Thursday, November 15, 2012

My Journey with Humira: Delivery Service

วันนี้มียามาส่งที่บ้าน อยากให้ดูแพจเกจ หีบห่อ มันช่างสิ้นเปลืองและก่อมลพิษต่อโลกเหลือเกิน เคยจะเม้าเรื่องนี้นานแล้ว พอเค้ามาส่งคราวนี้ อิชั้นเป็นคนเซ็นต์รับไว้เอง เลยถามไปว่า.. "นี่ๆๆ แก จะเอากล่องเก่ากับข้าวของเครื่องแช่ทั้งหลายกลับไป รียูส รีไซเคิ่ล หรือ รีๆ ข้าวสาร มั๊ยแก" มันยิ้มมาพร้อมกับส่ายหน้า โน-แต่ง-กิ๊ว ... อิชั้นก็เลยเดินหัวฟูกลับเข้ามาเปิดกล่อง เพราะจะรีบเอายาแช่ตู้เย็น แกะไป ก็ยั๊วะไป เลยถ่ายรูปมาให้ดูกัน
 Humira Delivery
เปิดกล่องออกมา เจอกล่องโฟม เปิดกล่องโฟม เจอถุงลมโป่งพอง ใต้ถุงลมโป่งพอง เจอถุงไอ๊ซ์แพ๊ค (Extra Cold Gel Ice Pack) ใต้ถุงไอ๊ซ์แพ๊ค เจอแผ่นเป๊าะแป๊ะ ใต้แผ่นเป๊าะแป๊ะ เจอถุงซิป ในถุงซิป เจอกล่องยา ใต้ถุงยา เจอแผ่นเป๊าะแป๊ะกันกระแทกอีก ใต้แผ่นเป๊าะแป๊ะ เจอถุงไอ๊ซ์แพ๊ค ใต้ถุงไอ๊ซ์แพ๊ค เจอถุงลมโป่งพองอีก ...โอ้..แม่เจ้า อิชั้นเก็บเรียงไว้ให้อย่างเรียบร้อย สามารถนำไปใช้ได้เลย
แต่เรื่องหยูกยาที่นี่มันบ้าบอมากค่ะ คือทุกๆ คนต้องเซฟตัวเอง บริษัทยาก็ต้องเซฟตัวมันด้วย กฏเหล็กของเค้าก็คือ อะไรที่ออกไปจากจุดจำหน่าย ร้านยา คือหลุดจากมือคนที่รับผิดชอบแล้ว ถ้าผิดพลาด ไม่ถูกต้อง หรือเป็นที่ไม่ต้องการ ผู้บริโภคนำกลับไปคืน ไปเปลี่ยนล๊อต ไปรีฟันด์ ไปห่าเหวอะไรก็แล้ว เพียงแค่ออกไปจากจุดๆ นั้น ลับตาเจ้าหน้าที่เพียง 1 นาที เค้าก็เอาไปทิ้งเลยค่ะ ถูกแพงอย่างไรก็เหอะ ทิ้งแม่งโลดดดด.... เพราะเค้ากลัวว่าจะถูกปนเปื้อน contaminated เพราะคนแปลกๆ ชั่วๆ มันมีอยู่ทั่วไป เอาไปขี้รดตดใส่ ทำอุบาทว์อย่างไร...ใครจะไปรู้ เอาไปจัดสรรให้คนอื่นเค้ากินแล้วป่วย ง่อย ตายห่าตายโหงไป บริษัทยา หมอยา ก็ต้อง ship หาย ตายตกตามกันไปอีก เพราะประเทศนี้..เรียกได้ว่า sue country มันมีคนที่ซูเป็นอาชีพเยอะมาก หาเลี้ยงชีพด้วยการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย และซูไปได้ซะทุกเรื่อง
roche

ทั้งหมดที่เล่าไปคงพออธิบายให้เข้าใจได้ว่า..ไอ้กล่องบ้าบอที่อิชั้นเก็บไว้ เค้าไม่กล้าเอากลับไปใช้ใหม่หรอกค่ะ บริษัทยาก็บริษัทนึง บริษัทแพ๊คก็บริษัทนึง บริษัทขนส่งก็บริษัทนึง บริษัมจัดส่งก็อีกบริษัทนึง การเอากล่องกลับไปมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ไปถึงต้นตอ ค่าจัดการอาจแพงกว่าการซื้อของใหม่มาใช้ อิชั้นจะเก็บกล่องโฟมไว้แจกกับข้าวญาติโยมแถวนี้ละกัน เดือนละกล่อง ปีนึงก็ครบโหลพอดี จะเก็บเอาไว้ไปซื้อกับข้าวกับปลา..ก็คงไม่เวิ๊ก เพราะกล่องกระจุ๋งนึง ที่นี่แพ๊คหมูหมากาไก่..มันช่างมโหฬาร ปกติช่วงหน้าร้อน อิชั้นต้องใช้คูลเล่อร์ใหญ่ใส่ท้ายรถเวลาไปซื้อกับข้าว เพราะระยะ 30-40 ไมล์ กับอุณหภูมิร้อยกว่าๆ เนื้อสัตว์แทบเน่า ผักต่างๆ ดูไม่จืดเหี่ยวเฉามาในรถเลยค่ะ ก่อนออกจากบ้านก็เอาพวกไอ๊ซ์แพ๊คใส่ในคูลเล่อร์ซัก 3-4 แพ๊ค เวิ๊กค่ะ แต่ก็ต้องรีบไปรีบมานะ อย่าเผลอไปแต๋นที่ไหนนานๆ เพราะไอ้พวกไอ๊ซ์แพ๊คเนี่ยมันไม่ “เย็น-แข็ง” ฟอ-เอ๊ฟ-เว่อ ค่ะ ไม่คงกะพันเหมือนดรายไอ๊ซ์ แค่นานกว่าน้ำแข็งปกติหน่อยนึง

แต่ไอ้ถุงไอ๊ซ์แพ๊คเนี่ย บ้านนึงจะต้องการซักกี่ถุงกัน เพราะต้องเก็บไว้ในฟรีซเซ่อร์ มันกินที่นะคะ ก่อนที่อิชั้นจะต้องใช้ยาฉีด Humira ตัวนี้ ก็ไม่เคยใช้บริการ special delivery แบบนี้ ถุงไอ๊ซ์แพ๊คเก่าที่มีอยู่..จะขนาดบึ้มกว่านี้มาก มีเก็บไว้ใช้อยู่ 4 ถุงแล้ว เอามาจากที่ทำงานของพ่อบ้านค่ะ จากนี้ไปไอ้พวกถุงจ้อบจิ๊บที่มากับยา (ขนาด 8” x 6” หนักซัก 1 กิโลได้) คงต้องหาทางเอาไปทิ้ง ยังนึกไม่ออกว่าจะทำยังไปดี เซ็งว่ะค่ะ ไม่รู้มันมีอันตรายต่อสภาพแวดล้อมหรือปล่าว การกิน ดม ดูด เข้าไปคงไม่ตายหรอก เพราะเค้าเอามาใช้ส่งพวกอาหารและยาได้ ชิมิชิมิ

จากข้างบนคงจะทำให้มองภาพรวมๆ ออกว่า ทำไมราคายาที่ถึงแพงมากมายเหลือเกิน มัน ridiculously expensive เลยนะคะ อย่างยาที่อิชั้นใช้ฉีด หลอดละ 40 มล. เดือนละ 2 หลอด ราคาท้องตลาดน่ากลัวโคตรๆ ไปดูราคาเป็นไอเดียที่ตรงนี้ ขอบอกไว้ก่อนว่า ราคาที่เอามาให้ดูเป็นของแคนาดา ซึ่งไอ้กันจะนิยมสั่งซื้อกัน เพราะราคาถูกกว่าในประเทศ http://www.pharmacychecker.com/compare-drug-prices-online-pharmacies/Humira-40+mg&2520.8+ml/52616/116248/
แต่อิชั้นโชคดี จากปกติที่ บ.ประกันจะจ่ายรักษาพยาบาล ค่ายา ให้ 80% จากบิลเต็มๆ เรารับผิดชอบแค่ 20% สำหรับยาตัวนี้ หมอของอิชั้นต่อรองกับ บ.ประกัน อยู่หลายเดือน ให้อิชั้นทดลองใช้ยาหลายตัว กว่าประกันจะยอมให้ใช้ยาตัวนี้ คือเค้าจะมีตารางการใช้ยาสำหรับรักษาแต่ละโรค ใช้ยา A อาการไม่ดีขึ้น ถึงจะอนุญาตให้ใช้ยา B ใช้แล้วก็ยังไม่ดีขึ้น ถึงจะยอมให้ใช้ยา C ที่เป็นอย่างนั้นก็เพราะยาที่นี่ส่วนใหญ่โคตรแพง (เคยทำงานบริษัทยายักษ์ใหญ่อยู่หลายปี พอทราบเหตุผลและที่มาที่ไปอยู่บ้าง เมื่อ 2 ทศวรรษก่อน มีสองบริษัทยายักษ์ใหญ่ร่วมกันปั่นราคายา ลงเอยด้วยการถูกฟ้อง จ่ายค่าปรับเป็นพันล้าน เน๊อะๆๆๆ) กลับมาที่ฮิวมิร่ากับอิชั้น ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ $2,200.-/เดือน (2 โดส) บ.ประกันคิดคำนวนยังไงไม่รู้ ไม่ยอมจ่าย 80% คือหักลบแล้วอิชั้นต้องจ่ายเอง $836.-/เดือน ถ้ามีเงินเหลือเฟือขนาดนั้น อิชั้นจะยอมเกาขี้เรื้อนแล้วเอาตังค์ไปผ่อนรถในฝัลลลล์ ..ไม่ดีกว่ารึ 555
  abbottlabs

พอเห็นตัวเลข co-pay ที่อิชั้นต้องจ่าย ก็ร้อนรุ่มกลุ้มใจ คุยกับหมอ แกๆๆๆ ชั้นไม่ใช้หรอกมันแพง หมอก็แนะนำให้ติดต่อบริษัทยา เพราะเค้ามี Patient Protection Plan (มะช่ายบักโอบาม่าแคร์นะยะ อันนั้น ถ้าไม่ทำงานทำการ ไม่ต้องเสียภาษี งอมืองอตีนกินอยู่ฟรี หยูกยาหาหมอก็ฟรี คนทำงานก็เสียภาษีกันจนหลังอาน ค่าหมอค่ายาก็ขูดจนเลือดกระฉูด บ้าบอมาก มันสนับสนุนให้คนขี้เกียจ เอาภาษีคนทำงานงกๆๆ ไปเลี้ยงดูปูเสื่อพวกไม่ทำงาน) พอโทรคุยกับบริษัทยา (Abbott Laboratories) จัดการกรอกข้อมูลตามที่เค้าแนะนำ สุดท้ายท้ายสุด co-pay เพียงแค่เดือนละ $5.-ค่ะ เอวัง...ด้วยประการฉะนี้...แหละ โยมมมมมม

sleep,drug,sleep




3 comments:

TuktiK just OK said...

มาตามอ่านบล็อคพี่สนุกจังค่ะ
อีกอย่างหนูก็เป็นโรคนี้ อ่านที่พี่เขียนในบล็อคตัวยาอื่นๆ แนะนำดีมากๆเลยค่ะ
ขอบคุณมากนะคะ ได้ความรู้เยอะเลย แล้วยาตัวนี้เป็นยังไงบ้างค่ะ
เป็นผลดีเลยไหมค่ะ

TuktiK just OK said...

มาตามอ่านบล็อคพี่สนุกจังค่ะ
อีกอย่างหนูก็เป็นโรคนี้ อ่านที่พี่เขียนในบล็อคตัวยาอื่นๆ แนะนำดีมากๆเลยค่ะ
ขอบคุณมากนะคะ ได้ความรู้เยอะเลย แล้วยาตัวนี้เป็นยังไงบ้างค่ะ
เป็นผลดีเลยไหมค่ะ

Cruella Mama said...

ขอบคุณน้องตุ๊กติ๊กที่แวะมาอ่านนะคะ ดีใจมากที่สิ่งเขียนไปมีประโยชน์กับผู่อ่านบ้าง

พี่ใช้ยาตัวนี้อยู่ 3 เดือน ไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงมากนัก คุณหมอเลยเปลี่ยนให้มาใช้ยา Enbrel แทนค่ะ พี่ใช้ยาตัวนี้มา 3 เดือน รู้สึกว่าอาการดีขึ้นบ้าง เห็นความแตกต่างค่ะ เดี๋ยวว่างๆ พี่จะโพสต์เล่าให้อ่านค่ะ