอหยอดครบ ไอ้ตี้ก็เล่นไม่ได้ เอาเก้าอี้มาให้ยืนเล่นก็ “จะตก” อยู่นั่น อิพ่อบ้านก็เลยมาเล่นสนุกสนานอยู่คนเดียว ส่วนอีมี่เค้าเพลินอยู่คนเดียวกับเกมส์ตั้งโต๊ะเป็นจอทีวีที่ใช้นิ้วจิ้ม-เหมือนเกมส์ที่เคยเล่นตอนเล็กๆ ที่เมืองไทย บ่นคิดถึงแม่จ๋ากับพี่ภูมิตลอด โดยเฉพาะเวลาเล่นเกมส์ตีเทนนิส เหมือนที่แม่จ๋าชอบพาไปเล่นที่เดอะมอลล์ อีมี่ก็หมดไปหลายตังค์นะ 5-6 เหรียญได้ (เกมส์ละ 25 เซ็นต์) ที่ร้านนี้ “อีว่า-Eva” มาทำงานอยู่ แต่เห็นว่าไม่ลงรอยกะแฟนของอีแวว วันนั้นที่ไปก็เพราะอีว่าบอกว่าเป็นวันสุดท้าย เค้าเจ๊งจะปิดกิจการ ถึงได้โห่ไปกัน แต่ฟังแล้วแหม่งๆ เหมือนเค้าจะกำจัดอีว่ามันคนเดียว เลย “แต-หลอ” ว่าเจ๊งจะปิดกิจการ มีที่ไหน ส่งเมจเสจมาบอกเลิกกิจการทางมือถือ ไม่โปรเฟสชันน่อลเล้ยยยย… ไอ้ฟาย เจ๊ง-ปิดกิจการ ไม่มีบอกล่วงหน้า อ้อล่วงหน้าสิเน๊าะ 6 ชั่วโมง แล้วมันก็เป็นจริงๆ ตามที่อิชั้นเดา ปิดเงียบไป 3-4 วัน แล้วก็เปิดต่อ 5555 อีเด็กในร้านคนอื่นก็ช่วยกันต้มอีว่าคนเดียว น่าสงสารมัน อีแววก็อ่ะนะ ไม่แข็ง ไอ้ฟายนั่นคิดทำอะไร-ก็ไม่มีปาก อีว่าเป็นเด็กคนเดียวในร้านที่เป็นลูกๆ หลานๆ ของเจ้าของร้าน (อีแวว+ตาเฟ๊ด) ฟิชชี่นะเนี่ย แต่ไม่ใช่เรื่องของเรา พูดมากไปจะเดือดร้อน

page-425

แล้วก็วันที่ 4 กรกฎา พ่อบ้านได้หยุดงาน ก็ไปพากันไปกินบัฟเฟ่่ต์เงียบๆ ไม่ไปกินบ้านใคร ไม่ให้ใครมากินบ้านเรา 5555 เพราะครอบครัวอินลอว์นี้น่ากลัว พอเสร็จแล้วจะพาลูกไปเล่นพลุบ้านไหนดีว้าาา อูยยยย…เป็นที่ทุกข์ใจ ไปบ้านโน้น-อีนี่ก็จะโกรธ ไปบ้านนี้อีนั่นก็จะโกรธ ครอบครัวสวิสอย่างเรา-ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด-หนักใจเป็นอย่างยิ่ง พอกินเสร็จก็เลยประชุมกันในรถว่าเอาไงดี ไปไหนดี หรือกลับบ้าน หรือไปที่แฟร์กราวนด์ หรือไปที่สนามกอล์ฟ ซึ่งเค้ามีพลุโชว์ สรุปว่าเราจะไปบ้านอีหม้อแกง (Megan) เพราะตั้งแต่สงครามพวกบ้าเนี่ยกัดกันเรื้อรังมา 4-5 ปี อิแม่อู๋ก็พาลูกไปบ้านแม่ผัวตลอด (พ่อบ้านทำงานทุกปี เพิ่งได้หยุดปีนี้ค่ะ) มันพูดกันหรือไม่พูดกันเราก็ไปให้มันเสร็จๆ ปีนี้อีหม้อแกงมันเอาแม่มาบ้านมัน เราก็เลยตกลงว่าไปบ้านอีหม้อ ขนพลุของเราไปภูเขาเบ้อเร้อเลย เด็กๆ ก็สนุกกัน อิพ่อกะอิแม่มันก็เก้อๆ เขินๆ 555 อยากให้จบไวๆ แม่ผัวซึ่งเป็นร่างที่ไร้วิญญาน (แต่ยังไม่ตาย 555) เพราะไม่รู้จักใคร อะไร ที่ไหนแล้ว นั่งซึมกระทือบ่นหนาวๆ ตลอด จริงๆ ตลอดวันร้อนมากเลย โชคดีที่พอค่ำๆ มีลม แต่พวกเล่นพลุบอกไม่สนุก ดูอิชั้นซะก่อน นานจะได้ถ่ายรูป ลมเจือกแรง ผมเผ้าปลิวปิดหน้าสวยๆ หมดเลย 5555

IMG_0790

อันนี้เป็นของฝากจากเมืองไทย คุณเพื่อนส่งมาให้ ขอบคุณหลายๆ นะคะคุณเพื่อน บ่นเรื่องเป็นฝ้า พี่แม้วก็ส่งครีมแก้ฝ้ามาให้ลองใช้ พร้อมทั้งมาส์ก วิตซี ของกิฟฟารีน ที่ใช้ วิตซีของโรช ส่วนน้องจี้ดส่งแผ่นหนัง “ทางช้างเผือก” มาให้ดู ยังไม่ได้ดูเลย ขอบคุณคุณเพื่อนหลายๆ เด้อ ขอให้สวย รวย ป่อง กันถ้วนหน้า 5555

Thursday, June 4, 2009

มาแร้วววววว

หายหน้าหายตาไปเป็นกรรมกรแบกหามโดยมิได้ล่ำลาเสียหลายวัน หูยยยยย…เหนื่อยมาก พะยะค่า แทบรากเลือกตาย ย้ายเที่ยวนี้มี “เส้นตาย” – deadline เป็นภาษาไทยดูโหดกว่าเยอะ 555 ต้องไสหัวออกจากบ้านเก่าภายในวันสิ้นเดือน แต่จริงๆ ทำความสะอาดเสร็จหยดสุดท้ายก็เกือบตีห้าของวันที่ 1 มิถุนายน ไอ้ตัวใหญ่ช่วยพ่อแม่มาทั้งวัน พอตี 2 นอนตายใจขาด สลบเหมือดอยู่กับพื้นอย่างนั้นเลย ส่วนไอ้ตัวเล็กก็ไม่ช่วยอะไรวิ่งวุ่นวาย ส่งเสียงดังไม่เกรงใจชาวบ้านข้างเคียง ดึกดื่นตี 2 ตี 3 ยังส่งเสียงกิ๊บกิ้ว วีดวิ้ว เจี๊ยวจ๊าว สนุกสนาน ไม่เกรงใจชาวบ้าน กลัวเค้าเรียกตำรวจพร้อม CPS -Child Protective Services มาบริการ “ฟรี” รับอรุณ 555 สรุปว่า ย้ายเสร็จสรรพ เรียกว่าเหนื่อยที่สุดในชีวิตเลยก็ว่าได้ (แทบร้องไห้ เพราะเหนื่อยมากและเครียดสุดๆ) เขียวช้ำไปทั้งตัว เหมือนโดนผัวกระทืบ 555 ด้วยที่เป็นคนเขียวช้ำง่าย ยกแบกข้าวของ กระแทกโดนโน่นนี่ไม่ได้หยุด bang into something ตลอดเวลา เฮ้ออออ… ขอนั่งพักเหนื่อย on my fat ass โดยไม่หยิบจับอะไรเลยซัก 2-3 วีค คงจะหายเหนื่อย 555

page-411

พอจะออนไลน์ อัพบล็อกส่งข่าวซะหน่อย ก็ไม่มีเน็ทใช้ ยิ๋งทดก็โทรๆๆๆๆๆๆๆ หา AT&T วันละหลายหน สอบถาม แจ้งข่าว ต่อว่า แต่ยังไม่ได้มีการด่าทอแต่อย่างใด AT&T เพิ่งส่ง dispatcher มาแก้ไขให้เดี๋ยวนี้เอง (ต้องรอคิวน่ะ) ปัญหาก็คือ ต้อง downgrade DSL speed ลง เพราะย้ายออกมาอีกด้านของเมือง ห่างจากไอ้ศูนย์กระจายคลื่น (555 เรียกเองง่ะ) ออกมานิดนึง แถมไอ้กระบวนการแบบนี้ ซะมีอิชั้นไม่ได้เรื่องเลยแหละ มันเป็นยอด user จริงๆ คือ ยู้ด…เซ่อ ที่เซ่อมากๆ ติดต่อ ติดตั้ง “อ่า” ไร ไม่เป็นเลย อิชั้นเป็นเดี่ยวมือหนึ่งแผนกอิเล็คโทรนิคของบ้านค่ะ คอมพิวเต้อร์ ทอทัด ทอสับ ฯลฯ you name it! ทดทำเองทั้งน้านนนนน….

page-412

มีรูปถ่ายไว้เยอะเลย แล้วจะค่อยๆ เอามาแปะ รูปแรกเป็น “ซาพ้ายยยย..” 555 ตอนเก็บขนของจากบ้านเก่า เจอๆ วัตถุลึกลับเพียบ หมกซ่อนอยู่ตามพื้นและซอกหลืบต่างๆ เลยถ่ายรูปบางอันมาให้ดู ไม่ใช่ทั้งหมดนะ ถ่ายไม่ไหว เพราะเยอาม่กกกก… ไอ้ blueberry bagel นั่น หน้าตาสยองนิดนึง เหมือนอะไรวะ 5555 เหมือนไอ้ริดไง 555 ทั้งหมดที่เห็นนั่น แห้ง..แข็งโป้ก ไม้ยักกะมีรา มีเห็ดงอกเลย แปลกดีแต่สยองหน่อยๆ มันใสอะไรเข้าไปวะ ทำให้ปลอดรา แหวะ หรือเพราะอากาศบ้านเมืองนี้มันแห้งแกร่ก..ก็น่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้สบายใจขึ้นหน่อย

ส่วนรูปที่สองเป็นอะไรที่วุ่นวายมาก เพราะว่าไอ้รถขนของที่เช่ามา ลูกๆ ชอบมาก ได้นั่งรถทรักค์ 5555 ต้องเช่ารถ U-Haul มา 2 รอบๆ แรก เช่ามา 3 วัน นึกว่าจะเสร็จ กลับไม่เสร็จ เลยต้องไปเช่ามาอีกรอบ 1 วัน มีแต่เรื่องเสียเงินว่ะ วันนี้จบแค่นี้ก่อน เดี๋ยวมาอัพใหม่ค่า

Tuesday, May 19, 2009

First Time on Amtrak

เป็นเฟิร์สท์ของอิชั้นกับก๊อตตี้เท่านั้นค่ะ (อีหนูดีเค้าเคยมีประสบการณ์แล้ว นั่งขึ้นล่องไปพักร้อนกับน้าจินที่ซานฟราน 3 วีคเมื่อหน้าร้อนปีก่อน) คือเมื่อวาน เซ็งๆ เบื่อๆ ไม่รู้จะทำอะไรกัน ร้อนตับแหกอีกเพราะ Heat Wave ฟาดเข้าไปตั้ง 106 เอฟ โน่นเลยค่ะ เก็บข้าวของก็ไม่อยากเก็บ ไปเยี่ยมแม่ผัวก็ไม่อยากไปกัน 5555 พ่อบ้านเลยวางแผน (ลับๆ) สะไพ้ลูกๆ ซะหน่อย พอรอมมี่กลับจากโรงเรียนก็บอกลูก เร็วๆ ต้องไปเยี่ยมแกรนม่า (ย่า) รอมมี่ก็ทำหน้าเซ็งเชียว พอขึ้นรถกันได้ก็หลับทั้ง 2 ตัว พอไปถึง train depot ที่เฟะโน่ ปลุกอีมี่ขึ้นมาก่อน ลูก..แบบ…เอ๋อๆ อะไรว้าาาา… ใครจะไปไหนวะ พอหลอกว่าแม่พาน้องมาขึ้นรถไฟไปเที่ยว แต่ให้หนูดีนั่งรถไปเป็นเพื่อนพ่อ ขับไปรับแม่กับน้องที่เมอเซ๊ด หน้าหักทันที 555 ส่วนก๊อตตี้พอตื่นลืมตามาเห็นรถไฟ อึ้งกิมกี่ไปเลย Up Close & Personal ไม่เคยเห็นตัวเป็นๆ ใกล้ๆ ขนาดนี้ 555 พ่อบ้านมันไปซื้อตั๋ว Fresno – Merced วันเวย์ 3 คนแม่ลูก $34 รถออก 5.45 ไปถึงที่หมาย 6.35 วันนั้นเวลาเป๊ะๆ ทั้งตอนออกจากเฟะโน่และตอนถึงที่หมาย พอรถขบวนของเรามาถึง.. แม่ลูกก็ตูดแป้นขึ้นไปหาที่นั่งกันแบบฉับๆ คนไม่เยอะเพราะเป็นวันจันทร์ พ่อบ้านก็ตูดแป้นเช่นกัน รีบขับรถไปเมอเซ๊ด

page-405

ก๊อตตี้ตื่นเต้นตลอดทาง พูดแจ้วๆๆๆๆ ไม่หยุด (แจ้วๆ ที่ว่าน่ะ ซ้ำๆ ซากๆ ของมันแหละ ยังไม่มีคำใหม่) Choo Choo ไปตลอดทาง อ้อ คนขายตั๋วเค้าเห็นมันตื่นเต้นมาก เลยแจกหมวกกระดาษมาให้ทั้ง 2 ตัว พอไปนั่งรอรถไฟ คนเดินผ่านไปมาแบบ ตะลึง ไม่เคยเห็น มีหมวกแบบนี้แจกเด็กด้วยเหรอวะ ส่วนไอ้คนที่มีเด็กก็ริษยารีบไปขอมาเลยเชียว 555

page-406

ระหว่างทางผ่านทุ่งกุลามาเดร่า แห้งแก่กมาก จะถ่ายสถานีรถไฟประเทศมาเดร่าให้ดู ก็ถ่ายออกมาได้ไม่ดี เดี๋ยววันหลังขับรถไปถ่ายมาให้ดูแบบจะๆ ว่ากันดารขนาดไหน 555 ที่วงสีแดงไว้คือตรงที่เราแม่ลูกนั่งมาค่ะ ส่วนไอ้เวลานั่น กว่าจะนึกออกว่าน่าจะถ่ายรูปซะหน่อยก็เลยไปหลายนาทีแล้ว รถไปถึงปลายทางตรงเวลาเป๊ะๆ จริงๆ นะคะ ส่วนไอ้รถส้มๆ นั่นมาขนกระเป๋าเอาแจกให้พวกที่โหลดกระเป๋าไว้

page-407

อันนี้แปะรูปไอ้ Mister Conductor ตัวจริง มาให้ดูด้วย และที่เหลือเชื่อคือ พอเราก้าวเท้าลงจากรถไฟ แด้ดดี้ก็ก้าวเท้าออกมาจากรถเลยเหมือนกัน แบบ เป๊ะๆ ไปหมด สะใจดีค่ะ ทีแรกยังนึกว่าต้องเข้าไปนั่งรอในตัวตึกของสถานีอีกพักนึงแน่ๆ กว่าพ่อบ้านมันจะมาถึง แสดงว่าอีพ่อบ้านสปีดดี้ 555 แล้วก็พากันไปกินอาหารไทยกัน อิชั้นสั่งจานในรูปนั่น รอมมี่เริ่มกินเผ็ดได้นิดหน่อย..สั่งรวมมิตรทะเลผัดพริกเผา พ่อบ้านสั่งผัดไทย สลัดจานใหญ่ จบด้วยข้าวเหนียวมะม่วง ร้านนี้น่าจะเป็นคนลาว แต่ทำอาหารไทยได้โอเคทีเดียว หวานเด็ดขาดเหมือนร้านอาหารลาว (แต่บอกว่าเป็นไทย) ทั่วๆ ไป ร้านคนไทยแท้ๆ ก็เถอะ ไม่รู้จะหวานไปถึงไหนกัน กรูน่ะหวานมากพอแล้ว 555 จนเป็นเพลาหวาน เอ้ย เบาหวาน ก่อนกลับมาเดร่า ก็แวะไปมอลล์เล็กๆ ในเมอเซ๊ด พาลูกไปกินไอติมกัน แล้วก็บึ่งรถกลับบ้าน จบไปอีกวันนึงค่ะ

page-408

Another One Fine Day for Our Family …

Tuesday, May 5, 2009

New Lawn Mower

วีคเอนด์ที่ผ่านมาก็ช่วยกันขนข้าวของไปบ้านใหม่หน่อยนึง จะเรียกว่า “คืบหน้า” ไม่ได้หรอก เพราะ “หน่อยนึง” จริงๆ แค่ 1 ปิ๊กอัพ นอกนั้นก็อยู่บ้านแล้วก็ตะเวนกินอยู่แถวๆ ในเมืองนี่แหละ

รูปนี้เมื่อวันศุกร์เอาข้าวไปส่งอีแด้ดดี้ที่โรงงาน ฝนตกโครมๆ ออกมารับกับข้าวแล้วหยุดด่าอีรอมสุดที่รักหน่อยนึง เพราะกัดกะแม่ 555 สะใจ ส่วนรูปยิ๋งทดหน้าบานนั่น-คุณแม่ทาแป้งมิสทีน-ไดม่อน เบอร์ 1 ที่คุณเพื่อนซื้อมาฝากจากเมืองไทยค่ะ เนียนสวยดี หน้าไม่มัน แต่ปกปิดกระฝ้าได้น้อยมาก ชอบแหละ แต่ไม่น่าจะใช้ได้นานเท่าไหร่หรอก เพราะคุณแม่หน้าใหญ่บานและมากกกก… เปลืองซะ 555

page-390

รถตัดหญ้าคันเก่าพังอีกแล้ว บ้านนี้เรียกว่าซื้อรถตัดหญ้าใหม่แทบทุกปีเลย ไอ้คันใหญ่แบบขับนั่น-พังแล้วพังเลย ขายให้เพื่อนไปได้ไม่กี่ตังค์ เค้าแค่ไปเปลี่ยนสายพาน ขับตัดหญ้าสบายบรื๋อ ยังไม่เก่าเลย เซ็งอีผัวบ้าซ่อมอะไรก็ไม่เป็น อะไรพังนิดก็ต้องซื้อกันใหม่ เพราะแถวนี้ค่าซ่อมอะไรๆ ก็แสนแพง บางทีซื้อใหม่คุ้มกว่า แต่ถ้าทำอะไรเป็น ทำอะไรได้เองบ้างก็คงจะดี เมื่อวันเสาร์ก็เลยต้องไปซื้อมาใหม่ 1 คัน (300 เศษๆ) ไอ้แบบเข็นๆ คันนี้น่าจะเป็นคันที่3 ตั้งแต่เป็นผัวเมียกันมา คันก่อนหน้านี้ ตาเฟ็ด-สะเต๊บแด้ด มาเอาไปเฉยเลย แค่ล้อหน้าหัก 1 อัน เพราะไอ้เวนแซมมี่ที่จ้างมาตัดหญ้าทุกๆ 2 วีค มันคงชำเราเวลาเอาเข้า-ออกประตูเล็กข้างโรงรถ เห็นร่องรอยที่ประตูพังด้วยเลยปิดไม่ได้อีก ก่อนย้ายออกต้องซ่อมให้เค้าด้วย มีแต่เรื่องเสียตังค์

ส่วนไอ้ตัวที่นอนอยู่นั่น คือไอ้ตี้ พ่อไม่ให้ออกไปด้วยตอนตัดหญ้าเดี๋ยวมันวิ่งออกไปที่ถนน เลยขังไว้ในบ้าน นอนร้องไห้ดูพ่อตัดหญ้าจนหลับไป 5555

page-391

มาดูดอกเบบี้คาร์เนชั่นที่ปั๋วซื้อมาให้เมื่อ 3-4 วีคก่อน ถ่ายรูปไว้ $3.50 ก็สวยให้ดูชื่นใจได้นานดีนะ ส่วนกุหลาบนั่นตัดมาตอนบานหน่อยๆ แล้ว 2-3 ก็เริ่มร่วง แต่หอมดี ไม่ได้ตัดกุหลาบมาปักแจกันเสียหลายวัน บานแฉ่งร่วงหล่นหมดเลย เสียดายจัง

page-392